ปิดดีล4บิ๊กเทคจีน เล็งหอบเงินลงทุน7หมื่นล./อนุทินจีบ‘หัวเว่ย’ขยายธุรกิจ

นายกฯ ลุยภารกิจต่อที่กรุงปักกิ่ง ครม.หลายคนบินตามสมทบทีมไทยแลนด์ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย เผยผลหารือที่เฉิงตู 4 บิ๊กเทคชั้นนำพร้อมลงทุนไทยกว่า 7 หมื่นล้าน ชู “Thailand FastPass” ดึงฐานผลิตโลกยกระดับทักษะแรงงานไทย ปลดล็อกการลงทุนครั้งใหญ่ BOI ช่วยขจัดอุปสรรคจุดเดียวเบ็ดเสร็จ “ศุภชัย” มั่นใจโรดโชว์สร้างความเชื่อมั่นดึงทุนยักษ์ใหญ่ สื่่อท้องถิ่นชม "อนุทิน" ใช้คำภาษาจีน "เจียโหยว" สะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมไทยแลนด์ ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ    โดยในช่วงเช้าคณะของนายกรัฐมนตรีได้เริ่มปฏิบัติภารกิจ ณ นครเฉิงตู เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าและเพาะพันธุ์ ซึ่งได้เข้าชมแพนด้ายักษ์ ณ อาคารจัดแสดง Starry Giant Panda Pavilion และเยี่ยมชมศูนย์อนุบาลลูกแพนด้า 

จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังศาลเจ้าสามก๊ก ก่อนจะเข้าสู่จุดหมายถัดไปที่วัดต้าฉือ (Daci  Temple) เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเยี่ยมชมความสวยงามของวัดเก่าแก่ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่นครเฉิงตู คณะของนายกรัฐมนตรีได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติซวงหลิว มุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง

สำหรับการปฏิบัติภารกิจที่กรุงปักกิ่งในครั้งนี้ มีคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงเดินทางมาเข้าร่วมคณะสมทบเพิ่มเติมอีกหลายท่าน เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญที่จะมีการหารือกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ซึ่งจะร่วมผนึกกำลังกับคณะเดิมที่ร่วมเดินทางมาตั้งแต่วันแรก เช่น นายเอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม

เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ Huawei Beijing Executive Briefing Center กรุงปักกิ่ง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ Huawei พร้อมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท  เพื่อขยายความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระบบคลาวด์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรไทย โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ Huawei ในฐานะนักลงทุนและพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเทคโนโลยีต้องนำไปสู่ประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ การศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การบริหารจัดการเมือง ตลอดจนการสร้างงานและอาชีพใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้น

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต้อนรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูง โดยไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศการลงทุน และฐานอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลก

ทางด้านผู้บริหาร Huawei ระบุว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 20 ปี และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งศูนย์พัฒนาทักษะดิจิทัล บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค พร้อมชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มีศักยภาพ และมั่นใจในบรรยากาศและศักยภาพของไทย ที่เหมาะต่อการดำเนินธุรกิจดิจิทัล 

 ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud และ AI กับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ยกระดับบริการสาธารณะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างบุคลากรไทย

 “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงความรู้ มีทักษะที่ตลาดต้องการ เกิดงานคุณภาพ และนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

4 บิ๊กเทคทุ่มทุน 7 หมื่นล้าน

ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 15.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายอนุทินให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารระหว่างนครเฉิงตูมายังกรุงปักกิ่ง โดยเปิดเผยถึงความสำเร็จภายหลังการนำคณะทีมไทยแลนด์ หารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในประเทศจีน 4 บริษัทเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า  กลุ่มนักลงทุนจีนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจอย่างยิ่งในการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ โดยการพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ 4 แห่ง ได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทยมูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง (Precision Technology) เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center, เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง

"การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ (Upskilling) ซึ่งแรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว"

นายกฯ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะให้การสนับสนุนสานต่ออย่างไร นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความมั่นใจ  โดยปัจจุบันมีนโยบาย “Thailand FastPass” ของ BOI ซึ่งจะเป็นจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น นักลงทุนชื่นชมในความสะดวกและโปร่งใส โดยเฉพาะการที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์หรือค่าน้ำร้อนน้ำชาเหมือนในอดีต รวมถึงไม่ต้องติดต่อหลายหน่วยงานให้ยุ่งยาก เพราะ BOI จะเป็นผู้ประสานงานและขจัดอุปสรรคทั้งหมดให้เพียงจุดเดียว

ที่เมืองเฉิงตู นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า  สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับ 4 บิ๊กคอร์ปอเรชัน แม้รายละเอียดเม็ดเงินในเชิงลึกยังเป็นความลับทางธุรกิจ แต่มีภาพรวมยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นำโดยบริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล ค่ายรถ EV ระดับท็อปเทียร์ของจีน ที่ฟันธงเลือกไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศ โดยตั้งโรงงานที่จังหวัดระยองเพื่อเป็นฮับส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอ พร้อมเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200,000 คันต่อปี และดึง SME ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้แล้วถึง 40 แห่ง ในขณะที่กลุ่มนวัตกรรมประมวลผลข้อมูล AI อย่างบริษัท อินโนไลท์ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง ก็เตรียมขยายฐานผลิตในไทย สร้างการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา         

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง บริษัท อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี ก็ได้เดินหน้าเปิดโรงงานแห่งแรกที่ระยองและกำลังลุยขยายโรงงานแห่งที่ 2 อย่างต่อเนื่อง รวมถึงบริษัท เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน บิ๊กเทคฯ ซึ่งรัฐบาลได้เจรจาดึงดูดให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (IoT)

BOI to IPO ติดปีกนักลงทุน

นายเอกนิติยังได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะมาช่วยติดปีกการลงทุน คือโครงการ "BOI to IPO" เพื่ออำนวยความสะดวกแบบ Fast Track ให้บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติที่เติบโตเร็วเหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะเพิ่มเสน่ห์ให้กับตลาดหุ้นไทยแล้ว ยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากกระแสหุ้นเทคโนโลยีที่กำลังร้อนแรงไปทั่วโลกอีกด้วย

ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยในโอกาสร่วมคณะนักธุรกิจพบปะกับนายกฯ ที่นครเฉิงตูว่า การโรดโชว์จีนของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภูมิภาคสำคัญอย่างฉงชิ่งและเสฉวน  ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ฉงชิ่งและเสฉวนเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมที่ไทยต้องเร่งส่งเสริม โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีระดับสูง และอุตสาหกรรมการบิน หากไทยสามารถดึงนักลงทุนหรือสร้างพันธมิตรทางธุรกิจจากพื้นที่เหล่านี้ได้ จะส่งผลบวกอย่างมากต่อการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

นายศุภชัยกล่าวว่า หัวใจของการดึงดูดทุนจีนคือการสร้างความไว้วางใจ และแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นมิตรประเทศที่พร้อมรองรับการลงทุน ทั้งด้านกฎหมาย ภาษี และการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ เพราะนักลงทุนจีนให้ความสำคัญกับความพร้อมของประเทศปลายทาง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน

 “การเยือนครั้งนี้มีนิมิตหมายที่ดี เพราะนายกรัฐมนตรีเข้าใจทั้งภาครัฐ การเมือง และกลไกภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลด้านการลงทุน ทำให้ผู้นำระดับสูงของจีนพร้อมรับฟังข้อเสนอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนจีนที่กำลังมองหาศูนย์กลางการผลิตในอาเซียน ทั้งเมื่อเทียบกับเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย” นายศุภชัยกล่าว

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ พร้อมด้วยนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือกับผู้บริหารบริษัทเอกชนชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีนแบบรายบริษัท (One-on-One) ได้แก่ สายการบินเสฉวน (Sichuan Airlines) และบริษัท เหม่ยถวน (Meituan) ณ Tianfu International Convention Center นครเฉิงตู

นายไชยชนกกล่าวว่า ได้เข้าหารือกับนาย Wang Fei เลขาธิการคณะกรรมการพรรคและประธานบริษัท Sichuan Airlines Group Co., Ltd. และนาย Li Jinfei รองประธานและหัวหน้าฝ่าย Hotels & Travel ของบริษัท Meituan พร้อมด้วย น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยการหารือกับสายการบินเสฉวน ฝ่ายไทยและสายการบินเสฉวนเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยสายการบินเสฉวนซึ่งเป็นพันธมิตรรายสำคัญของไทยในตลาดจีนตะวันตก ได้มีการหารือเกี่ยวกับการกลับมาเปิดให้บริการเส้นทางบินที่เคยบินและการขยายเส้นทางบินใหม่ เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวคุณภาพสูงของไทย และเพิ่มการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทย

ใช้ภาษาจีนกระชับสัมพันธ์

ด้านการหารือกับบริษัท เหม่ยถวน ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางความร่วมมือด้านข้อมูลการท่องเที่ยว (Data Exchange) เพื่อสนับสนุนการจัดทำ Tourism Forecast ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น ยอดการจอง พฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยว และแนวโน้มตลาด ซึ่งจะช่วยให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถวางแผนและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้เสนอให้ Meituan สนับสนุนการผลักดันร้านอาหารไทยเข้าสู่ Black Pearl Restaurant Guide เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และสร้างการรับรู้อาหารไทยในตลาดจีน

ทั้งนี้ ในการหารือ ไทยได้เน้นย้ำการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวจีน และเชิญชวน Meituan ร่วมขับเคลื่อนโครงการ Trusted Thailand เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และย้ำว่ารัฐบาลไทยได้ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งหลอกลวงออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินมาตรการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อการเยือนจีนของนายกฯ นอกจากการรายงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว สื่อท้องถิ่นของจีนยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะการใช้ภาษาจีนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนความเป็นมิตรและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า Sichuan Online (四川在线) สื่อหลักในเครือเสฉวนเดลี่ ซึ่งเป็นสื่อสำคัญของมณฑลเสฉวน ได้รายงานภารกิจของนายกฯ ในเวทีการลงทุนและเศรษฐกิจจีน (เสฉวน)-ไทย โดยเลือกนำประโยคภาษาจีนของนายกฯ ขึ้นเป็นพาดหัวข่าวว่า "นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวคำว่า '加油' (เจียโหยว) ติดต่อกัน 4 ครั้ง" แทนการเน้นประเด็นเศรษฐกิจหรือการลงทุน ในช่วงท้ายของปาฐกถาพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำว่า "加油" (เจียโหยว) ซึ่งเป็นคำให้กำลังใจที่ชาวจีนนิยมใช้ในความหมายว่า "สู้ต่อไป" หรือ "เดินหน้าไปด้วยกัน" รวม 4 ประโยค หรือ "เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าเสฉวน เดินหน้าประเทศจีน และเดินหน้าเพื่อนที่ดี" โดยสื่อเสฉวนระบุว่า ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ได้รับเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น.