เตรียมรับมือมวลน้ำ!! รัฐบาล เตือนปชช.ริมน้ำ ยกของขึ้นที่สูง-อพยพ จับตาฝนระลอกใหม่ 4-8 ต.ค. : อินโฟเควสท์

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า ในส่วนของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระดับน้ำในเขื่อนเกินระดับที่ 100% ไปแล้ว มีการระบายน้ำ ลงมาที่ จ. พระนครศรีอยุธยา ซึ่งแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่พื้นที่ริมน้ำ และพื้นที่ราบ ให้อพยพรวมถึงยกของขึ้นที่สูง 

ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันตก ปัญหาอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี ที่จะระบายน้ำลงแม่น้ำแม่กลอง ปัจจุบันเขื่อนวชิราลงกรณ มีระดับน้ำสูงขึ้น จากการเก็บกักน้ำไว้ 2 วันที่ผ่านมา แต่ในส่วนน้ำที่เข้ามาเติม ไม่ได้มีกระแสน้ำเพิ่มขึ้น เพราะฝนตกน้อยลง อย่างไรก็ตาม เขื่อนมีโอกาสจะรับน้ำเพิ่ม จึงเริ่มปล่อยน้ำออก

ขณะที่ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้มีการเพิ่มการระบายน้ำอยู่ที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) เพื่อพร่องน้ำเหนือเขื่อน ซึ่งเมื่อดูมวลน้ำเดิมที่ปล่อยก่อนหน้านี้มีความห่างกันพอสมควร จึงจะไม่กระทบประชาชนมากนัก 

นายเอกภพ กล่าวอีกว่า เขื่อนแม่กลอง ปัจจุบันระบายน้ำอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้รองรับน้ำการบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งเหนือเขื่อนและใต้เขื่อน ซึ่งน้ำจะถูกปล่อยไป ที่ จ.ราชบุรี สมุทรสงคราม จึงมีการแจ้งเตือนประชาชนทั้ง 2 จังหวัดแล้วว่าให้อพยพรวมถึงยกของขึ้นที่สูง พร้อมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกันพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม มีการสูบน้ำออกเพื่อไม่ให้น้ำเข้ามาเติมในคราวเดียวกัน และขอให้ประชาชนฟังประกาศและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ส่วนฝั่งตะวันออก น้ำจาก จ.ปราจีนบุรี และ นครนายก ระดับน้ำทรงตัวและลดลงแล้ว เนื่องจากผ่านจุดสูงสุดของปริมาณน้ำที่ผ่านทั้ง 2 จังหวัดแล้วโดยน้ำจะมารวมกันที่เแม่น้ำบางปะกง และพื้นที่ลุ่มต่ำของ จ.ฉะเชิงเทรา ที่ อ.บางคล้า คลองเขื่อน และบางน้ำเปรี้ยว ซึ่งมีการแจ้งเตือนประชาชนและขอให้เคลื่อนย้าย พร้อมยกของขึ้นที่สูง หากมีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบาง ให้อพยพไปที่ศูนย์อพยพของจังหวัดที่เตรียมไว้

“ภาคกลาง โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี ขอให้ติดสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากประเมินแล้วระดับสูงขึ้น ขอให้อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงจะปลอดภัยกว่า”นายเอกภพ กล่าว

*จ่อเพิ่มระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที

สำหรับสถานการณ์น้ำเหนือ จากแม่น้ำปิงระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ลงมาถึง จ.นครสวรรค์ ขณะนี้ระดับน้ำอยู่จุดที่สูงสุด และจะส่งต่อไปที่เขื่อนเจ้าพระยา ก่อนที่จะเข้าแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี มีการหน่วงน้ำไว้ เพื่อให้น้ำเข้ามาเติมแม่น้ำเจ้าพระยาให้น้อยลง 

โดยการปล่อยน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา เมื่อวานนี้ อยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที โดยจะค่อยๆ ทยอยปล่อยน้ำเพิ่มขึ้น หลังจากมีการอนุมัติของคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ เช้านี้เพิ่มเป็น 2,300 ลบ.ม./วินาที โดยการระบายน้ำแบบเป็นขั้นบันได โดยมีกรอบการระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

*เตรียมรับมือฝนระลอกใหม่ 4-5 ต.ค.

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังสั่งการให้มีการเตรียมมาตรการรองรับฝนระลอกใหม่ วันที่ 4-8 ตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นฝนเปลี่ยนฤดู ไม่ใช่ฝนตกแช่ ขณะเดียวจากการพยากรณ์อากาศช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม จะมีฝนมากกว่าปกติ ที่จ.กาญจนบุรี และจังหวัดฝั่งตะวันตก ส่วนกรุงเทพมหานคร ฝนเปลี่ยนฤดู จะเข้าวันที่ 7 – 8 ตุลาคม จึงต้องมีการเฝ้าระวัง และอัปเดตสถานการณ์เพื่อแจ้งเตือนต่อไป
 

ส่วนพื้นที่เสี่ยงจากข้อมูลสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ที่มีการคำนวณการรับน้ำ ปริมาณน้ำฝน และการปล่อยน้ำจากเขื่อนต่าง ๆ ไปให้แต่ละจังหวัดให้ใช้ข้อมูลตรงนั้นในการพิจารณาในการสั่งการและให้การช่วยเหลือ รวมถึงให้จัดทำบัญชีทรัพยากรกำลังคน เครื่องจักรกล ให้สามารถเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัดได้ทันที เพื่อให้ทรัพยากรต่างๆ สามารถเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ที่ต้องการได้ 

สำหรับพื้นที่ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลองให้แจ้งเตือนประชาชนผ่านทุกช่องทาง พร้อมกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดูแลความเป็นอยู่ การดำรงชีพของประชาชนให้ครบถ้วนทุกมิติอย่างใกล้ชิด และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละจังหวัดให้อยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา ส่วนพื้นที่ที่น้ำลดแล้วให้เร่งสูบน้ำออกโดยเร็ว และดําเนินการให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอย่างรวดเร็ว

*มวลน้ำปิงถึงชัยนาท-อยุธยา 2-3 ต.ค. นี้ คุมปริมาณน้ำไหลผ่าน ปทุมธานี นนทบุรี กทม. ไปสมุทรปราการไม่เกิน 3,000 ลบ.ม.  

นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองโฆษก สทนช. ระบุถึงสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยมวลน้ำจากแม่น้ำปิงเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ในอัตราที่เป็นปริมาณประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมวลน้ำนี้เคลื่อนตัวมาถึงจังหวัดนครสวรรค์ และอีก 1 วันจะมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท 

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ปริมาณน้ำจากตอนบน เคลื่อนมาทางเขื่อนวังร่มเกล้าอยู่ในเกณฑ์สูงสุด โดยจะมีการคงการระบายน้ำผ่านเขื่อนวังร่มเกล้าในอัตราเดิม เพื่อที่จะชะลอน้ำจากจังหวัดนครสวรรค์ที่จะมาถึง ฉะนั้นในส่วนปริมาณน้ำขณะนี้ที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จะคงอยู่ไม่เกินเกณฑ์ 2,500 ลบ.ม./วินาที

ซึ่งเมื่อวานนี้มีการเพิ่มการระบายน้ำมาที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผลการดำเนินการจะส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อยแต่จะไม่สูงเกินกว่าแนวป้องกันที่ทางจังหวัดได้เตรียมไว้ 

สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะไปรวมกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะส่งผลให้น้ำถึงเขื่อนในวันที่ 2 ตุลาคม และถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในวันที่ 3 ตุลาคม ปริมาณน้ำจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น 

นอกจากนี้ ยังมีน้ำอีกส่วนหนึ่งจากลุ่มน้ำป่าสัก และมีการระบายน้ำเพิ่มจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 200 ลบ.ม./วินาที และจากการประเมินในช่วงเช้าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ปรับลดลงมาแล้ว เหลือ 100 ลบ.ม./วินาที

นายฐนโรจน์ กล่าวว่า หลังจากนี้แผนของการระบายน้ำจะพยายามควบคุมน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ให้เกิน 300 ลบ.ม./วินาที เพื่อไม่ให้ส่งผลกับพื้นที่ตอนล่าง ที่จะไหลผ่านเขื่อนพระราม 6 ที่จะต้องเพิ่มการระบายน้ำในลำดับถัดไปให้ไม่เกิน 300 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำส่วนนี้จะไปรวมกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

ซึ่งจากการประเมินภาพรวมปริมาณน้ำขณะนี้ ที่จะไหลรวมกันอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลบ.ม./วินาที ซึ่งปริมาณน้ำมวลนี้จะไหลไปที่จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี ผ่านกรุงเทพมหานคร และไปยังสมุทรปราการ 

สำหรับการประเมินจุดวิกฤตในกรุงเทพมหานคร ที่ปริมาณน้ำจะลงไปอยู่ในเกณฑ์ 3,000 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในกรุงเทพมหานครขยับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 2 + 2.25 เมตร ซึ่งจะต่ำกว่าคันป้องกันของทางกรุงเทพมหานครประมาณ 40 เซนติเมตร หากเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำปี 2568 ที่มีการระบายน้ำสูงสุด 2,900 ลบ.ม./วินาที กับปัจจุบันที่ระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที ถือว่าน้อยกว่าที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณน้ำไม่เกินปีที่ผ่านมา

ขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลอง สถานการณ์น้ำเริ่มปรับตัวลดลง เมื่อวานนี้แม่น้ำแควน้อยลดลง 2.50 เมตร ปริมาณน้ำส่วนนี้ไหลผ่านเขื่อนแม่กลองไปแล้ว 2,200 ลบ.ม./วินาที วันนี้มีการหารือกันว่าเกณฑ์ปริมาณสูงสุดที่จะไหลผ่านเขื่อนแม่กลองจะอยู่ในแนวโน้มที่สามารถควบคุมบานระบายได้แล้ว และมีแนวโน้มที่จะปรับบานระบายให้ลดลง สัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากตอนเหนือ และมวลน้ำนี้จะเดินทางต่อไปถึงจังหวัดราชบุรี สมุทรสงคราม โดยเฉพาะที่อำเภออัมพวา ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำกำลังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่จะไม่รุนแรงไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากฝนที่ตกลงมาเป็นแบบประปราย

ส่วนการบริหารเขื่อนวชิราลงกรณในช่วงที่ผ่านมา ได้ใช้ในการหน่วงน้ำชะลอการระบาย แต่ขณะนี้เขื่อนมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นเกือบเต็มเขื่อน จึงมีความจำเป็นต้องเริ่มระบายน้ำออกจากเขื่อนในวันนี้ อยู่ที่ 40 ล้านลบ.ม. หรือ 500 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำส่วนนี้จะทยอยเข้ามาเติมในเขื่อนแม่กลอง ใช้เวลา 2-3 วัน โดยจะไม่ไปเสริมหรือสมทบน้ำในแม่กลองให้สูงขึ้นกว่าเดิม

ด้านผู้แทนของกรุงเทพมหานคร กล่าวถึง การเพิ่มการระบายน้ำ 2,300 ลบ.ม./วินาที โดยคาดว่า ระดับน้ำของกรุงเทพมหานคร จะสูงขึ้นจริงประมาณ 2 เมตร รทก. (เทียบกับน้ำทะเลปานกลาง) ซึ่งคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร อยู่ที่ระดับต่ำสุดที่ 2.8 เมตร รทก.  ระดับน้ำดังกล่าวจึงยังไม่เป็นปัญหาต่อการบริหาร และรับมือกับน้ำหนุน และน้ำเหนือ เนื่องจากยังต่ำกว่าคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานครไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร

*กทม. ยังมีน้ำท่วมสูง 5 จุด แนะหลีกเลี่ยง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครว่า ยังมีจุดน้ำท่วมสูงที่ประชาชนควรหลีกเลี่ยงใน 5 จุด ได้แก่ 

1.ถนนกรุงเทพกรีฑาตั้งแต่ซอย 9 ถึง 25 และซอย 37 ถึง 55 ยังมีน้ำท่วมขัง 20-30 เซนติเมตร 

2.ถนนหลวงแพร่งลาดกระบัง โลตัสลาดกระบัง แยกวัดพลมานีย์ ถนนพหลโยธิน

3.ถนนลาดกระบัง แยกลาดกระบังร่มเกล้า-รอยัลกอล์ฟ แยกสุขสมาน

4.ถนนฉลองกรุง แยกลาดแยกเจ้าคุณทหาร ตัดถนนลาดกระบัง แยกรถไฟเทคโน

5..ถนนสุวินทวงศ์ แยกหทัยราฏร์-ราษฏร์อุทิศ 

สำหรับความคืบหน้าการกู้คืนพื้นที่เคหะคลองจั่น บางกะปิ โดยระดับน้ำลดลงเหลือ 30 เซนติเมตร ด้านถนนเสรีไทยระดับน้ำลดลงเหลือ 30-40 เซนติเมตร ส่วนถนนศรีบูรพาสัญจรได้ปกติ

ส่วนความคืบหน้าการกู้คืนพื้นที่เคหะร่มเกล้า ลาดกระบัง ประมาณน้ำในพื้นที่ลดลง 20 เซนติเมตร โดยทางการได้มีการติดตั้งเรือผลักดันน้ำ ตามแนวคลองประเวศบุรีรมย์ และเร่งระบายน้ำผ่านสมุทรปราการ เมื่อน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ลดลงจนเห็นขอบตลิ่ง จะเร่งกู้ชุมชมเคหะลาดกระบังโดยใช้ระบบสูบภายใน และติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม

โดย ฐานิสร์​ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน