4 โบรกมองบวก TOP รับโครงการ CFP เพิ่มกำลังกลั่น-มาร์จิ้น ชูเป้าสูงสุด 88 บาท

บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งมีมุมมองเชิงบวกต่อความคืบหน้าโครงการพลังงานสะอาดของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP หลังการก่อสร้างเดินหน้าตามแผน โดยโครงการจะช่วยเพิ่มกำลังการกลั่น รองรับน้ำมันดิบได้หลากหลายขึ้น และปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ไปสู่สินค้ามูลค่าสูง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มค่าการกลั่นและความสามารถทำกำไรในระยะยาว
บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุภายหลังเข้าเยี่ยมชมโครงการ CFP ว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อโครงสร้างโรงกลั่นของ TOP โดยจะเพิ่มกำลังการกลั่นจาก 375,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตของหน่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์จาก 28% เป็น 50% และเพิ่มดัชนีความซับซ้อนของโรงกลั่นจาก 9.8 เป็น 12
การยกระดับดังกล่าวจะช่วยให้ TOP รองรับน้ำมันดิบชนิดหนักและมีต้นทุนต่ำได้มากขึ้น โดยคาดว่าสัดส่วนน้ำมันดิบชนิดกลางจะเพิ่มเป็นประมาณ 50-65% พร้อมกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไปยังอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และแอฟริกาตะวันตก เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน สัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน จะเพิ่มขึ้นจาก 53% เป็น 62% สะท้อนว่าประโยชน์ของ CFP ไม่ได้มาจากการเพิ่มกำลังการกลั่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยยกระดับโครงสร้างผลิตภัณฑ์และเพิ่มศักยภาพการทำกำไรของโรงกลั่นในระยะยาว
ด้านการดำเนินงาน การเชื่อมโยงหน่วยผลิตเดิมเข้ากับหน่วยผลิตใหม่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการป้อนวัตถุดิบระหว่างหน่วย และเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่มูลค่าระหว่างธุรกิจโรงกลั่นกับปิโตรเคมี รวมถึงลดผลกระทบระหว่างการปิดซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนตัวเร่งปฏิกิริยา เนื่องจากสามารถสลับการผลิตระหว่างหน่วยได้
นอกจากนี้ หน่วยผลิตพลังงาน Energy Recovery Unit (ERU) จะนำกากน้ำมันชนิดหนักที่มีมูลค่าต่ำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไอน้ำและกระแสไฟฟ้าประมาณ 230-250 เมกะวัตต์ภายในโครงการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบและลดการสูญเสียมูลค่าจากผลิตภัณฑ์ปลายสาย
โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนเริ่มสร้างประโยชน์ให้แก่ TOP แล้ว ทั้งคลังจัดเก็บน้ำมันแห่งใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลัง โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยาน และหน่วยกำจัดกำมะถันในน้ำมันดีเซลแห่งที่ 4 ขนาด 47,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเริ่มผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 รวมถึงแขนขนถ่ายผลิตภัณฑ์แห่งใหม่ที่ท่าเรือ ซึ่งจะช่วยรองรับปริมาณผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นและลดต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว โดยทรีนีตี้แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” TOP ให้ราคาเป้าหมาย 74 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า โครงการ CFP เป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์เสริมความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจหลักของ TOP โดยเมื่อเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบจะเพิ่มกำลังการกลั่นจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมเพิ่มความสามารถในการกลั่นน้ำมันดิบชนิดหนักซึ่งมีราคาต่ำกว่าเป็น 40-50% และลดการใช้น้ำมันดิบชนิดเบาจากเกือบทั้งหมด เหลือประมาณ 40-50%
นอกจากนี้ โครงการจะเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมูลค่าสูงประเภท Middle Distillate โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน จาก 53% เป็น 62% พร้อมลดสัดส่วนน้ำมันเตาซึ่งมีมูลค่าต่ำจาก 7% เหลือเกือบเป็นศูนย์ ขณะที่สัดส่วนหน่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์จะเพิ่มจาก 28% เป็น 50% และดัชนีความซับซ้อนของโรงกลั่นจะเพิ่มจาก 9.8 เป็น 12 ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มโรงกลั่นไทย
ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 งานก่อสร้างภายใต้สัญญาบริหารจัดการด้านวิศวกรรม จัดหา และก่อสร้าง (EPCM) มีความคืบหน้า 34.87% ภายหลังกลับมาเริ่มดำเนินการตั้งแต่ไตรมาส 3/68 โดยหน่วยกลั่นน้ำมันดิบแห่งที่ 4 (CDU-4) ขนาด 220,000 บาร์เรลต่อวัน มีเป้าหมายเริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/70 ก่อนที่โครงการ CFP จะเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบในไตรมาส 3/71
สำหรับ ERU ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ CFP จะมีกำลังผลิตไฟฟ้า 250 เมกะวัตต์ และผลิตไอน้ำ 175 ตันต่อชั่วโมง โดยใช้ Petroleum Pitch เป็นเชื้อเพลิง ขณะที่ TOP และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC อยู่ระหว่างเจรจาเกี่ยวกับธุรกรรมซื้อขาย ERU ภายหลังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขเดิม โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันที่ 30 ต.ค.69 อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลการเจรจาจะออกมาในรูปแบบใด หยวนต้ายังคงมุมมองเชิงบวกต่อ TOP พร้อมคงคำแนะนำ “Trading” และให้ราคาเป้าหมาย 74 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่า หลังเข้าเยี่ยมชมโครงการ CFP ยังคงเชื่อมั่นว่าโครงการจะสามารถเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบได้ภายในไตรมาส 3/71 โดยความคืบหน้าการก่อสร้างภายใต้การบริหารของ TOP และผู้รับจ้าง EPCM อยู่ที่ประมาณ 34.9% ณ เดือนกรกฎาคม 2569
เป้าหมายสำคัญในระยะใกล้คือการเริ่มเดินเครื่องหน่วย CDU-4 ขนาด 220,000 บาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2/70 ก่อนที่หน่วยเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่า ทั้ง RHCU, HCU-3 และ ERU จะทยอยเปิดดำเนินงานต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571 การทยอยเปิดดำเนินงานเป็นระยะจะช่วยลดความเสี่ยงในการก่อสร้าง และเปิดโอกาสให้ TOP เริ่มรับรู้ประโยชน์จากโครงการบางส่วนก่อนเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบ
เมื่อ CDU-4 ทำงานร่วมกับหน่วย CDU-3 เดิม จะทำให้กำลังการกลั่นรวมเพิ่มจาก 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่หน่วย RHCU และ HCU-3 จะช่วยเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ตกค้างมูลค่าต่ำให้เป็นน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่มีมูลค่าสูงขึ้น ส่งผลให้สัดส่วน Middle Distillate เพิ่มจาก 53% เป็น 62% และลดสัดส่วนน้ำมันเตาลงเหลือเกือบเป็นศูนย์
ด้านวัตถุดิบ โครงการจะทำให้ TOP สามารถใช้น้ำมันดิบชนิดหนักประมาณ 40-50% น้ำมันดิบชนิดกลาง 5-15% และน้ำมันดิบชนิดเบา 40-50% ซึ่งจะช่วยให้บริษัทเลือกใช้น้ำมันดิบที่มีต้นทุนต่ำได้มากขึ้น พร้อมเพิ่มส่วนต่างค่าการกลั่นและเสริมความมั่นคงของกำไรตลอดวัฏจักรธุรกิจโรงกลั่น
บล.โกลเบล็กระบุว่า มูลค่าลงทุนรวมของโครงการอยู่ที่ประมาณ 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หากไม่รวม ERU โดยมองว่าความเสี่ยงด้านการดำเนินโครงการลดลง ขณะที่กระแสเงินสดและโครงสร้างหนี้ของ TOP ปรับตัวดีขึ้นภายใต้ภาวะค่าการกลั่นที่แข็งแกร่ง ทำให้เงินทุนที่ยังต้องใช้สำหรับโครงการอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” TOP พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 88 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า โครงการ CFP ยังคงมีความคืบหน้าตามกำหนด โดยงานภายใต้สัญญา EPCM ณ เดือนกรกฎาคม 2569 มีความคืบหน้า 34.9% เพิ่มขึ้นจาก 30.6% ในเดือนมิถุนายน ขณะที่ผู้บริหารยังคงเป้าหมายเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของ CDU-4 ในไตรมาส 2/70 และเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบทั้งโครงการในไตรมาส 3/71
บล.เคจีไอคาดว่าอัตราการกลั่นน้ำมันดิบของ TOP จะทยอยเพิ่มจาก 307,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2569 เป็น 320,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2570 และ 350,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2571 ก่อนเพิ่มเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2572 หลังโครงการ CFP เปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบ
โครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานจาก 53% เป็น 62% พร้อมลดสัดส่วนน้ำมันเตาและบิทูเมนจาก 7% เหลือศูนย์ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการใช้น้ำมันดิบชนิดหนักอีกประมาณ 40-50% ส่งผลให้ดัชนีความซับซ้อนของโรงกลั่นเพิ่มจาก 9.8 เป็น 12 และคาดว่าจะช่วยเพิ่มค่าการกลั่นตลาดประมาณ 4-5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
สำหรับกรณีที่ TOP ไม่สามารถโอน ERU ให้แก่ GPSC ได้ภายในวันสิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ 31 ส.ค.69 และอยู่ระหว่างการเจรจาหาข้อสรุปภายในวันที่ 30 ต.ค.69 บล.เคจีไอมองว่าการเก็บ ERU ไว้กับ TOP จะเป็นปัจจัยบวก เนื่องจากช่วยให้บริษัทได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากโครงการ CFP ได้เต็มที่
ขณะเดียวกัน TOP มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นรวมประมาณ 4.80 หมื่นล้านบาท เทียบกับหนี้สินระยะสั้นและระยะยาวรวม 1.016 แสนล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนเพียง 0.3 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ที่ 1.4 เท่า จึงมีความสามารถรองรับภาระทางการเงินเพิ่มเติมได้ ขณะที่ผลกระทบจากการคืนเงินแก่ GPSC พร้อมดอกเบี้ยคาดว่าจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ท่ามกลางภาวะค่าการกลั่นที่แข็งแกร่ง โดย บล.เคจีไอยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” TOP และให้ราคาเป้าหมาย 70 บาท