"พิพัฒน์”เปิดใช้ ทล.4140 วิ่งฉิว 4 เลน พร้อมเร่งขยายถนนเชื่อม 8 อำเภอ นครศรีฯ

  1. หน้าหลัก 
  2. เศรษฐกิจ-ธุรกิจ 
  3. การค้า-อุตสาหกรรม-คมนาคม 
  4. คมนาคม-ขนส่ง 

"พิพัฒน์”เปิดใช้ ทล.4140 วิ่งฉิว 4 เลน พร้อมเร่งขยายถนนเชื่อม 8 อำเภอ นครศรีฯ

เผยแพร่: 20 ก.ค. 2569 00:27   ปรับปรุง: 20 ก.ค. 2569 00:36   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"พิพัฒน์” กดปุ่มเปิดใช้ ทล.4140 ท่าศาลา – นบพิตำ นครศรีธรรมราช หลังขยายเป็น 4 เลนกว่า 17.5 กม. ใช้งบ 799 ล้านบาท เดือนหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 8 อำเภอเชื่อมขนส่ง ท่องเที่ยว พร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อประชาชน

วันที่ 19 กรกฎาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดใช้ทางหลวงหมายเลข 4140 (ทล.4140) สายอำเภอท่าศาลา – อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางถนนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้การบริหารงานของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งยกระดับการเดินทาง การขนส่ง และระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

โดยมีนายสาโรจน์ สามารถ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายษฐา ขาวขำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง นายยงยุทธ์ เพ็งเมือง รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท ร่วมคณะ และนายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนให้การต้อนรับกว่า 1,800 คน


นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงทั้งในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ภาคการเกษตรที่เข้มแข็ง และเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สำคัญของภาคใต้ รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมเล็งเห็นว่าการขับเคลื่อนศักยภาพของพื้นที่ให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ จำเป็นต้องอาศัยโครงข่ายคมนาคมที่มีความเข้มแข็ง ปลอดภัย และเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ สนับสนุนการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของประเทศ

การเปิดใช้ทางหลวงหมายเลข 4140 เป็นการเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดย ทล.4140 เป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่ออำเภอท่าศาลา อำเภอนบพิตำ อำเภอพรหมคีรี และอำเภอสิชล รวมทั้งเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 401 สายแยกโคกเคียน – นครศรีธรรมราช และทางหลวงหมายเลข 4186 สายโรงเหล็ก – ห้วยพาน ทำหน้าที่เป็นโครงข่ายคมนาคมหลักของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยกำชับให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท บูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้สอดรับกับการขยายตัวของพื้นที่ในอนาคต พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ ได้รับฟังการนำเสนอข้อมูลโครงการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางถนนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จากสำนักงานทางหลวงที่ 16 และสำนักงานทางหลวงชนบทที่ 11 เพื่อติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอท่าศาลา อำเภอนบพิตำ อำเภอพรหมคีรี อำเภอพิปูน อำเภอฉวาง อำเภอช้างกลาง และอำเภอลานสกา ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การศึกษา และการให้บริการด้านสาธารณสุข


ด้านนายปิยพงษ์ กล่าวว่า โครงการก่อสร้าง ทล.4140 ตอนท่าศาลา – นบพิตำ ดำเนินการในช่วงกิโลเมตรที่ 4+125.000 – 21+650.000 ระยะทางรวม 17.525 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอท่าศาลาและอำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยขยายทางหลวงจากเดิม 2 ช่องจราจร เป็นทางหลวงมาตรฐานชั้นพิเศษ 4 ช่องจราจร พร้อมปรับปรุงระบบระบายน้ำ ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบสัญญาณไฟจราจร และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยตลอดสาย ใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 799 ล้านบาท

เพื่อรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้น เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง และยกระดับประสิทธิภาพการเชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวงในจังหวัดนครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกล้เคียง อันจะนำไปสู่การลดข้อจำกัดของเส้นทางเดิม เพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของพื้นที่ในระยะยาว


ทั้งนี้ ได้วางนโยบายสำคัญ 3 ประการ ที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมต้องถือปฏิบัติอย่างจริงจัง ได้แก่ ประการแรก ความปลอดภัยต้องมาก่อน โดยต้องเร่งปรับปรุงจุดเสี่ยง จุดตัดทางแยก ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยให้เพียงพอและครอบคลุม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้เส้นทาง ประการที่สอง ความเชื่อมโยงไร้รอยต่อ โดยเส้นทางสายหลักและสายรองต้องสามารถเชื่อมโยงถึงกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ภาคการเกษตร การค้า และการลงทุนของพื้นที่ และประการสุดท้าย คือ การรับฟังเสียงของประชาชน โดยทุกโครงการต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ลดผลกระทบจากการก่อสร้าง และมุ่งให้ประชาชนได้รับประโยชน์ อย่างสูงสุด