เปิด 42 หุ้น mai วิ่งแรง 30% รอบ 8 เดือน TRT ท็อปฟอร์มพุ่ง 286%
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” สำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หรือ mai ช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 โดยเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 กับราคาปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 พบว่า แม้ภาพรวมดัชนี mai จะปรับตัวขึ้นในกรอบจำกัด แต่หุ้นรายตัวจำนวนมากกลับสามารถสร้างผลตอบแทนโดดเด่นจากปัจจัยเฉพาะบริษัท โดยมีหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากกว่า 30% รวมทั้งสิ้น 42 หลักทรัพย์
ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ระดับ 1,595.16 จุด เทียบกับระดับ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้น 335.49 จุด หรือประมาณ 26.63%
ขณะที่ดัชนี mai Index ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 229.91 จุด เพิ่มขึ้น 12.86 จุด หรือประมาณ 5.92% จากระดับ 217.05 จุด ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนว่าภาพรวมตลาด mai ยังฟื้นตัวในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับ SET แต่หุ้นบางบริษัทสามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างโดดเด่นจากผลประกอบการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ ธุรกิจใหม่ และแนวโน้มการเติบโตเฉพาะตัว

อันดับ 1 บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 13.20 บาท เพิ่มขึ้น 9.78 บาท หรือ 285.96% จากระดับ 3.42 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ขึ้นแท่นหุ้น mai ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วง 8 เดือนแรกปี 2569
ด้าน นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ TRT ระบุว่า บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างทางการเงินของกลุ่มเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและรองรับการขยายธุรกิจ โดยล่าสุดอนุมัติแผนปรับโครงสร้างทุนของบริษัท แอล.ดี.เอส. เมทัล เวิร์ค จำกัด หรือ LDS Metal Work ซึ่ง TRT ถือหุ้น 92.50% ด้วยการลดทุนจาก 120 ล้านบาท เหลือ 30 ล้านบาท เพื่อล้างขาดทุนสะสม ก่อนเพิ่มทุนอีกไม่เกิน 515 ล้านบาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็นไม่เกิน 545 ล้านบาท เพื่อเสริมเงินทุนหมุนเวียนและรองรับโครงการขนาดใหญ่
ขณะเดียวกัน TRT ยังมีแรงหนุนจากการทยอยรับรู้ Backlog ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น Global Energy Infrastructure Player โดยขยายธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังขนาดใหญ่และอุปกรณ์ระบบส่งไฟฟ้า รับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ระบบส่งไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน Energy Transition และ Data Center ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงในระยะยาว
อันดับ 2 บริษัท ยูเนี่ยน ปิโตรเคมีคอล จำกัด (มหาชน) หรือ UKEM ราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 1.51 บาท เพิ่มขึ้น 0.93 บาท หรือ 160.34% จากระดับ 0.58 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยผลประกอบการเติบโตโดดเด่น ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 238.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,518.22% จาก 14.75 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 998.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.85%
ปัจจัยหนุนมาจากราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตามความผันผวนของราคาสินค้าจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเคมีภัณฑ์ทั่วไป หรือ Solvent และเคมีภัณฑ์พิเศษ ขณะที่ต้นทุนขายเพิ่มในอัตราต่ำกว่าราคาขาย ประกอบกับการรับรู้ Stock Gain จากสินค้าที่จัดหาไว้ก่อนราคาตลาดปรับขึ้น รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 18.74%
สำหรับครึ่งหลังปี 2569 บริษัทคาดผลประกอบการทยอยกลับสู่ระดับสมดุลมากขึ้น หลังผลจากกำไรหรือขาดทุนสต๊อกลดความผันผวนลง ขณะที่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าต่อเนื่อง พร้อมลงทุนคลังสินค้าและเตรียมเปิดธุรกิจรีไซเคิลสารละลายในไตรมาส 4/2569 เพื่อรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2570 รวมถึงอยู่ระหว่างดำเนินแผนย้ายหลักทรัพย์จาก mai เข้าสู่ SET
อันดับ 3 บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 5.80 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท หรือ 152.17% จากระดับ 2.30 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญจากการเข้าถือหุ้น 64% ใน Nam Tien Limited Liability Company หรือ NT มูลค่า 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 750 ล้านบาท และเริ่มรวมงบตั้งแต่ไตรมาส 1/2569
นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PSGC ระบุว่า NT ดำเนินธุรกิจห่วงโซ่อุปทานทรัพยากรพลังงานแบบบูรณาการ เชื่อมโยงเหมืองของ Xekong Power Plant Limited หรือ XPPL ใน สปป.ลาว ซึ่งมีปริมาณสำรองถ่านหินมากกว่า 600 ล้านตัน ไปยังผู้ใช้ในเวียดนาม โดยมีสัญญาระยะยาวกับรัฐวิสาหกิจพลังงานรายใหญ่ และตั้งเป้าจำหน่ายถ่านหิน 4 ล้านตันในปี 2569 ก่อนเพิ่มศักยภาพสู่ 10 ล้านตันต่อปี
การลงทุนดังกล่าวช่วยเปลี่ยน PSGC จากธุรกิจก่อสร้างครบวงจรสู่ผู้ขับเคลื่อนห่วงโซ่พลังงานระดับภูมิภาค พร้อมเพิ่มฐานรายได้ประจำ โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทในปี 2569 และ 20,000 ล้านบาทต่อปีภายในปี 2578
ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 359.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,791.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 19 ล้านบาท สะท้อนการรับรู้ผลการดำเนินงานของบริษัท เอ็นที จำกัด (NT) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยเข้ามาในงบการเงินรวมเต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก
สำหรับไตรมาส 2/2569 PSGC มีรายได้รวม 4,692.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,027.6 ล้านบาท หรือ 605.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 664.9 ล้านบาท โดยโครงสร้างรายได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่พึ่งพารายได้จากธุรกิจก่อสร้างเป็นหลัก หลังการรวมผลการดำเนินงานของ NT ซึ่งทำให้บริษัทมีรายได้จากการขายและการบริการเพิ่มเข้ามาโดดเด่น
อันดับ 4 บริษัท เอสทีซี คอนกรีตโปรดัคท์ จำกัด (มหาชน) หรือ STC ราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 0.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.41 บาท หรือ 141.38% จากระดับ 0.29 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผลการดำเนินงานฟื้นตัวอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้รวม 142.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.68% จากปีก่อน ได้แรงหนุนจากผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปตามการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม และคอนกรีตผสมเสร็จตามการขยายตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวดิ่งในพื้นที่ชลบุรี ขณะที่กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 40.48% เป็น 38.88 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับภาระดอกเบี้ยลดลงจากการทยอยชำระคืนเงินกู้ ส่งผลให้ STC พลิกมีกำไรสุทธิ 4.94 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 5.07 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวทั้งด้านรายได้ มาร์จิ้น และฐานกำไร
อันดับ 5 บริษัท คัมเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KUMWEL ราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 2.14 บาท เพิ่มขึ้น 1.13 บาท หรือ 111.88% จากระดับ 1.01 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากการดำเนินงานฟื้นตัวอย่างชัดเจน
โดยไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการขายและบริการ 272.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95% กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 43% เป็น 79.1 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 24.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 162% จากปีก่อน
การเติบโตมาจากธุรกิจหลักทั้งระบบป้องกันฟ้าผ่า หรือ Lightning System ที่มียอดขาย 160.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 109%, ระบบต่อลงดิน หรือ Grounding System จำนวน 64.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% และ Solution & Innovation จำนวน 47.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า ขณะที่รายได้ตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น 87.2% เป็น 194.1 ล้านบาท รับแรงหนุนจากงานโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และ Data Center
สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป KUMWEL ยังมีปัจจัยบวกจากการลงทุน Data Center, Cloud Computing และ AI ซึ่งเพิ่มความต้องการระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมต่อยอดบริการผ่าน “Kumwell Clinic” ด้านการตรวจสอบ ประเมิน และให้คำปรึกษา เพื่อเชื่อมไปสู่การขายผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการวิศวกรรม ตลอดจนพัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต
อันดับ 6 บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NTF ราคาปิด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 13.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.80 บาท หรือ 109.68% จากระดับ 6.20 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาจากผลการดำเนินงานแข็งแกร่งและแผนธุรกิจโดดเด่น
โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 244.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.86% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 152.75 ล้านบาท และมีรายได้จากการขาย 2,178.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 1,420.19 ล้านบาท เป็นผลจากความต้องการบริโภคทุเรียนพรีเมียมสดเป็นหลัก ซึ่งทุเรียนพรีเมียมสดของบริษัทได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้บริโภคในประเทศจีน
ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 276.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66.73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 165.78 ล้านบาท และมีรายได้จากการขาย 2,655.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 1,661.04 ล้านบาท
โดย นายวิชัย ศิระมานะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NTF ระบุว่า ธุรกิจครึ่งหลังยังเดินหน้าตามแผน และคงเป้าหมายรายได้ปี 2569 ที่ 5,100 ล้านบาท จากคำสั่งซื้อ แผนจัดหาสินค้า และศักยภาพการส่งมอบ
ด้านฐานะการเงิน บริษัทระบุว่าการออกหุ้นกู้เป็นหนึ่งใน Funding Options เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเงินทุน โดยไม่มีความจำเป็นต้องระดมทุนเต็มวงเงินในคราวเดียว ขณะที่การรับชำระเงินจากลูกค้ายังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากยอดขายในช่วง High Season ตามวงจร Working Capital และบริษัทยังคงติดตาม Credit Term อย่างใกล้ชิด
ส่วนปัจจัยบวกในระยะถัดไปมาจาก ตลาดจีนที่ยังเป็น Growth Driver สำคัญ โดยบริษัทเดินหน้ารักษาฐานคู่ค้าเดิมและขยายลูกค้าใหม่ พร้อมเพิ่มผลิตภัณฑ์ “ทุเรียนแช่แข็ง” เพื่อเสริมทุเรียนสดจากไทยและเวียดนาม ซึ่งช่วยขยายโอกาสจำหน่ายสินค้าให้ต่อเนื่องตลอดทั้งปีและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของธุรกิจส่งออกในระยะยาว
ขณะที่หุ้นที่ให้ผลตอบแทนในช่วง 70-90% ประกอบด้วย JAK เพิ่มขึ้น 78.26%, SPVI เพิ่มขึ้น 77.78%, CMO เพิ่มขึ้น 76.92%, PIS เพิ่มขึ้น 76.83%, MORE เพิ่มขึ้น 75.00%, LTMH เพิ่มขึ้น 70.76% และ KCM เพิ่มขึ้น 70.59% สะท้อนแรงซื้อที่ยังกระจายเข้าสู่หุ้นขนาดเล็กและหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะบริษัท
ส่วนหุ้นที่ปรับขึ้นในช่วง 60-70% ได้แก่ EURO เพิ่มขึ้น 69.01%, SALEE เพิ่มขึ้น 66.67%, PPM เพิ่มขึ้น 65.00% และ UBIS เพิ่มขึ้น 63.33% ขณะที่ STOWER ให้ผลตอบแทน 50.00%
ด้านกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนระหว่าง 40-50% ประกอบด้วย ABM เพิ่มขึ้น 48.39%, CAZ เพิ่มขึ้น 48.28%, NDR เพิ่มขึ้น 48.09%, MBAX เพิ่มขึ้น 45.07%, POWER เพิ่มขึ้น 41.38% และ TERA เพิ่มขึ้น 41.24% ซึ่งสะท้อนการหมุนเวียนของเม็ดเงินเข้าสู่หลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่พลังงาน งานวิศวกรรม อุตสาหกรรม ไปจนถึงเทคโนโลยี
สำหรับกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวขึ้นระหว่าง 30-40% มีจำนวนมากที่สุด ได้แก่ PIMO เพิ่มขึ้น 39.00%, BPS เพิ่มขึ้น 38.64%, SANKO เพิ่มขึ้น 38.10%, TPLAS เพิ่มขึ้น 37.93%, TM เพิ่มขึ้น 37.62%, SMART เพิ่มขึ้น 37.50%, MGT เพิ่มขึ้น 37.42%, XO เพิ่มขึ้น 37.41%, CRD เพิ่มขึ้น 37.14%, ZIGA เพิ่มขึ้น 36.36%, TAKUNI เพิ่มขึ้น 36.11%, UBA เพิ่มขึ้น 35.16%, SRS เพิ่มขึ้น 35.14%, SICT เพิ่มขึ้น 35.09%, VCOM เพิ่มขึ้น 34.46%, KGEN เพิ่มขึ้น 32.50% และ SVR เพิ่มขึ้น 30.00%
เมื่อพิจารณาภาพรวม พบว่าการปรับตัวขึ้นของหุ้น mai ในช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 มีลักษณะเป็น Selective Play หรือการเลือกลงทุนเป็นรายบริษัทมากกว่าการปรับขึ้นพร้อมกันทั้งตลาด สะท้อนจาก mai Index ที่เพิ่มขึ้นเพียง 5.92% ขณะที่มีหุ้น 42 หลักทรัพย์สร้างผลตอบแทนมากกว่า 30% และ 6 หลักทรัพย์ให้ผลตอบแทนเกิน 100% โดยหุ้นกลุ่มนำได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะตัว ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและ Data Center ของ TRT, การฟื้นตัวของกำไร UKEM และ STC, การเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจของ PSGC, เมกะเทรนด์ Data Center-Cloud-AI ที่หนุน KUMWEL และการขยายตลาดจีนของ NTF
สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป เม็ดเงินมีแนวโน้มยังเลือกลงทุนในหุ้นที่มี Catalyst เฉพาะตัว และสามารถเปลี่ยนปัจจัยบวกไปสู่รายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้จริง โดยเฉพาะหุ้นที่มีผลประกอบการฟื้นตัว มี Backlog รองรับ หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโต เช่น Data Center, AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน และตลาดส่งออก อย่างไรก็ตาม หลังราคาหุ้นหลายบริษัทปรับขึ้นแรง นักลงทุนยังต้องติดตามผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 เพื่อประเมินว่าปัจจัยพื้นฐานสามารถรองรับระดับราคาได้มากน้อยเพียงใด