น้ำท่วมกระทบเกษตร 49 จังหวัด เสียหายกว่า 1.7 ล้านไร่ เร่งฟื้นสวนทุเรียนภาคตะวันออก
วันนี้ (7 ต.ค.2569) นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธุ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงสถานการณ์ความเสียหายทางเกษตรจากอุทกภัย ว่า ขณะนี้พื้นที่ประสบภัยแล้วกว่า 1.7 ล้านไร่ครบคลุมพื้นที่ 49 จังหวัด แบ่งเป็น นาข้าวประมาณ 1.3 ล้านไร่, พืชไร่ประมาณ 290,000 ไร่ และไม้ผลประมาณ 120,000 ไร่ โดยมีเกษตรกรได้รับผลกระทบแล้วกว่า 150,000 ราย สำหรับมาตรการช่วยเหลือและเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งในระยะก่อนและหลังน้ำลด
นายรพีทัศน์ กล่าวต่อว่า นอกจากการชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลังแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมโครงการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ที่จะแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ผัก ต้นพันธุ์ และกล้าพืช แก่เกษตรกรใน 49 จังหวัด เพื่อบรรเทาการดำรงชีวิตทันทีที่น้ำลด พร้อมเตรียมปัจจัยการผลิตและชีวภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และสำหรับปัญหาท่อนพันธุ์พืชไร่ อาทิ มันสำปะหลัง ที่ขาดแคลนท่อนพันธุ์ จากเหตุการณ์น้ำท่วม ได้มีการวางแผนเตรียมความมั่นคง ด้านท่อนพันธุ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออก มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เร่งสำรวจความเสียหายของสวนไม้ผลเศรษฐกิจแล้ว เบื้องต้นพบว่า ขณะนี้มีสวนผลไม้ได้รับความเสียหายแล้วกว่า 26,000 ไร่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลความเสียหายทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ไม้ผลหากเกษตรกรปล่อยให้ตายและปลูกใหม่จะต้องใช้เวลานานอย่างน้อย 5 ปี จึงจะให้ผลผลิต โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จะร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ภาควิชาโรคพืช) ส่งทีมวิชาการลงพื้นที่เพื่อสาธิตและช่วยเหลือต้นทุเรียน ที่ยังสามารถฟื้นฟูได้ โดยใช้ชีวภัณฑ์ ฟื้นฟูราก และระบบการหายใจพืช เพื่อให้ต้นทุเรียนกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด
น้ำท่วมกระทบเกษตร 49 จังหวัด เสียหายกว่า 1.7 ล้านไร่ เร่งฟื้นสวนทุเรียนภาคตะวันออก
ด้าน นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาพรวมของสถานการณ์น้ำในขณะนี้ว่า ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกหลายจุด ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติ แล้ว โดย จ.ชลบุรี อ.พนัสนิคม น้ำเริ่มลดลงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
ขณะเดียวกันกรมชลประทาน ประสานงานร่วมกับกองทัพเรือและกระทรวงกลาโหม ติดตั้งเครื่องดันน้ำและเรือดัน เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากคลองพานทอง นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และพื้นที่ตอนล่าง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3–4 สัปดาห์ในการฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับมาดีขึ้น
ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงและจังหวัดฉะเชิงเทรา สถานการณ์น้ำล้นตลิ่งมีแนวโน้มทรงตัว โดย จ.ปราจีนบุรี พื้นที่แควหนุมานกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนบริเวณตลาดเก่า อ.กบินทร์บุรี ระดับน้ำลดลงวันละ 20–25 เซนติเมตร คาดว่าพื้นที่เมืองจะเข้าสู่ภาวะปกติ ภายในกลางเดือน ต.ค.นี้ และพื้นที่ทุ่งน้ำไหลบ่า จะสามารถสูบน้ำออกทั้งหมดได้ภายในช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้
ขณะที่ฝั่งภาคตะวันตก อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี รวมถึงเขื่อนหาดทรายโพธาราม และตลิ่งชั้นล่างเทศบาลเมืองราชบุรี ระดับน้ำล้นตลิ่งอยู่ที่ประมาณ 30–40 เซนติเมตร แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน ทั้งนี้ยังขอให้ประชาชนที่มีบ้านเรือนอยู่ริมตลิ่ง เฝ้าระวังและขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง
อ่านข่าว :
ชู 4 วาระ ดันเศรษฐกิจโลกยั่งยืน ไทยเจ้าภาพ IMF–World Bank 2026
เวที IMF-World Bank 2026 เปิดประตูการค้า-ลงทุน ชู Soft Power สู่สายตาโลก
นอภ.บ้านสร้าง น้อมรับคำสั่งย้าย ยันทำเต็มที่ปมน้ำท่วม