เด็กติดเชื้ออะดีโนไวรัสจากสระว่ายน้ำ หมอเตือน! 5 สถานที่เสี่ยงที่ต้องระวัง | theAsianparent Thailand

เมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานว่า เด็กติดเชื้ออะดีโนไวรัสจากสระว่ายน้ำ สาธารณะพร้อมกันถึง 4 คนที่เวียดนาม ระหว่างเรียนว่ายน้ำ ทำให้กุมารแพทย์ออกมาเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองว่า ไม่ใช่แค่สระว่ายน้ำเท่านั้นที่เป็นแหล่งแพร่เชื้อ แต่ยังมีสนามเด็กเล่นและของเล่นสาธารณะอีกหลายแห่งที่มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน หากไม่มีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง 

theAsianparent รวบรวมข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พ่อแม่รู้เท่าทันและป้องกันลูกน้อยได้อย่างถูกวิธีค่ะ

เด็กเวียดนามหลายร้อยคนติดเชื้ออะดีโนไวรัส

ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โรงพยาบาลเด็กแห่งชาติเวียดนามบันทึกจำนวนเด็กหลายร้อยคนที่ติดเชื้อไวรัสอะดีโน ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจและเยื่อบุตาอักเสบ ในจำนวนนี้มีเด็ก 4 คนที่ตรวจพบว่าติดเชื้อหลังว่ายน้ำด้วยกันในสระว่ายน้ำสาธารณะ นายแพทย์เจิ่น ดึ๊ก เฮา หัวหน้าแผนกกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลตามอานห์ กรุงฮานอย อธิบายว่า สนามเด็กเล่นและพื้นที่สาธารณะที่เด็กใช้ร่วมกันสามารถกลายเป็น “แหล่งเพาะพันธุ์” เชื้อโรคได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีเด็กจำนวนมากมารวมตัวกัน และของเล่นที่ใช้ร่วมกันมักทำความสะอาดได้ยาก ประกอบกับพฤติกรรมของเด็กเล็กที่ชอบเอาของเล่นเข้าปาก ขยี้ตา หรือแคะจมูก ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

เหตุการณ์ เด็กติดเชื้ออะดีโนไวรัสจากสระว่ายน้ำ นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยเลย เพราะสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ก็เคยออกมาเตือนว่า โรคตาแดงในเด็กซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มอะดีโนไวรัส สามารถติดต่อได้จาก “แหล่งน้ำในที่สาธารณะ” รวมถึงสระว่ายน้ำด้วย

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ยืนยันความเสี่ยงนี้เช่นกัน โดยระบุว่าอะดีโนไวรัสบางสายพันธุ์ โดยเฉพาะชนิดที่ 4 และ 7 สามารถแพร่กระจายในแหล่งน้ำอย่างสระว่ายน้ำที่มีระดับคลอรีนไม่เพียงพอ และก่อให้เกิดการระบาดของไข้ร่วมกับเยื่อบุตาอักเสบได้งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ยังพบว่าผู้ที่ว่ายน้ำในสระที่มีการปนเปื้อนเชื้อมีโอกาสป่วยสูงกว่าคนที่ไม่ได้ว่ายน้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติยิ่งไปกว่านั้น ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่สัมผัสน้ำในสระและการกลืนน้ำเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ

เด็กติดเชื้ออะดีโนไวรัสจากสระว่ายน้ำ

หมอเตือน 5 สถานที่เสี่ยงติดเชื้ออะดีโนไวรัส 

1. สระว่ายน้ำสาธารณะ

สภาพแวดล้อมที่ชื้นแฉะเอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อรา เด็กอาจติดเชื้อได้ทั้งจากตัวน้ำเอง ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ราวบันได ม้านั่ง และของเล่นในสระ นอกจากอะดีโนไวรัสแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อโรคเยื่อบุตาอักเสบ ท้องเสีย โรคผิวหนัง และการติดเชื้อหูชั้นนอกอักเสบด้วย Cleveland Clinic ระบุว่าหากผู้ติดเชื้อว่ายน้ำในสระที่มีคลอรีนไม่เพียงพอ ไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านน้ำไปสู่คนอื่นได้โดยตรง

ข้อมูลจากโรงพยาบาลจักษุ รัตนิน ระบุว่า หากสระว่ายน้ำมีการใส่คลอรีนในปริมาณที่เพียงพอ ไวรัสก็จะตายได้ แต่ปัญหาคือไวรัสกลุ่มนี้ค่อนข้างทนทาน หากอยู่บนพื้นผิวแห้งอย่างโต๊ะหรือราวจับก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายวัน ซึ่งสอดคล้องกับที่กุมารแพทย์เวียดนามเตือนเรื่องราวบันได ม้านั่ง และของเล่นในสระว่ายน้ำว่าเป็นจุดเสี่ยงเช่นกัน

2. บ่อบอล (บ้านบอล)

ถือเป็นหนึ่งในสนามเด็กเล่นที่เสี่ยงสูงที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ปิด เด็กสัมผัสใกล้ชิดกัน และลูกบอลที่วางซ้อนกันเป็นชั้นมีร่องลึกที่ทำความสะอาดยาก มีความเสี่ยงต่อโรคมือ เท้า ปาก ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส และท้องเสียจากโรตาไวรัสหรือโนโรไวรัส งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Infection Control ปี 2019 พบแบคทีเรียและเชื้อรารวม 31 ชนิดบนลูกบอลในบ่อบอลสำหรับเด็ก 6 แห่งที่สำรวจ

เด็กติดเชื้ออะดีโนไวรัสจากบ่อบอล

3. ตุ๊กตาผ้าและของเล่นผ้า

ของเล่นที่ทำจากผ้า เช่น ชุดแฟนซี วิกผม หรือหมวกที่ใช้ร่วมกัน มีเส้นใยที่ดักจับฝุ่น น้ำลาย และน้ำมูกได้ง่ายกว่าของเล่นผิวแข็ง หากไม่ทำความสะอาดสม่ำเสมอ อาจเพิ่มความเสี่ยงแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ อะดีโนไวรัส และโรคตาแดงสู่เด็กคนอื่น

4. ห้องน้ำสาธารณะ

ลูกบิดประตู ปุ่มกดชักโครก และก๊อกน้ำเป็นจุดที่คนสัมผัสบ่อยและสะสมเชื้อโรค หากเด็กไม่ล้างมือให้สะอาดหลังใช้ห้องน้ำแล้วไปสัมผัสตา จมูก ปาก หรืออาหาร อาจติดเชื้อทางเดินหายใจ ไวรัสตับอักเสบเอ หรือโรคมือ เท้า ปากได้

5. โรงภาพยนตร์ ห้องซ้อม และห้องแต่งตัว

สถานที่เหล่านี้มีสิ่งของใช้ร่วมกันจำนวนมาก เช่น ผ้าห่ม เสื่อออกกำลังกาย ราวจับ และชุดแฟนซี ซึ่งอาจมีสารคัดหลั่งที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ และแพร่กระจายไปยังผู้คนจำนวนมากได้ง่าย

อะดีโนไวรัสในเด็ก สังเกตอาการอย่างไร

อะดีโนไวรัสสามารถก่อโรคได้หลายระบบในร่างกาย โดยอาการที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่ ไข้สูง ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ตาแดงหรือมีขี้ตาผิดปกติ และในบางรายอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย Cleveland Clinic อธิบายว่าอาการจะแตกต่างกันไปตามอวัยวะที่ติดเชื้อ หากติดที่ระบบทางเดินหายใจจะคล้ายไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ส่วนหากติดที่ระบบทางเดินอาหารอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ และท้องเสียได้ ทั้งนี้ เด็กเล็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอมีความเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงกว่าคนทั่วไป

เด็กติดเชื้ออะดีโนไวรัสจากสระว่ายน้ำ

พ่อแม่ป้องกันลูกติดเชื้ออะดีโนไวรัสได้อย่างไร

สำหรับพ่อแม่ไทย ช่วงที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือช่วงเปิดเทอมและหน้าฝน ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กเล็กเริ่มกลับเข้าสู่ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล และกิจกรรมกลุ่ม เช่น เรียนว่ายน้ำ ทำให้โรคติดต่อในเด็กหลายชนิดรวมถึงอะดีโนไวรัสมีแนวโน้มระบาดสูงขึ้นในช่วงนี้

ด้านดร.เฮาเน้นย้ำว่า พ่อแม่หลายคนยังเข้าใจผิดว่าสนามเด็กเล่นที่ดูสะอาด หรือสระว่ายน้ำที่น้ำใสไม่มีกลิ่นคลอรีน คือสถานที่ปลอดภัย ทั้งที่ในความเป็นจริงเชื้อโรคไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คำแนะนำสำหรับผู้ปกครองมีดังนี้

CDC แนะนำเพิ่มเติมว่าการรักษาระดับคลอรีนในสระว่ายน้ำให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญมากในการป้องกันการระบาดของเยื่อบุตาอักเสบจากอะดีโนไวรัส ผู้ปกครองที่พาลูกไปว่ายน้ำจึงควรเลือกสระที่มีการดูแลคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ และสังเกตความสะอาดของสถานที่ก่อนตัดสินใจพาลูกลงเล่น

เหตุการณ์ เด็กติดเชื้ออะดีโนไวรัสจากสระว่ายน้ำ ในครั้งนี้เตือนเราว่า สถานที่สาธารณะที่ดูปลอดภัยอาจแฝงความเสี่ยงที่มองไม่เห็น การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสร้างสุขอนามัยที่ดีให้ลูกตั้งแต่เนิ่นๆ ควบคู่ไปกับการเลือกสถานที่เล่นที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ลูกน้อยได้เล่นสนุกอย่างปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรงค่ะ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกเป็น RSV ดูแลอย่างไร? สถิติเด็กป่วย RSV พุ่ง 5 หมื่นราย พ่อแม่เตรียมรับมือ

ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก ต่างจาก ไข้หวัดธรรมดา ยังไง? แนะพ่อแม่รู้จักวิธีสังเกต

หมอเตือน! โรคครูป ระบาดหน้าฝน สังเกตเสียงไอ-รับมือก่อนลูกแย่

ข้อมูลอัปเดตล่าสุด กรกฎาคม 2569

บทความจากพันธมิตร

แหล่งอ้างอิง

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!