5 ปี คิด for คิดส์ กับภารกิจออกแบบนโยบายเด็กและครอบครัวแห่งอนาคต
I.
โลกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ไม่เกินจริงที่จะกล่าวว่าโลกยุคนี้เปลี่ยนเร็ว-แรงกว่าที่เคย โดยเฉพาะในเรื่องที่กระทบต่อชีวิตของเด็กและเยาวชนไทย
ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างครอบครัวไทยที่หลากหลายเกินกว่านิยามเดิมของรัฐ เทคโนโลยีสุดล้ำที่เป็นทั้งตัวช่วยและอาจเป็นตัวบั่นทอนกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก และวิกฤตโลกรวนที่ไทยเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องรับผลกระทบหนัก ซึ่งเด็กต้องอยู่กับผลกระทบนั้นยาวนานกว่าผู้ใหญ่
ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังท้าทายโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของไทย นโยบายแบบเดิมที่เคยคิดว่า ‘เอาอยู่’ เริ่มถูกตั้งคำถามว่ายังตอบโจทย์ยุคสมัยหรือไม่ และหากไม่ทบทวนปรับเปลี่ยน เด็กและครอบครัวไทยส่วนใหญ่อาจจะ ‘อยู่ไม่ไหว’ ขณะเดียวกัน อนาคตก็คาดการณ์ยากขึ้น การออกแบบนโยบายเพื่อรับมือต่อความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ๆ สู่อนาคตของคนรุ่นถัดไป จึงต้องคิดใหม่ ทำใหม่
เพราะหลายโจทย์ใหญ่วันนี้ ทิ้งคำถามไว้มากกว่าให้คำตอบ
- เมื่อ AI เข้ามาอยู่ในกระบวนการการเรียนรู้ของเด็ก เราจะใช้ให้เป็นประโยชน์และลดความเสี่ยงอย่างไร
- เมื่อครอบครัวไทยหลากหลายขึ้น รัฐและสังคมควรสร้างระบบดูแลแบบไหนเพื่อไม่ให้ใครตกหล่น
- เมื่อโลกรวนรุนแรงขึ้น เด็กและครอบครัวไทยจะตั้งรับและปรับตัวอย่างไร
เมื่อคำตอบยังไม่ชัด เราจึงเหมือนอยู่กลางคลื่นลมแห่งอนาคต แต่ไม่รู้ว่าควรแล่นเรือไปทางไหน ควรลงทุนกับอะไรเพื่อสร้างอนาคตแบบใด หากปล่อยไว้เช่นนี้ การดำเนินนโยบายด้านเด็กและครอบครัวของประเทศไทยก็อาจยิ่งไร้ทิศหลงทาง
นี่คือโจทย์สำคัญของการออกแบบนโยบายสาธารณะด้านเด็กและครอบครัว และเป็นที่มาของปฏิบัติการ ‘คิด for คิดส์’ (Kid for Kids) หรือ ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว เมื่อ 5 ปีที่แล้ว
งานหลักของ ‘คิด for คิดส์’ คือการทำงานวิชาการเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้ ตั้งแต่การวิเคราะห์-ติดตาม-วิจัย-ออกแบบนโยบายสาธารณะ รวบรวมและจัดทำข้อมูลที่จำเป็นสำหรับกระบวนการนโยบาย รวมถึงงานสื่อสารความรู้ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และสร้างภาคีเครือข่ายที่จะนำผลงานความรู้หรือนโยบายเหล่านั้นไปขับเคลื่อนต่ออย่างมีทิศทางเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
สำหรับเรา นโยบายเด็กและครอบครัวที่ ‘ใช่’ หมายถึง นโยบายที่ตั้งคำถามถูกเรื่องและดำเนินนโยบายถูกทาง
หลักคิดในการออกแบบนโยบายเรื่องเด็ก คือเด็กเป็นจุดตั้งต้น แต่จะไม่จบที่ตัวเด็ก เรามองเด็กในฐานะพลเมืองที่ชีวิต ความคิด พัฒนาการ ของเขาเชื่อมต่อกับสังคมไทยและสังคมโลก เด็กเป็นสาเหตุและเป็นผลลัพธ์ของระบบนิเวศที่เขาอาศัยอยู่ การจะเข้าใจเด็กหนึ่งคนจึงต้องมองให้เห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเขา

ดังนั้น โจทย์วิจัยที่สำคัญอยู่ที่สถาบันต่างๆ ในระบบนิเวศรอบตัวเด็ก ได้แก่ ครอบครัว ระบบนิเวศการเรียนรู้ (โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็ก แหล่งเรียนรู้ต่างๆ) รัฐ สื่อ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และชุมชน ซึ่งมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเด็กและเยาวชน เพื่อดูว่าสถาบันเหล่านี้ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กและเยาวชนอย่างไร แต่ละสถาบันต้องจัดวางและดำเนินบทบาทที่เหมาะสมอย่างไร ในการพัฒนาเด็กคนหนึ่งให้เติบโตได้เต็มศักยภาพและเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกใหม่
การขับเคลื่อนนโยบายเรื่องเด็ก ไม่สามารถทำโดยใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ทั้งสังคมต้องทำงานร่วมกัน
ตั้งแต่การก่อตั้งเมื่อปี 2021 คิด for คิดส์ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว (สำนัก 4) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศึกษาวิจัยในประเด็นนโยบายต่างๆ จนได้มาซึ่งชุดความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทสังคมไทย
งานวิชาการจาก คิด for คิดส์ จึงเปรียบเสมือน ‘เข็มทิศ’ ทางวิชาการและทางนโยบาย ให้สำนัก 4 และภาคีเครือข่าย นำไปใช้วางยุทธศาสตร์และแผนการทำงานได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

นโยบายเด็กและครอบครัวคือนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ไม่ใช่เฉพาะในวันนี้ แต่ผลกระทบยืนยาวไปทั้งชีวิต ถ้าแก้ปัญหาให้เด็กได้ เราไม่ได้ช่วยเขาแค่วันนี้ แต่ช่วยเขาทั้งชีวิต
เมื่อเด็กเป็นผู้สร้างและกำหนดชะตาอนาคตของสังคม นโยบายเด็กและครอบครัวจึงเป็นนโยบายลงทุนสร้างอนาคตของสังคม เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างเต็มศักยภาพสูงสุดตามเส้นทางที่ได้เลือกเอง พาสังคมไทยฝ่าคลื่นแห่งอนาคตได้อย่างแข็งแรง
โลกสร้างเด็ก เด็กสร้างโลก
หากเราออกแบบโลกรอบตัวเด็กให้ดี เด็กก็จะออกแบบประเทศไทยและโลกที่ดีขึ้นเช่นกัน
นี่คือเหตุผลที่ คิด for คิดส์ ดำรงอยู่
II.
ตั้งแต่ 2021-ปัจจุบัน ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว หรือ ‘คิด for คิดส์’ ผลิตผลงานวิชาการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นในเชิงเนื้อหาสาระ แต่มุ่งหมายให้ชุดความรู้จากผลงานเหล่านี้เป็น ‘ฐาน’ สนับสนุนทางวิชาการที่องค์กรขับเคลื่อนต่างๆ สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างสังคมไทยที่ดีกว่าเดิมสำหรับเด็กและเยาวชนไทย
ตลอด 5 ปี ผลงานของเราถูกใช้นำเสนอต่อสาธารณะหลายครั้งหลากประเด็น ถูกนำไปใช้จริงในการวางแผนการดำเนินงานภาครัฐ การนำไปปฏิบัติจริงในพื้นที่ และถูกใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติผ่านการอภิปรายและการทำงานในรัฐสภา แบ่งผลงานเป็น 5 ประเภทหลัก ดังนี้
1. งานวิจัยเชิงลึก
เป็นงานที่มุ่งหาความรู้และคำตอบใหม่ในโจทย์ที่เด็ก เยาวชน และครอบครัวไทยกำลังเผชิญในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้นในอนาคต งานวิจัยแต่ละชิ้นใช้แว่นตาที่แตกต่างกัน ไม่ยึดติดกับศาสตร์หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่เลือก ‘เครื่องมือที่ใช่’ ให้เหมาะกับโจทย์แต่ละเรื่อง
เครื่องมือเหล่านี้มีตั้งแต่การสัมภาษณ์เชิงลึกที่ฟังเสียงและเรื่องราวของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหา การสำรวจขนาดใหญ่ (Survey) และการวิเคราะห์ทางสถิติที่ช่วยฉายภาพรวมของประเด็น การวิเคราะห์กฎหมายและนโยบายที่ชำแหละคอขวดเชิงโครงสร้าง การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ที่ไขความเชื่อมโยงของปัญหาที่ซับซ้อน ไปจนถึงการวิจัยเชิงปฏิบัติการด้วย ‘จินตนาการพลเมือง’ (Civic Imagination) ที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนร่วมออกแบบสังคมที่ตนใฝ่ฝัน
งานเหล่านี้ขับเคลื่อนโดยคนทำงานที่เป็น ‘ตัวจริง’ จากหลากหลายศาสตร์ ทั้งผู้เชี่ยวชาญแนวหน้าของประเทศไทยและระดับสากล เพื่อสร้างผลงานที่มีองค์ความรู้ลึก รอบด้าน นำไปต่อยอดเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง
ที่ผ่านมาประเทศไทยมีข้อมูลเรื่องความเป็นอยู่ทางกายภาพของเยาวชน การสำรวจเด็กและเยาวชนอย่างเป็นทางการโดยสํานักงานสถิติแห่งชาติ ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2551 ซึ่งผ่านมานานมาก ขณะที่โลกและชีวิตของเยาวชนไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญ ข้อมูลที่เก็บมักไม่ได้ลงลึกถึงความรู้สึกนึกคิด ความฝัน และมุมมองของเยาวชนที่มีต่อสังคมที่เขาอาศัยอยู่ ผู้กำหนดนโยบายจึงขาดข้อมูลสำหรับทำความเข้าใจเยาวชนในมิติเหล่านี้ การสำรวจเยาวชน (Youth Survey) จึงเกิดขึ้นเพื่อเติมช่องว่างดังกล่าว
2. ผลสำรวจเยาวชน (Youth Survey)
ผลสำรวจเยาวชนมีเป้าหมายหลักเพื่อสำรวจชีวิต ความคิด คุณค่าและทัศนคติของเยาวชนไทยใน 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) ความเป็นอยู่พื้นฐาน (2) ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว (3) การศึกษาและการทำงาน (4) ความสัมพันธ์กับสังคมวงกว้าง และ (5) ความเชื่อ วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ด้วยคำถามมากกว่า 120 ข้อ
Youth Survey ทำมาแล้ว 2 ครั้ง โดยปี 2022 สำรวจประชากรทางออนไลน์จำนวน 19,237 คนทั่วประเทศ และต่อมา Youth Survey 2025 ทำการสำรวจแบบออนไลน์และลงพื้นที่จำนวน 12,139 คนทั่วประเทศ ทำให้สามารถวิเคราะห์ทั้งในภาพใหญ่และในระดับย่อยได้
ผลสำรวจเยาวชนถูกใช้และนำเสนอในงานหลายชิ้นของ ‘คิด for คิดส์’ อีกทั้งยังถูกอ้างอิงและนำเสนอต่อโดยผู้บริหารของ สสส. แวดวงนักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐอื่น ภาคประชาสังคม บริษัทเอกชน สื่อมวลชน นักเรียนนักศึกษา ตลอดจนพรรคการเมือง
3. รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวประจำปี
เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัวของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ และนำเสนอแนวโน้มสำคัญของสถานการณ์เด็ก เยาวชน และครอบครัวไทยที่ทั้งสะท้อนความท้าทายในปัจจุบันและชี้ทิศทางนโยบายสาธารณะที่จำเป็นต่อไปในอนาคต
รายงานสถานการณ์ประจำปีถูกเผยแพร่แล้วจำนวน 5 ฉบับ
- ปี 2022 เน้นเรื่องผลกระทบของ 3 วิกฤต คือ วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 วิกฤตความเหลื่อมล้ำและการพัฒนา และวิกฤตสังคมและการเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาวะ และการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน และเร่งภาวะความเปราะบางของครอบครัว
- ปี 2023 ฉายภาพ ‘สองทางแพร่ง’ ที่เด็กและครอบครัวกำลังเผชิญ นั่นคือ ทางแพร่งหลังโควิด และทางแพร่งหลังเลือกตั้ง ภายใต้บริบทของการเลือกตั้งใหญ่ของประเทศไทย
- ปี 2024 มุ่งนำเสนอสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนในครอบครัวชายขอบและเปราะบางที่มักถูกสังคมและผู้กำหนดนโยบายมองข้าม โดยหวังว่าจะทำให้ ‘เด็กนอกสายตา’ เหล่านั้นถูกมองเห็นและใส่ใจมากขึ้น
- ปี 2025 ขับเน้นภาพความเหลื่อมล้ำของเด็กและครอบครัวท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้พวกเขา ‘ถูกสาปให้พ่ายแพ้’ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นแข่งขัน
- ปี 2026 เน้นเรื่องการ ‘อุดช่องว่าง’ ตั้งแต่ช่องว่างของปัญหา ช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างของนโยบาย และช่องว่างบทบาทรัฐ ที่ส่งผลให้ปัญหาสุขภาวะเรื้อรังในหลากมิติ

4. รายงานวิเคราะห์และติดตามนโยบายสาธารณะ (Policy Insights)
เป็นบทวิเคราะห์ขนาดกระชับที่มุ่งทำความเข้าใจ ติดตาม และประเมินนโยบายที่มีความสำคัญต่อชีวิตของเด็ก เยาวชน และครอบครัว ซึ่งสังคมกำลังให้ความสนใจหรือทีมงานอยากผลักดันให้สังคมให้ความสนใจ
นำเสนอต่อสาธารณะอย่างมียุทธศาสตร์ มีสไตล์ และทันสมัย เพื่อให้รายงานมีส่วนในการกำหนดวาระและการถกเถียงสาธารณะ เช่น ประเด็นสวัสดิการการพัฒนาเด็กเล็ก สุขภาพใจ ความรุนแรงในครอบครัว

5. งานสื่อสารสาธารณะ
เป็นการนำเสนอความรู้ ข้อมูล และงานวิจัยของ ‘คิด for คิดส์’ ในรูปแบบที่ย่อยให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้หลายช่องทาง ทั้งบทความ รายงานพิเศษ อินโฟกราฟิก บทสัมภาษณ์ อัลบั้มภาพ คลิปความรู้ พอดแคสต์ งานเสวนาสาธารณะ งานสัมมนาวิชาการ และรายการสนทนาออนไลน์ นอกจากนี้ยังมี ‘ซีรีส์เรื่องเด่น’ (Spotlight) ที่กองบรรณาธิการร่วมกันวางแผนตั้งแต่การจัดทำเนื้อหาไปจนถึงจังหวะการเผยแพร่ เพื่อให้ประเด็นสำคัญไปถึงผู้ชมได้กว้างที่สุด
งานสื่อสารเหล่านี้เผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งเว็บไซต์และสื่อสังคมของ คิด for คิดส์ เอง รวมถึงช่องทางการสื่อสารทุกแพลตฟอร์มของเครือ 101 ได้แก่ ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 Public Policy Think Tank: 101 PUB) และ สื่อความรู้สร้างสรรค์ The101.world โดยคณะทำงานของ ‘คิด for คิดส์’ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะบรรณาธิการ The101.world
6. Youth Policy Lab
เพราะ ‘เด็กสร้างโลก’ เราเชื่อว่าเด็กและเยาวชนมีความสามารถ จึงจัดกิจกรรมที่ชวนพวกเขามาร่วมออกแบบนโยบายเพื่อออกแบบสังคมที่เขาอยากอยู่ ให้เป็นนโยบายโดยเยาวชน ของเยาวชน เพื่อเยาวชน
ในระดับพื้นที่ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปางในการพัฒนาระบบการขนส่งสาธารณะและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การร่วมกับกรุงเทพมหานครในการพัฒนาระบบปฐมพยาบาลใจในพื้นที่โรงเรียน
ในระดับประเทศ มีกิจกรรมที่ชวนเยาวชนมาร่วมออกแบบรัฐธรรมนูญในฝัน เปิดพื้นที่ให้ได้สนทนาเรื่องรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับความฝันและความต้องการของตนเอง
III.
ผลงานของ ‘คิด for คิดส์’ ตั้งแต่ปี 2021 – ปัจจุบัน รวมจำนวนไม่น้อยกว่า 208 ชิ้น จำแนกได้เป็นงานเชิงวิชาการ 4 ประเภทหลัก และงานสื่อสารความรู้อีกกลุ่มหนึ่ง รวมถึงการให้คำแนะนำปรึกษาด้านวิชาการและนโยบาย
(1) รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวประจำปี จำนวน 5 ฉบับ
- ปี 2022 เด็กและครอบครัวไทยในสามวิกฤต https://kidforkids.org/child-family-situation-report-2022/
- ปี 2023 เด็กและครอบครัวไทยในสองทางแพร่ง https://kidforkids.org/child-family-situation-report-2023/
- ปี 2024 เด็กและครอบครัวไทยที่ไม่ถูกมองเห็น https://kidforkids.org/child-family-situation-report-2024/
- ปี 2025 ถูกสาปให้พ่ายแพ้ในกระแสความเปลี่ยนแปลง https://kidforkids.org/child-family-situation-report-2025/
- ปี 2026 เชื่อมช่องว่างเส้นทางการพัฒนาเด็กไทย https://kidforkids.org/child-family-situation-report-2026/
(2) ผลสำรวจเยาวชน (Youth Survey) จำนวน 2 รอบ คือปี 2022 และปี 2025 พร้อมฐานข้อมูลที่เปิดให้เป็นสาธารณะ (Open data)
- ปี 2022 https://kidforkids.org/youth-survey-2022/
- ปี 2024 https://kidforkids.org/youth-survey-2025/
- แดชบอร์ดผลสำรวจเยาวชน https://youthsurvey.kidforkids.org/
(3) รายงานวิจัยเชิงลึก จำนวน 13 ชิ้น
- ทบทวนกรอบการดําเนินนโยบายด้านเด็กและครอบครัวทําอย่างไรให้ประเด็นเด็กและครอบครัวเป็น‘วาระทางการเมือง’ งานวิจัยโดย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ, เจณิตตา จันทวงษา และสุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล ตั้งคำถามว่าทำไมข้อเสนอด้านเด็กและครอบครัวจึงขับเคลื่อนได้ยากในรัฐราชการไทย และตัวแสดงหลักสามกลุ่ม ประกอบด้วย ภาคประชาสังคมและนักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย และครอบครัวและเยาวชน ติดข้อจำกัดหรือขาดแรงจูงใจอะไร ใช้การทบทวนเอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง
- ลิงก์ผลงาน https://101pub.org/research-roundup-2026/
- พลวัตครอบครัวไทยในสังคมร่วมสมัย: การเปลี่ยนผ่านนิยาม ความสัมพันธ์และการดูแลภายใต้ครอบครัวที่หลากหลาย งานวิจัยโดย จันทนี เจริญศรี, ปณิธี บราวน์ และชนัญญา ประสาทไทย ตั้งคำถามว่านิยามของ ‘ครอบครัวในความรู้สึก’ ของคนไทยเป็นอย่างไร และสัมพันธ์กับการแบ่งงานกันทำและการดูแลในครอบครัวอย่างไร ใช้วิธีวิจัยแบบผสม (mixed method) ได้แก่ การสำรวจ การวิเคราะห์เชิงพื้นที่ และการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อหาความต้องการเชิงนโยบาย พบว่าครอบครัวในความรู้สึกของคนไทยหลากหลายกว่านิยามดั้งเดิมของรัฐ และการนิยามว่าใครคือครอบครัวผูกกับการดูแลมากกว่าสายเลือดที่ตายตัว
- ความท้าทายของเด็กและเยาวชนไทยที่เติบโตในท่ามกลางวิกฤตโลกรวน งานวิจัยโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ และกนกพร กลิ่นเกลา ตั้งคำถามว่านโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยคำนึงถึงเด็กและเยาวชนเพียงพอหรือไม่ ทั้งที่ไทยเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่เด็กเสี่ยงต่อภัยพิบัติสูงที่สุด ใช้การทบทวนงานวิจัยในวารสารไทยและต่างประเทศ รายงานขององค์กรระหว่างประเทศ และนโยบายของนานาชาติ มาปรับให้เข้ากับบริบทไทย
- กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีเด็กและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง งานวิจัยโดย ทศพล ทรรศนพรรณ, ภาสกร ญี่นาง และฉัตรมงคล มูลนิลตา ตั้งคำถามว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานของไทย ซึ่งออกแบบบนฐานสังคมอุตสาหกรรม ยังคุ้มครองแรงงานเด็กได้เพียงพอหรือไม่ ในบริบทใหม่ที่มีงานสร้างสรรค์ออนไลน์ การจ้างงานอิสระและนอกระบบ โดยดูว่านิยามและกรอบกฎหมายแรงงานเด็กที่แตกต่างกัน ทำให้คุ้มครองเด็กทำงานบางกลุ่มได้ยาก เช่น เด็กช่วยงานพ่อแม่ในภาคเกษตรและประมง แรงงานนอกระบบที่ทำงานที่บ้าน
- เด็ก เยาวชน และครอบครัวในยุคเอไอเบ่งบาน: โอกาส ความเสี่ยง และแนวทางกำกับดูแล (วรรณกรรมปริทัศน์) งานวิจัยโดย วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง ตั้งคำถามว่า เอไอคืออะไร ทำงานอย่างไร และเด็กปฏิสัมพันธ์กับเอไอในลักษณะไหน จะกำกับดูแลเอไอผ่านแว่นสิทธิเด็กและแปลงเป็นแนวปฏิบัติจริงได้อย่างไร เอไอมีความเสี่ยงและโอกาสอะไร และจะเสริมความรู้เท่าทันเอไอ (AI literacy) ให้เด็กเพื่อลดอันตรายและเพิ่มประโยชน์ได้อย่างไร รวมถึงรัฐ บริษัทเอกชน และผู้ปกครองควรทำอะไรเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก โดยใช้วิธีสำรวจวรรณกรรมต่างประเทศ
- คิดใหม่การเมืองเรื่อง ‘รุ่น’ กรณีศึกษาความขัดแย้งในครอบครัวไทย งานวิจัยโดย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล, ทิพย์นภา หวนสุริยา, ภาคิน นิมมานนรวงศ์, ธนกฤต สำราญกมล และอุรพี เขื่อนคำ ตั้งคำถามว่า ความแตกต่างระหว่าง ‘รุ่น’ เป็นที่มาของความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยปัจจุบันได้จริงหรือไม่ และถ้าจริง จะมีทางออกในการก้าวข้ามความขัดแย้งนี้อย่างไร ใช้การนิยามและสร้างตัวชี้วัดความเป็นรุ่นที่คำนึงถึงบริบททางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของไทย แล้ววิเคราะห์ว่าคุณลักษณะของแต่ละรุ่นส่งผลต่อความขัดแย้งหรือไม่ โดยใช้ครอบครัวเป็นหน่วยทดลองในการเก็บข้อมูล ทั้งเพื่อศึกษาคุณลักษณะของแต่ละรุ่น ทำความเข้าใจความขัดแย้ง และทดลองแนวทางแก้ไขความขัดแย้ง
- ระบบสวัสดิการเด็กเล็กเพื่ออนาคต งานวิจัยโดย ภาวิน ศิริประภานุกูล สัณห์สิรี โฆษินทร์เดชา และ ณปภัช สิริเกษมชัย มุ่งฉายภาพสถานการณ์การเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยอายุ 0-6 ปีของไทยในช่วงที่ผ่านมา และสร้างข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงหรือเพิ่มเติมระบบสนับสนุนของภาคส่วนต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาเด็กปฐมวัยหลายสาขา สัมภาษณ์ครัวเรือนรายได้น้อยที่เลี้ยงเด็กอายุ 0-6 ปี และจัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลเด็กปฐมวัย
- โควิดกับแผลเป็นด้านพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน งานวิจัยโดย วศิน ศิวสฤษดิ์, สัณห์สิรี โฆษินทร์เดชา และชญานี ชวะโนทย์ ตั้งคำถามสามข้อ คือ (1) การปิดโรงเรียนช่วงโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอยในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายของไทยหรือไม่ และผลต่างกันอย่างไรตามขนาดโรงเรียนและพื้นที่ (2) ถ้าเกิดขึ้นจริง จะสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ตลอดชีวิตการทำงานเท่าใด และ (3) เทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) ช่วยบรรเทาภาวะนี้ได้อย่างไร และมีเงื่อนไขความสำเร็จอะไร ใช้วิธีเปรียบเทียบคะแนนสอบระดับชาติ (O-NET) ก่อนและหลังการปิดโรงเรียน เพื่อวัดการเรียนรู้ที่ลดลง ประเมินผลต่อรายได้ในอนาคต และทบทวนงานวิจัยเรื่องเทคโนโลยีการศึกษา
- พลวัตครอบครัวในสังคมไทยในสถานการณ์โควิด–19 งานวิจัยโดย สร้อยมาศ รุ่งมณี, วาสนา ละอองปลิว และบุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุล ตั้งคำถามว่า ครอบครัวเปราะบางในสังคมไทย เช่น เป็นครอบครัวแหว่งกลาง ครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว รวมถึงครอบครัวแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมักไม่เป็นไปตามนิยามครอบครัวสมบูรณ์ ปรับตัวอย่างไรในช่วงโควิด-19 และควรมีข้อเสนอเชิงนโยบายด้านเด็กและครอบครัวอย่างไร ใช้การศึกษาภาคสนามใน 5 พื้นที่ ประกอบด้วย พิษณุโลก อุดรธานี ลำปาง เชียงราย ตาก พื้นที่ละ 7-14 ครอบครัว
- จินตนาการใหม่ของเยาวชนไทยสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสังคม งานวิจัยโดย ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล, ธิดา ทับพันธุ์, กิตติ คงตุก และวรพล ศิริชื่นวิจิตร จากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งคำถามว่า เยาวชนให้ความสำคัญกับประเด็นสาธารณะอะไร จะนำจินตนาการใหม่ของเยาวชนไปสู่การสร้างนวัตกรรมทางสังคมได้อย่างไร ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการจินตนาการพลเมืองให้เยาวชน 4 กิจกรรม แล้วถอดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับผู้เข้าร่วม
- การสังเคราะห์ชุดนโยบายสุขภาพจิตของประชากรชาวไทยภายใต้บริบทหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า งานวิจัยโดย บวรศม ลีระพันธ์, ภาณุวิชญ์ แก้วกำจรชัย และวินิทรา แก้วพิลา ตั้งคำถามว่า ระบบบริการสุขภาพจิตของไทยภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีปัญหาอะไร โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการและความไม่เป็นธรรมในกระบวนการนโยบาย และจะมีชุดข้อเสนอเชิงนโยบายแบบใดมาลดช่องว่างระหว่างความต้องการบริการของประชาชนกับระบบบริการที่มีอยู่ ใช้การทบทวนวรรณกรรม วิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว วิเคราะห์ปัญหาจากมุมมองทั้งผู้รับและผู้ให้บริการ และเปรียบเทียบกับประสบการณ์ของต่างประเทศ
- โครงการจินตนาการใหม่ของเยาวชนไทย งานวิจัยโดย วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, ภาคิน นิมมานนรวงศ์ และ สรัช สินธุประมา ตั้งคำถามว่า เยาวชนให้ความสำคัญกับประเด็นสาธารณะอะไรผ่านจินตนาการพลเมือง (Civic Imagination) และจินตนาการถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่ต้องการอย่างไร ใช้การจัดเวิร์กชอปกับเยาวชนอายุ 15-18 ปี 2 กลุ่ม คือ นักเรียนนักศึกษาทั่วไปที่มีภูมิหลังหลากหลาย และเยาวชนกลุ่มที่ตื่นตัวทางการเมืองและสังคมในช่วงปี 2020-2022 ประกอบด้วย กลุ่มแฟนคลับ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) และกลุ่มกราฟิกดีไซน์
- นโยบายเด็กและครอบครัวแห่งอนาคต: ขยายพื้นที่ปฏิรูปนโยบายสาธารณะเพื่ออนาคตของเด็กไทย งานวิจัยโดย ปกป้อง จันวิทย์, สมคิด พุทธศรี, วิโรจน์ สุขพิศาล, ฉัตร คำแสง, เจณิตตา จันทวงษา และ วีรภัทร หลิน ตั้งคำถามว่า กระแสการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหญ่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาเด็กคืออะไร ทิศทางของนโยบายเด็กและครอบครัวแห่งอนาคตในโลกยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร และนโยบายของไทยมีช่องว่างตรงไหน จะลดช่องว่างและขยายพื้นที่ปฏิรูปนโยบายได้อย่างไร โดยเฉพาะบทบาทของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส.
(4) รายงานวิเคราะห์และติดตามนโยบายสาธารณะ (Policy Insights) จำนวน 53 ชิ้น
ประเด็นสวัสดิการการพัฒนาเด็กเล็ก
- สังคมแบบไหน ที่คนไทยอยากมีลูก? https://kidforkids.org/parenting-support-policy/
- เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า: หยุดเด็กตกหล่นเพราะคัดกรอง สู่โอกาสฝ่าวิกฤตประชากรร่วมกัน https://kidforkids.org/universal-child-support-grant-now/
- สุขภาพเด็กแรกเกิดไทย เรื่องใหญ่ที่ยังต้องกังวล https://kidforkids.org/newborn-mortality-rate/
- ‘กล่องแรกเกิด’ ความเท่าเทียมก้าวแรกของชีวิต https://kidforkids.org/baby-box/
- มาตรฐานบ้านรับเลี้ยงเด็กยืดหยุ่น: เพิ่มทางเลือก คงคุณภาพ ให้พ่อแม่ฝากลูกอย่างอุ่นใจ https://kidforkids.org/home-based-childcare-regulation/
- ตรวจความ(ไม่)พร้อมเลี้ยงดูเด็กเล็กของครัวเรือนไทย ผ่านข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม https://kidforkids.org/early-childhood-household-statistics/
ประเด็นสุขภาพใจ
ประเด็นการเรียนรู้
- เพิ่มแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้าน ให้เยาวชนไทยเข้าถึงจริง https://kidforkids.org/learning-space-for-youth/
- ‘เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา’ แต่ไม่ใช่กับทุกคน: ตั้งหลักคิดใหม่นโยบายเทคโนโลยีการศึกษา https://kidforkids.org/anywhere-anytime/
- เปิดสถิติเรียนพิเศษนักเรียนไทย: เมื่อโรงเรียนไม่อาจพาเด็กไปถึงฝั่ง https://kidforkids.org/shadow-education-in-thailand/
- ‘ครูกระจุก โรงเรียนกระจาย’ ปัญหาการจัดสรรครูไทยที่ต้องแก้ไขก่อนจะสายเกิน https://kidforkids.org/teacher-shortage-problem/
- ‘เกลี่ยครูมาทำธุรการ’ แก้ปัญหาภาระครูแบบปะผุ? https://kidforkids.org/teacher-redistribution/
- ชายแดน/เมืองหลวง: สองขั้วปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษาไทย https://kidforkids.org/opposite-polar-of-school-dropout/
- ‘ธนาคารหน่วยกิต’ ทางเลือกการศึกษายืดหยุ่นที่ต้องทำอย่างรอบคอบ https://kidforkids.org/academic-credit-bank-concerns/
- Dark Pattern ในแอปสำหรับเด็ก ภัยเงียบออนไลน์ใต้จมูกผู้ปกครอง https://kidforkids.org/dark-patterns-in-app-for-kids/
ประเด็นความรุนแรงในครอบครัวและการคุ้มครองเด็ก
- รื้อระบบคุ้มครองเด็ก ไม่ให้ใครต้องถูกทำร้ายซ้ำสอง https://kidforkids.org/renew-thai-child-protection-system/
- การเดินออกมาเป็นแค่จุดเริ่มต้น: ช่วยผู้ถูกความรุนแรงในครอบครัวให้ตั้งตัวในระยะยาว https://kidforkids.org/domestic-violence-support/
- รักวัวให้ผูก รักลูกไม่ควรตี: ความเป็นมาของข้อความคิดเกี่ยวกับการลงโทษบุตรผ่าน ‘กฎหมาย(ห้าม)ตีเด็ก’ ที่แก้ไขใหม่ https://kidforkids.org/thai-corporal-punishment-of-children-development/
- งบ “สงเคราะห์” เด็กไทย ไม่ไหว ไม่พอ ไปต่อไม่ได้ https://kidforkids.org/flash-child-protection-thailand-budget/
- ‘เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม’: ความเชื่อแบบไทยๆ อุปสรรคใหญ่ของนโยบายครอบครัวอุปถัมภ์ https://kidforkids.org/attitude-against-foster-family/
- ให้เด็กได้เบ่งบานนอกสถานรองรับ: แนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่การเลี้ยงดูแบบครอบครัว https://kidforkids.org/road-to-family-based-care-in-thailand/
- บ้านไม่ใช่เซฟโซนสำหรับทุกคน: เข้าใจปัญหาพื้นที่ปลอดภัยผ่านแบบสำรวจเยาวชน 2022 https://kidforkids.org/home-not-safe/
ประเด็นการมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบาย
- ให้เสียงเยาวชนมี ‘ความหมาย’ เปิดกระบวนการนโยบายให้เยาวชนมีส่วนร่วม https://kidforkids.org/youth-participation-in-policy-process/
- ปรับนโยบายให้ ‘เห็นหัว’ เด็กและเยาวชนด้วย CYIA https://kidforkids.org/child-and-youth-impact-assessment/
- ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 18 เหลือ 15 ปี?: ขยายสิทธิให้เสียงเยาวชนมีความหมาย https://kidforkids.org/lowering-voting-age-to-15/
- พรรค และ สส. แบบไหนโดนใจเยาวชน จากผลสำรวจความต้องการนโยบาย 101 PUB https://kidforkids.org/youth-election69-policy-survey/
- ถอดรหัสความคิดเยาวชน: เมื่อโครงสร้างทำให้การมีลูก ‘ไม่ง่าย’ https://kidforkids.org/why-thailand-low-fertility/
- อุปสรรคของเยาวชนชายแดนใต้ ในกำแพงของความมั่นคง : ข้อมูลจากการสำรวจเยาวชน 2022 https://kidforkids.org/deepsouth-youth-obstacles/
ประเด็นผู้สูงวัยและระบบการดูแล
- ‘บ้านโอบอุ้ม’ ทางเลือกใหม่ที่พักอาศัยให้คนไทยสูงวัยในชุมชน https://kidforkids.org/elderly-assisted-living-housing/
- Quick win แล้วสิ้นใจ?: ประคับประคองศูนย์ชีวาภิบาลอย่างไรให้อยู่รอด? https://kidforkids.org/first-anniversary-cheewabhibaln/
- เราดูแลพ่อแม่ แล้วใครดูแลเรา? ถึงเวลาสร้างสังคมสูงวัยที่ไม่ทอดทิ้ง ‘ผู้ให้การดูแล’ https://kidforkids.org/care-work-is-work/
- เมื่อการดูแลไม่ได้ผูกอยู่แค่ลูกหลาน: สำรวจนโยบายดูแลผู้สูงวัยที่คนไทยต้องการ https://kidforkids.org/policy-survey-care-responsibilities/
ประเด็นความเสมอภาคทางเพศและสุขภาพทางเพศ
- เทคฮอร์โมนฟรี สิทธิพิเศษหรือสิทธิขั้นพื้นฐาน? https://kidforkids.org/gender-affirming-health-services/
- ‘สายรุ้งในฟ้าหม่นมัว’: เมื่อสังคมไทยยังไม่ใช่เซฟโซนของเยาวชน LGBTQ+ – อ่านผลสำรวจเยาวชน คิด for คิดส์ 2025 https://kidforkids.org/lgbtq-youth-situtation-2025/
- อ่านปัญหาในชีวิตและแรงสนับสนุนสิทธิ LGBTQ+ จากผลสำรวจเยาวชนของ คิด for คิดส์ https://kidforkids.org/lgbtq-life-in-youthsurvey2022/
ประเด็นสารเสพติดและสุขภาพ
- คุมกัญชาเสรีอย่างไรให้ปลอดภัยกับเด็กและเยาวชนที่สุด https://kidforkids.org/cannabis-legalization-and-youth/
- 6 ประเด็นเข้าใจพฤติกรรมเยาวชนผู้ใช้สารเสพติด: จากผลสำรวจเยาวชน คิด for คิดส์ปี 2025 https://kidforkids.org/6-issue-substance-user/
ประเด็นความพิการ
- ต้องพิการแค่ไหนรัฐไทยถึงมองเห็น https://kidforkids.org/unrecognized-disability/
ประเด็นเศรษฐกิจ งาน และหนี้ครัวเรือน
- การหา ‘งานที่ดี’ อาจเป็นเพียงความฝันของเยาวชนไทยส่วนใหญ่ https://kidforkids.org/decent-jobs-for-youth/
- โตมากับหนี้: ภาระรั้งฝันเด็กไทย แต่ขาดไม่ได้ในหลายครอบครัว https://kidforkids.org/youth-and-household-debt/
ประเด็นการพัฒนาเมือง
- กรุงเทพ เมืองร้างรัก: เมื่อเมืองไม่ดี… โอกาสพบรักดีๆ ของเยาวชนก็ไม่เกิด https://kidforkids.org/bangkok-youth-love/
- ‘ค่าเดินทางแพง’ จำกัดฝันการศึกษาเด็กกรุงเทพฯ แต่แก้ไม่ได้ด้วยรถไฟฟ้า 20 บาท? https://kidforkids.org/20thb-metro-and-bangkok-students/
ประเด็นคุณค่าและทัศนคติของเยาวชน
- เยาวชนไทยไม่ไร้ศรัทธา?: เข้าใจพลวัตความเชื่อต่อศาสนาและจริยธรรมของเยาวชนผ่านแบบสำรวจ คิด for คิดส์ https://kidforkids.org/religious-moral-youth-view-2025/
- ถ้าได้เงินล้าน เยาวชนอายุ 16-20 ปีอยากใช้ทำอะไร?: ข้อมูลจากผลสำรวจ คิด for คิดส์ https://kidforkids.org/what-if-thai-youth-get-million-baht/
- เข้าใจตัวตน-ความคิดของ ‘เด็กสมัยนี้’: คุณค่าและทัศนคติเยาวชนไทยจากผลสำรวจ คิด for คิดส์ https://kidforkids.org/thai-youth-values-and-attitudes/
- ยิ่งมีเพื่อนหลากหลาย ยิ่งมีทัศนคติกว้างไกลและเห็นใจคนมากขึ้น: ข้อมูลจากการสำรวจเยาวชน 2022 https://kidforkids.org/social-capital-and-civic-engagement/
(5) การจัดการความรู้และสื่อสารสาธารณะในรูปแบบต่างๆ จำนวน 96 ชิ้น
เป็นการนำผลงานความรู้ของ ‘คิด for คิดส์’ รวมถึงเนื้อหาจากการพูดคุยกับคนทำงานในระบบนิเวศของการพัฒนาเด็ก มาเรียบเรียงและปรุงรสให้อ่านง่ายในรูปแบบต่างๆ เช่น บทความ รายงานพิเศษ อินโฟกราฟิก บทสัมภาษณ์ อัลบั้มภาพ คลิปความรู้ สื่อเสียงออนไลน์ (Podcast) งานเสวนาสาธารณะ และ/หรือ งานสัมมนาเชิงวิชาการ และ/หรือ รายการสนทนาออนไลน์ โดยในจำนวนนี้เป็นพอดแคสต์ 9 ตอน คลิปความรู้ 6 ชิ้น และงานเสวนา 15 ครั้ง
อีกรูปแบบคือ ‘ซีรีส์เรื่องเด่น’ (Spotlight) โดยระดมกองบรรณาธิการทั้งหมดมาร่วมกันออกแบบ จัดทำเนื้อหา และวางแผนการเผยแพร่อย่างมียุทธศาสตร์ การสื่อสารความรู้จะได้น้ำได้เนื้อ มีพลัง สามารถนำผลงานไปต่อยอดได้หลากหลาย เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์และสื่อโซเชียลมีเดียของเครือ 101 และ สสส.
ตัวอย่างผลงาน เช่น
- ‘เด็กชนชั้นเสี่ยง’ : เป็นงานที่ชวนทำความเข้าใจสถานการณ์เด็กและครอบครัวไทยนับล้านครัวเรือนที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง ทั้งรายได้ต่ำ เต็มไปด้วยภาระหนี้ ขาดแคลนทักษะและภูมิคุ้มกันในโลกผันผวน https://www.the101.world/category/precarious-youth/
- ‘เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน’: เป็นงานที่ชวนมองระบบนิเวศที่เอื้อให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพ https://www.the101.world/category/it-takes-a-village-to-raise-a-child
- ‘สนามเด็กเล็ก’: เป็นการนำประเด็นและข้อถกเถียงใน พ.ร.บ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย มาสื่อสารต่อสาธารณะวงกว้าง
https://www.the101.world/category/early-childhood-issue - ‘ครอบครัวไทยในโรคไร้นิยาม’: เป็นการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับครอบครัวไทยยุคใหม่ที่มีรูปแบบหลากหลาย
https://www.the101.world/category/this-is-my-family/ - ‘I LOVE MY JOB: คน(รัก)งาน และที่ทำงานในอนาคต’: เป็นงานที่สำรวจความเปลี่ยนแปลงในโลกการทำงานยุคใหม่ มองเทรนด์ในโลกการทำงานที่กำลังเกิดขึ้น ที่จะทำให้เห็นภาพการปรับตัวสู่อนาคต
https://www.the101.world/category/i-love-my-job/ - ‘We are Youngster: เพราะเจ็บจัดๆ เลยแสบสุดๆ’: เป็นงานที่ชวนทำความเข้าใจปรากฏการณ์วัยรุ่น ปัญหาในช่วงเวลาการเติบโต และสำรวจวิธีที่ช่วยให้พวกเขาก้าวเดินได้อย่างเต็มศักยภาพ https://www.the101.world/spotlight-we-are-youngster/
- ‘Digital Joins My Family: ครอบครัวยุคหน้าจอ ดิจิทัลขออยู่ด้วย’: เป็นงานที่พาสำรวจโลกใหม่ของครอบครัวยุคดิจิทัล วิธีใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ก้าวทันเทรนด์ใหม่ๆ ในสังคม
https://www.the101.world/digital-joins-my-family-spotlight-landing/ - ‘หยอดกระปุกอนาคตด้วยสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า’ ที่เป็นการทำความเข้าใจนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าตั้งแต่มิติเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม https://www.the101.world/category/child-support-grant-spotlight/

IV.
จากงานวิจัยสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
ผลงานของ คิด for คิดส์ ถูกเผยแพร่และใช้งานต่อโดยผู้กำหนดนโยบาย นำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องด้วยกัน เช่น
- เป็นฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย-ระเบียบด้านการเลี้ยงดูเด็ก: การวิจัยที่ชี้ให้เห็น ‘ช่องว่างของการพัฒนาเด็ก’ ระหว่างสิทธิลาคลอดกับการรับเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ได้เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงานเพื่อเพิ่มวันลาคลอดของพ่อแม่ ขณะเดียวกันท้องถิ่นหลายแห่ง รวมถึงกรุงเทพมหานครและท้องถิ่นแห่งอื่นๆ ได้เริ่มลดอายุขั้นต่ำในการรับเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของตนเอง ซึ่งช่วยลดช่องว่างการดูแลเด็กอีกทางหนึ่ง
- เป็นฐานสำหรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถ้วนหน้า: งานวิชาการเรื่องความขาดแคลนและตกหล่นของเงินอุดหนุนเด็กเล็ก ถูกขับเคลื่อนร่วมกับภาคประชาสังคมผ่านคณะทำงาน จนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยอนุมัติให้ขยายสิทธิเป็นแบบถ้วนหน้า ซึ่งรอการจัดสรรงบประมาณประจำปีในลำดับถัดไป และงานวิชาการนี้ยังสามารถเป็นฐานสนับสนุนสำหรับการทำงานของพรรคการเมืองที่ต้องการขยายสวัสดิการเพิ่มเติมให้เพียงพอในอนาคต
- ‘กล่องแรกเกิด’ ถูกใช้จริง: งานวิจัยที่ศึกษา ‘กล่องแรกเกิด’ (Baby box) ถูกนำเสนอและผลักดันโดยบางพรรคการเมือง และถูกแปลงเป็นสิทธิประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสำนักงานประกันสังคม
- ขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่น: โครงการ Youth Policy Lab ชวนเยาวชนร่วมออกแบบนโยบายพัฒนาเมืองกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ผ่านการร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง ในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และร่วมกับกรุงเทพมหานครในการพัฒนาระบบปฐมพยาบาลใจในพื้นที่โรงเรียนของกรุงเทพมหานคร

ผลงานได้รับความเชื่อถือ-ถูกนำไปอ้างอิง
ผลงานของ คิด for คิดส์ มีความเข้มแข็งทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับ รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวประจำปีเป็นเอกสารอ้างอิงสำคัญในการจัดทำแผนการดำเนินงานประจำปีของสำนัก 4 สสส. ตลอดจนการวางแผนในการปฏิบัติงานในอนาคตของภาคีเครือข่าย
ทั้งนี้ แนวโน้มสถานการณ์และข้อมูลสถิติด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัวในรายงานสถานการณ์ประจำปีได้ถูกนำไปอ้างอิงในเอกสารของหน่วยงานรัฐอย่างกว้างขวาง เช่น
- รายงานภาวะสังคมไทย
- รายงานการศึกษาสถานการณ์การกระทำผิดของเด็กและเยาวชน
- แผนบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ของของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
- แผนปฏิบัติราชการของกรมกิจการเด็กและเยาวชน
- เอกสารการประชุมของคณะอนุกรรมการสนับสนุนกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
- รายงานสุขภาพคนไทย
อีกทั้งถูกใช้ในการนำเสนอประเด็นสำคัญหลายเรื่องต่อสาธารณะโดยสื่อมวลชน พรรคการเมือง รวมถึงสำหรับการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย

งานวิจัยและนักวิจัยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
- นักวิจัยของคิด for คิดส์ ได้รับเชิญให้นำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนไทยบนเวทีวิชาการระดับนานาชาติของสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์
- มีผลงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ เช่น Imagining a world where Doraemon doesn’t need gadgets: civic imagination as critical pedagogy ตีพิมพ์ในวารสาร Asia Pacific Education Review เผยแพร่ในเดือนสิงหาคม 2026
- มีผลงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนให้ตีพิมพ์เป็นหนังสือ ‘ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรุ่น และการคลี่คลายหลังการชุมนุม ปี 2563-2564’
แหล่งความรู้ของสังคม
‘คิด for คิดส์’ ยังเปิดฐานข้อมูลการสำรวจ Youth Survey ระดับย่อยทั้งหมดให้เป็นข้อมูลสาธารณะ (Open data) เพื่อเปิดกว้างให้แวดวงวิชาการและผู้กำหนดนโยบายนำข้อมูลไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ และใช้ประโยชน์ต่อไป โดยล่าสุดได้จัดทำหน้า Dashboard ที่เปิดให้ทุกคนสามารถสำรวจข้อมูลได้ด้วยตนเองเพื่อขยายประโยชน์ให้สังคมวงกว้างได้ใช้งานมากยิ่งขึ้น
ผลงานและฐานข้อมูลของ คิด for คิดส์ ถูกอ้างอิงถึงในสื่อหลัก นอกจากนี้ การเผยแพร่สู่สาธารณะยังเกิดขึ้นทางอ้อมผ่านการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์โดยหน่วยงานภาคประชาสังคม และยังถูกนำมาเรียบเรียงและปรุงรสให้อ่านง่าย และเข้าถึงผู้คนวงกว้างมากขึ้น ผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบทความ รายงานพิเศษ อินโฟกราฟิก บทสัมภาษณ์ อัลบั้มภาพ คลิปความรู้ สื่อเสียงออนไลน์ (Podcast) งานเสวนาสาธารณะ งานสัมมนาเชิงวิชาการ และ/หรือ รายการสนทนาออนไลน์
ผลงานสื่อคว้ารางวัล
หลายผลงานสื่อยังได้รับการยอมรับในแวดวงสื่อ สะท้อนผ่านรางวัล เช่น ในปี 2567 ทีม The101.world เคยทำงานจัดการความรู้และสื่อสารสาธารณะในรูปแบบ Spotlight ภายใต้ชื่อ ‘เด็กนอกสายตา’ ได้รับ ‘รางวัลยอดเยี่ยม’ ประเภทข่าวออนไลน์ส่งเสริมสังคมยอดเยี่ยม (Social Development News) จากการประกวดรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2567 (Digital News Excellence Awards 2024) โดยสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

V.
ทลาย ‘ความเปราะบางเชิงระบบ’
คิด for คิดส์ ในระยะต่อไป จะยังคงยึดการทำงานวิชาการเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้ ที่ตอบโจทย์ความท้าทายในโลกใหม่เป็น ‘แก่น’ หลัก
ทุกวันนี้เด็ก เยาวชน และครอบครัวไทยอยู่ท่ามกลางโลกที่ท้าทายและเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ผันผวน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน หรือโครงสร้างสังคมที่ไม่เหมือนเดิม แรงกดดันเหล่านี้ไม่ได้สะเทือนเพียงระดับประเทศหรือระดับโลก แต่กระทบถึงชีวิตประจำวันของครอบครัวโดยตรง และมักนำไปสู่ปัญหาสุขภาวะด้านใดด้านหนึ่ง
ในอนาคต คิด for คิดส์ จึงต้องการออกแบบงานนโยบายด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่ช่วยทลาย ‘ความเปราะบางเชิงระบบ’ (Systemic Vulnerability) ซึ่งหมายถึงสภาพที่โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เศรษฐกิจ และกฎหมาย ขาดความยืดหยุ่นในการรองรับแรงกระแทก เมื่อเกิดปัญหาหนึ่ง ระบบจึงไม่อาจรองรับ แต่กลับทำให้ปัญหานั้นลุกลามไปกระทบด้านอื่นต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

ยกตัวอย่างเมื่อรายได้ของครอบครัวไม่พอเลี้ยงชีพ พ่อแม่ก็ต้องทำงานหนักขึ้นหรือทำหลายงาน จนเกิดปัญหาที่สอง คือไม่มีเวลาหรือกำลังมากพอในการดูแลลูก ปัญหาที่สองก็ลุกลามต่อเป็นปัญหาที่สาม เช่น เด็กขาดการเลี้ยงดูที่เหมาะสม พัฒนาการไม่สมวัย หรือหลุดจากระบบการศึกษา และเมื่อเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา โอกาสในการหารายได้ในอนาคตก็ลดลง วงจรจึงวนกลับไปซ้ำเติมปัญหาแรกให้หนักขึ้นกลายเป็นการส่งต่อความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น
เด็ก เยาวชน และครอบครัวส่วนใหญ่ในประเทศไทย เผชิญปัญหาเหล่านี้ แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐและสังคมมักมองว่าเป็นปัญหาส่วนตัวของแต่ละคนหรือแต่ละบ้าน จึงจำกัดการแก้ปัญหาที่เฉพาะรายเฉพาะครอบครัว โดยไม่ได้แก้ที่ระบบหรือต้นตอ
ทั้งที่จริงแล้วต้นเหตุที่ทำให้วงจรนี้เกิดขึ้นและหมุนต่อไปได้ เป็นเพราะความไม่พร้อมและการขาดระบบรองรับในสังคม เมื่อไม่มีระบบใดคอยรับแรงกระแทก ปัญหาเพียงจุดเดียวจึงถูกขยายและกระทบต่อเนื่องไปยังมิติอื่นของชีวิต
การจะตัดวงจรนี้ได้ ต้องอาศัยนโยบายสาธารณะที่ทำงานในระดับ ‘ระบบ’ โดยมีหลักสำคัญ 4 ข้อ
(1) คิดล่วงหน้าและตอบโจทย์อนาคต เพื่อมองเห็นแนวโน้มและเตรียมรับมือก่อนจะเกิดปัญหา
(2) รับข้อมูลจากหน้างานและเข้าใจปัญหาเชิงลึก เพื่อให้นโยบายสอดคล้องกับสิ่งที่คนในพื้นที่เผชิญอยู่จริง
(3) บริหารจัดการได้จริง ให้นโยบายเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่จบบนหน้ากระดาษ
(4) สร้างพื้นที่ทำงานร่วมกันของสังคม ให้รัฐ เอกชน ชุมชน และภาคประชาสังคมร่วมกันสร้างระบบรองรับที่เข้มแข็ง เพื่อให้ปัญหาถูกตัดวรจรตั้งแต่ต้นทาง
หมุดหมายต่อไป ทำงานกว้างขึ้น ลึกขึ้น เข้มแข็งยิ่งขึ้น
การสื่อสารของเราจะผสานพลังระหว่าง 2 ทีมในเครือ ‘101’ เพื่อให้ทำงานอย่างครบวงจร กล่าวคือ
- ทีมศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 PUB) รับผิดชอบต้นน้ำของความรู้ ตั้งแต่การวิเคราะห์-ติดตาม-วิจัย-ออกแบบนโยบายสาธารณะ รวบรวมและจัดทำข้อมูลที่จำเป็นสำหรับกระบวนการนโยบาย
- ทีมงาน The101.world ดูแลงานปลายน้ำในการจัดการความรู้และสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้งานเข้าถึงวงกว้างได้มากที่สุด
‘คิด for คิดส์’ ยังตั้งเป้าหมายว่าจะทำงานความรู้ด้านนโยบายและเครือข่ายให้กว้างขึ้น ลึกขึ้น และเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อใช้เป็นฐานสนับสนุนทางวิชาการด้านนโยบายสาธารณะในการทำงานของสำนัก 4 สสส. และภาคีเครือข่าย รวมถึงองค์กรและประชาชนทั่วไปที่สนใจเรื่องนโยบายเด็กและครอบครัว
หมุดหมายสำคัญในระยะถัดไป คือ การเป็นแหล่งอ้างอิงความรู้ด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้ที่น่าเชื่อถือและถูกนำไปใช้จริงในกระบวนการนโยบาย อีกทั้งมีส่วนร่วมในการผลักดันและพัฒนานโยบายในกลไกสำคัญ เพิ่มโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงมากยิ่งขึ้น
ฐานคิดติดตามนโยบายสาธารณะแบบองค์รวม
ส่วนรายงานวิเคราะห์และติดตามนโยบายสาธารณะ จะตั้งอยู่บนฐานคิดการประเมินนโยบายสาธารณะด้านสุขภาวะแบบ ‘องค์รวม’ คือไม่มองนโยบายที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะเป็นเพียงมาตรการเชิงเทคนิคที่ลอยอยู่นอกโลก-เหนือสังคม แต่เป็นผลจากระบบนิเวศที่มีพลวัตเชื่อมโยงกัน 3 มิติ
(1) มิติเชิงประเด็น (Issues) ที่สร้างข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาในแต่ละเรื่อง มุ่งวิเคราะห์และติดตามเครื่องมือนโยบายที่มีอยู่ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบนิเวศการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อดูว่ามาตรการเหล่านั้นทำงานได้ดีเพียงใดและควรปรับปรุงอย่างไร ตัวอย่างรายงานวิเคราะห์ เช่น
- การเปลี่ยนสินทรัพย์ไร้ประโยชน์ (Underutilized Assets) เป็นพื้นที่เรียนรู้และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเด็กและครอบครัว: วิกฤตประชากรและการเคลื่อนย้ายประชากรทำให้ไทยมีสินทรัพย์ร้างกระจายอยู่ทั่วประเทศ ตัวอย่างที่เห็นชัดคืออาคารตึกแถวร้างและโรงเรียนร้าง หากปล่อยไว้ จะมีแต่ภาระการดูแลที่ไม่สร้างประโยชน์ ในขณะที่เด็กและครอบครัวกำลังขาดแคลนทรัพยากรสำคัญในการดูแล งานวิจัยนี้จึงสำรวจแนวคิดและแนวทางในการนำสินทรัพย์เสื่อมสภาพเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมสำหรับเด็กและครอบครัว
- การปฏิรูปแนวทางการจัดการยาเสพติดในเด็กและเยาวชน: แนวทางจัดการยาเสพติดกำลังเปลี่ยนจากการปราบปรามด้วยความรุนแรงและการบำบัดรายบุคคล ไปสู่การทำงานด้านสังคม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ได้ผลในระดับสากล แต่ประเทศไทยยังได้ผลลัพธ์จำกัด ขณะที่ปัญหายาเสพติดกำลังแทรกซึมและรุนแรงขึ้นทั่วประเทศ งานวิจัยนี้จึงมุ่งยกระดับการบำบัดโดยชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางหลักในปัจจุบัน ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
- การยกเครื่องระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long-term care) เพื่อปลดปล่อยศักยภาพของเด็กและครอบครัว: สังคมสูงวัยยิ่งยวด (super-aged society) ของไทยกำลังส่งแรงกดดันมหาศาลต่อวัยแรงงาน เด็ก และเยาวชน ผ่านงานดูแล (Care work) โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุติดเตียง ซึ่งทำให้เด็กสูญเสียโอกาสทางการศึกษา และคนหนุ่มสาวต้องหลุดออกจากตลาดแรงงานเพื่อมาดูแลโดยไม่มีรายได้ สวัสดิการรัฐในปัจจุบันยังแบ่งเบาภาระได้ไม่เพียงพอ จึงต้องคิดใหม่ทั้งระบบเพื่อปลดล็อกศักยภาพของเด็ก เยาวชน และครอบครัว และช่วยให้หลุดพ้นจากความเปราะบางเชิงระบบ
(2) มิติเชิงกระบวนการ (Processes) เพื่อยกระดับสมรรถนะของสถาบันรัฐและนโยบายในการขับเคลื่อน ดูว่ากลไกของรัฐพร้อมสนับสนุนนโยบายเชิงประเด็นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ระบบจัดการข้อมูล หรือการเปิดให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งจะช่วยให้มองเห็น ‘คอขวด’ ของการบริหารจัดการ ที่มักเป็นสาเหตุทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติไม่ประสบความสำเร็จ แม้นโยบายจะออกแบบมาเป็นอย่างดีก็ตาม ตัวอย่างรายงานวิเคราะห์ เช่น
- การวิเคราะห์งบประมาณตามช่วงวัย (Generational budgeting): ปัจจุบันการจัดสรรและวิเคราะห์งบประมาณแผ่นดินแยกส่วนตามรายกระทรวง ทำให้รัฐไม่เห็นภาพรวมว่าเม็ดเงินและบริการสาธารณะตกถึงประชากรแต่ละช่วงวัยจริง ๆ อย่างไร การมองงบประมาณตามช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัย เยาวชน วัยแรงงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ จะช่วยให้เห็นการกระจายทรัพยากรของรัฐ ซึ่งจะชี้ให้เห็น ‘เศรษฐศาสตร์การเมืองของการจัดสรรงบประมาณ’
- การยกระดับการมีส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบนโยบายที่มีต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว: กรอบแนวคิดการประเมินผลกระทบของนโยบายต่อเด็กและเยาวชน (Child and Youth Impact Assessment: CYIA) ยังไม่ได้รับการนำไปใช้อย่างกว้างขวาง งานวิจัยนี้จึงมุ่งออกแบบระบบการนำเครื่องมือดังกล่าวไปใช้จริง ให้มีเจ้าภาพร่วมประเมินอย่างชัดเจน และขยายการมีส่วนร่วมไปยังกลุ่มที่มักถูกละเลยในการออกแบบและดำเนินนโยบายสาธารณะ อย่างเด็กและเยาวชน
- การทลายคอขวดระบบราชการรวมศูนย์ เปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนที่สาม (3rd sector) ร่วมให้บริการสาธารณะ: การทำงานของภาครัฐมักมีลักษณะ ‘ตัดเสื้อโหล’ ขาดความยืดหยุ่นและความละเอียดอ่อนต่อความเปราะบางเฉพาะพื้นที่และเฉพาะกลุ่ม แม้จะมีความพยายามกระจายอำนาจ แต่ก็มักติดหล่มกฎระเบียบและการควบคุมงบประมาณ ข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่จะผลักดันกฎหมายเปิดรับผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาร่วมให้บริการสาธารณะ จึงเป็นโอกาสดีในการยกระดับผลลัพธ์ของการจัดสรรทรัพยากรและการให้บริการ แต่ต้องออกแบบรายละเอียดให้ผู้เล่นใหม่ทำงานได้จริง ซึ่งต่างจากการจัดซื้อหรือจ้างเหมาบริการแบบเดิมที่ไม่อาจรองรับผู้เล่นเหล่านี้ได้
(3) มิติเชิงรากคิด (Ideas) ดูว่าความคิดความเชื่อของสังคมส่งผลต่อนโยบายอย่างไร ทั้งคุณค่า ทัศนคติ รสนิยม และความคาดหวังต่อบทบาทของรัฐและครอบครัว การเข้าใจฐานคิดและอุดมการณ์ทางสังคมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะนอกจากเป็นตัวกำหนดว่าเรื่องใดจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ ยังเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าสาธารณชนจะต่อต้านหรือยอมรับนโยบาย ซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนในระยะยาว ตัวอย่างรายงานวิเคราะห์ เช่น
- ถอดรหัสความคิดที่สร้างการระบาดใหม่ของเอดส์ในหมู่เยาวชน: ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จในการควบคุม HIV ผ่านแคมเปญถุงยางอนามัย 100% แต่วันนี้กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เพราะมุมมองของเยาวชนอาจเปลี่ยนไปจากเดิม เมื่อมียาบรรเทาและรักษาโรค ความน่ากลัวของการติดเชื้อก็ลดลง จนอาจทำให้ค่านิยมเรื่องเพศเปลี่ยนไปอย่างมาก
- ปัจจัยพาณิชย์กำหนดสุขภาพ (Commercial determinants of health) ในระบบอาหารรอบตัวเด็กและเยาวชน: รูปแบบการบริโภคทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไป อาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูปหรือแปรรูปเพียงเล็กน้อย กำลังถูกแทนที่ด้วย ‘อาหารแปรรูปขั้นสูง’ (Ultra-processed foods: UPFs) เช่น ขนมขบเคี้ยวและน้ำหวาน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมหรือรสนิยมของแต่ละคนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการดำเนินกิจกรรมของผู้เล่นภาคเอกชนในระบบอาหาร ผ่านการกำหนดพื้นที่การค้า โครงสร้างต้นทุนและราคา ตลอดจนการโฆษณาที่เปลี่ยนความเข้าใจและรสนิยมของผู้บริโภค ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย จึงต้องการสำรวจเชิงลึกว่าภาคเอกชนเหล่านี้ดำเนินงานอย่างไร เพื่อหาช่องว่างทางนโยบายและแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบร่วมกัน
- สมรภูมิแห่งคุณค่าในรั้วโรงเรียน: โรงเรียนคือสถาบันหลักที่รัฐใช้ส่งผ่านและปลูกฝังชุดคุณค่าทางสังคม ผ่านหลักสูตรแกนกลางและวัฒนธรรมการเรียนการสอน ซึ่งอาจส่งเสริมหรือขัดขวางการพัฒนาเด็กและเยาวชนในภาพรวมได้ ขณะที่การแก้ไขกฎหมายการศึกษาแห่งชาติกำลังดำเนินอยู่อย่างเข้มข้น จึงเป็นโอกาสสำคัญในการทำความเข้าใจเชิงลึกต่อหลักสูตรและการเรียนการสอน เพื่อเป็นฐานสำหรับการออกแบบการเรียนรู้ใหม่
ตัวอย่างโจทย์วิจัยรายงานเชิงลึก
‘คิด for คิดส์’ จะทำงานใกล้ชิดกับสำนัก 4 สสส. และภาคีเครือข่ายในการกำหนดโจทย์และวิธีวิจัย พร้อมจัดเวทีรับฟังความเห็นและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำข้อมูลมาผลิตรายงานวิจัยเชิงลึกที่ตอบโจทย์สำคัญและสอดคล้องกับความท้าทายที่เด็กและครอบครัวไทยเผชิญ
ตัวอย่างของโจทย์วิจัย เช่น
(1) ทุกข์ของเด็กและเยาวชนไทยสมัยนี้
ปัญหาสุขภาวะทั้ง 4 มิติของเด็กและเยาวชนไทยเปลี่ยนเร็วเกินกว่ารัฐและสังคมจะตามทัน เสียงสะท้อนและความเจ็บปวดของเด็กมักตกหล่น ไม่ถูกรับฟังหรือนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มาตรการช่วยเหลือจึงมักช้ากว่าสถานการณ์จริงและไม่ตรงจุด
งานวิจัยนี้จึงนำข้อมูลของมูลนิธิสายเด็ก ซึ่งรับฟังปัญหาจากเด็กทั่วประเทศกว่าหมื่นครั้งต่อปี มาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อเปลี่ยนบันทึกการขอความช่วยเหลือรายวันให้เป็น ‘ระบบเตือนภัยล่วงหน้า’ สะท้อนภาพรวมและรากเหง้าของปัญหาได้อย่างเป็นระบบ
(2) ข้อถกเถียงและการออกแบบนโยบายแบนการใช้เทคโนโลยีในเด็ก
หลายประเทศกำลังจำกัดหรือแบนเทคโนโลยีในเด็ก แต่หากนำมาตรการเหล่านี้มาใช้ในไทยโดยตรงอาจสร้างปัญหาใหม่ เพราะผู้ปกครองกลุ่มเปราะบางที่ขาดทักษะ ทรัพยากร และเวลา มักพึ่งพาเทคโนโลยีในการช่วยดูแลลูก โดยเฉพาะครอบครัวแหว่งกลางที่มีอยู่จำนวนมาก การแบนโดยไม่คิดให้รอบคอบจึงอาจไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ แต่กลับผลักภาระและเพิ่มต้นทุนการเลี้ยงดูให้ครอบครัวโดยไม่ตั้งใจ
งานวิจัยนี้จึงเปิดพื้นที่ถกเถียงและประเมินผลกระทบของนโยบายกำกับเทคโนโลยีให้สอดรับกับความเป็นจริงของสังคมไทย โดยมุ่งออกแบบมาตรการที่เหมาะสม ยืดหยุ่น และไม่แยกส่วน ควบคู่กับการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น เพิ่มพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้การก้าวสู่สุขภาวะดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกครอบครัว
(3) ปรับระบบยกระดับศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคือรากฐานสำคัญของพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะในประเทศที่เด็กกว่า 2 ใน 3 เติบโตในครัวเรือนรายได้น้อย แม้ไทยจะมีศูนย์ต้นแบบคุณภาพดีกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่การขยายผลกลับติดขัด ไม่สามารถยกระดับเป็นมาตรฐานทั่วไปได้ สาเหตุสำคัญคือข้อจำกัดทางกฎระเบียบและแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวในระบบราชการ
งานวิจัยนี้จึงเสนอปรับโครงสร้างและแรงจูงใจใหม่ ได้แก่ ปลดล็อกข้อจำกัดในการบริหารของท้องถิ่น เปลี่ยนเกณฑ์ประเมินให้เน้นพัฒนาการเด็กมากกว่าเอกสาร ถ่ายโอนทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และสร้างวัฒนธรรมที่ชุมชนและทุกภาคส่วนร่วมรับผิดชอบการพัฒนาเด็กเล็กด้วยกัน
VI.
ประวัติศาสตร์บอกเราว่าทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นโดยมีความจำเป็นแห่งยุคสมัย และความจำเป็นของยุคนี้คือการเตรียมพร้อมเด็กให้อยู่บนโลกใบเดิมที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เด็กและครอบครัวไทยวันนี้ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ประเทศไทยยิ่งต้องออกแบบนโยบายเด็กและครอบครัวอย่างรอบคอบและลึกซึ้ง มองตัวเลขให้ทะลุถึงหัวจิตหัวใจ มองปัญหาของเด็กหนึ่งคนให้เห็นปัจจัยที่อยู่รายล้อม ออกแบบนโยบายที่โอบอุ้มดูแล มิใช่ฉุดรั้งซ้ำเติม
เพราะนโยบายกระทบต่อชีวิตคนจริงๆ และผลกระทบนั้นไม่ได้อยู่แค่หลักเดือนหลักปี แต่อาจเป็นทั้งชีวิต
แม้ต้องยอมรับว่าโลกในวันข้างหน้าเป็นโลกที่ยากจะจินตนาการได้แจ่มชัด แต่การมีอยู่ของ ‘คิด for คิดส์’ ที่คิดใหม่ทำใหม่เรื่องกระบวนการนโยบายเด็กและครอบครัว โดยมี ‘เด็ก’ เป็นศูนย์กลาง มี ‘ความรู้’ เป็นฐานและธงนำ มุ่งตอบโจทย์ท้าทายแห่งอนาคต อย่างเป็นระบบ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยขยายพรมแดนความเข้าใจของสังคมไทยต่อนโยบายเด็กและครอบครัวที่ควรเป็น เพื่อให้เราเตรียมสังคมไทยที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ เพื่อคนรุ่นต่อไป
5 ปีที่แล้ว ‘คิด for คิดส์’ เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน เราจะเป็นฐานความรู้ของการออกแบบนโยบายเด็กและครอบครัวที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง
5 ปีผ่านมา เราสร้างความเปลี่ยนแปลงได้พอสมควร และมั่นใจว่าใน 5 ปีข้างหน้า จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าเดิม ด้วยองค์ความรู้ที่เข้มแข็งขึ้น ด้วยประสบการณ์ที่เพิ่มพูน ด้วยเครือข่ายที่ร่วมมือ
ปลายทางคือการออกแบบระบบนิเวศของสังคมไทยที่ทำให้เด็กเลือกอนาคตของตัวเองได้ ตามศักยภาพที่แต่ละคนควรไปถึง
เมื่อเด็กเลือกอนาคตที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้ พวกเขาจะกลับมาสร้างอนาคตที่ดีที่สุดให้ประเทศไทย
คิด for คิดส์ คิด for คิดส์ - ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว นโยบายครอบครัวไทย นโยบายสาธารณะด้านเด็กและครอบครัว เด็ก เยาวชน