5 ปี คิด for คิดส์ กับภารกิจออกแบบนโยบายเด็กและครอบครัวแห่งอนาคต

I.

โลกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ไม่เกินจริงที่จะกล่าวว่าโลกยุคนี้เปลี่ยนเร็ว-แรงกว่าที่เคย โดยเฉพาะในเรื่องที่กระทบต่อชีวิตของเด็กและเยาวชนไทย

ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างครอบครัวไทยที่หลากหลายเกินกว่านิยามเดิมของรัฐ เทคโนโลยีสุดล้ำที่เป็นทั้งตัวช่วยและอาจเป็นตัวบั่นทอนกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก และวิกฤตโลกรวนที่ไทยเป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องรับผลกระทบหนัก ซึ่งเด็กต้องอยู่กับผลกระทบนั้นยาวนานกว่าผู้ใหญ่ 

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังท้าทายโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของไทย นโยบายแบบเดิมที่เคยคิดว่า ‘เอาอยู่’ เริ่มถูกตั้งคำถามว่ายังตอบโจทย์ยุคสมัยหรือไม่ และหากไม่ทบทวนปรับเปลี่ยน เด็กและครอบครัวไทยส่วนใหญ่อาจจะ ‘อยู่ไม่ไหว’ ขณะเดียวกัน อนาคตก็คาดการณ์ยากขึ้น การออกแบบนโยบายเพื่อรับมือต่อความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ๆ สู่อนาคตของคนรุ่นถัดไป จึงต้องคิดใหม่ ทำใหม่ 

เพราะหลายโจทย์ใหญ่วันนี้ ทิ้งคำถามไว้มากกว่าให้คำตอบ 

เมื่อคำตอบยังไม่ชัด เราจึงเหมือนอยู่กลางคลื่นลมแห่งอนาคต แต่ไม่รู้ว่าควรแล่นเรือไปทางไหน ควรลงทุนกับอะไรเพื่อสร้างอนาคตแบบใด หากปล่อยไว้เช่นนี้ การดำเนินนโยบายด้านเด็กและครอบครัวของประเทศไทยก็อาจยิ่งไร้ทิศหลงทาง

นี่คือโจทย์สำคัญของการออกแบบนโยบายสาธารณะด้านเด็กและครอบครัว และเป็นที่มาของปฏิบัติการ ‘คิด for คิดส์’ (Kid for Kids) หรือ ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว เมื่อ 5 ปีที่แล้ว 

งานหลักของ ‘คิด for คิดส์’ คือการทำงานวิชาการเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้ ตั้งแต่การวิเคราะห์-ติดตาม-วิจัย-ออกแบบนโยบายสาธารณะ รวบรวมและจัดทำข้อมูลที่จำเป็นสำหรับกระบวนการนโยบาย รวมถึงงานสื่อสารความรู้ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และสร้างภาคีเครือข่ายที่จะนำผลงานความรู้หรือนโยบายเหล่านั้นไปขับเคลื่อนต่ออย่างมีทิศทางเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

สำหรับเรา นโยบายเด็กและครอบครัวที่ ‘ใช่’ หมายถึง นโยบายที่ตั้งคำถามถูกเรื่องและดำเนินนโยบายถูกทาง 

หลักคิดในการออกแบบนโยบายเรื่องเด็ก คือเด็กเป็นจุดตั้งต้น แต่จะไม่จบที่ตัวเด็ก เรามองเด็กในฐานะพลเมืองที่ชีวิต ความคิด พัฒนาการ ของเขาเชื่อมต่อกับสังคมไทยและสังคมโลก เด็กเป็นสาเหตุและเป็นผลลัพธ์ของระบบนิเวศที่เขาอาศัยอยู่ การจะเข้าใจเด็กหนึ่งคนจึงต้องมองให้เห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเขา

ดังนั้น โจทย์วิจัยที่สำคัญอยู่ที่สถาบันต่างๆ ในระบบนิเวศรอบตัวเด็ก ได้แก่ ครอบครัว ระบบนิเวศการเรียนรู้ (โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็ก แหล่งเรียนรู้ต่างๆ) รัฐ สื่อ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และชุมชน ซึ่งมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเด็กและเยาวชน เพื่อดูว่าสถาบันเหล่านี้ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กและเยาวชนอย่างไร แต่ละสถาบันต้องจัดวางและดำเนินบทบาทที่เหมาะสมอย่างไร ในการพัฒนาเด็กคนหนึ่งให้เติบโตได้เต็มศักยภาพและเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในโลกใหม่ 

การขับเคลื่อนนโยบายเรื่องเด็ก ไม่สามารถทำโดยใครหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ทั้งสังคมต้องทำงานร่วมกัน 

ตั้งแต่การก่อตั้งเมื่อปี 2021 คิด for คิดส์ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว (สำนัก 4) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศึกษาวิจัยในประเด็นนโยบายต่างๆ จนได้มาซึ่งชุดความรู้และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทสังคมไทย 

งานวิชาการจาก คิด for คิดส์ จึงเปรียบเสมือน ‘เข็มทิศ’ ทางวิชาการและทางนโยบาย ให้สำนัก 4 และภาคีเครือข่าย นำไปใช้วางยุทธศาสตร์และแผนการทำงานได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

นโยบายเด็กและครอบครัวคือนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ไม่ใช่เฉพาะในวันนี้ แต่ผลกระทบยืนยาวไปทั้งชีวิต ถ้าแก้ปัญหาให้เด็กได้ เราไม่ได้ช่วยเขาแค่วันนี้ แต่ช่วยเขาทั้งชีวิต

เมื่อเด็กเป็นผู้สร้างและกำหนดชะตาอนาคตของสังคม นโยบายเด็กและครอบครัวจึงเป็นนโยบายลงทุนสร้างอนาคตของสังคม เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างเต็มศักยภาพสูงสุดตามเส้นทางที่ได้เลือกเอง พาสังคมไทยฝ่าคลื่นแห่งอนาคตได้อย่างแข็งแรง

โลกสร้างเด็ก เด็กสร้างโลก

หากเราออกแบบโลกรอบตัวเด็กให้ดี เด็กก็จะออกแบบประเทศไทยและโลกที่ดีขึ้นเช่นกัน 

นี่คือเหตุผลที่ คิด for คิดส์ ดำรงอยู่

II.

ตั้งแต่ 2021-ปัจจุบัน ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว หรือ ‘คิด for คิดส์’ ผลิตผลงานวิชาการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นในเชิงเนื้อหาสาระ แต่มุ่งหมายให้ชุดความรู้จากผลงานเหล่านี้เป็น ‘ฐาน’ สนับสนุนทางวิชาการที่องค์กรขับเคลื่อนต่างๆ สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างสังคมไทยที่ดีกว่าเดิมสำหรับเด็กและเยาวชนไทย

ตลอด 5 ปี ผลงานของเราถูกใช้นำเสนอต่อสาธารณะหลายครั้งหลากประเด็น ถูกนำไปใช้จริงในการวางแผนการดำเนินงานภาครัฐ การนำไปปฏิบัติจริงในพื้นที่ และถูกใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติผ่านการอภิปรายและการทำงานในรัฐสภา แบ่งผลงานเป็น 5 ประเภทหลัก ดังนี้

1. งานวิจัยเชิงลึก 

เป็นงานที่มุ่งหาความรู้และคำตอบใหม่ในโจทย์ที่เด็ก เยาวชน และครอบครัวไทยกำลังเผชิญในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้นในอนาคต งานวิจัยแต่ละชิ้นใช้แว่นตาที่แตกต่างกัน ไม่ยึดติดกับศาสตร์หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่เลือก ‘เครื่องมือที่ใช่’ ให้เหมาะกับโจทย์แต่ละเรื่อง 

เครื่องมือเหล่านี้มีตั้งแต่การสัมภาษณ์เชิงลึกที่ฟังเสียงและเรื่องราวของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหา การสำรวจขนาดใหญ่ (Survey) และการวิเคราะห์ทางสถิติที่ช่วยฉายภาพรวมของประเด็น การวิเคราะห์กฎหมายและนโยบายที่ชำแหละคอขวดเชิงโครงสร้าง การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) ที่ไขความเชื่อมโยงของปัญหาที่ซับซ้อน ไปจนถึงการวิจัยเชิงปฏิบัติการด้วย ‘จินตนาการพลเมือง’ (Civic Imagination) ที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนร่วมออกแบบสังคมที่ตนใฝ่ฝัน 

งานเหล่านี้ขับเคลื่อนโดยคนทำงานที่เป็น ‘ตัวจริง’ จากหลากหลายศาสตร์ ทั้งผู้เชี่ยวชาญแนวหน้าของประเทศไทยและระดับสากล เพื่อสร้างผลงานที่มีองค์ความรู้ลึก รอบด้าน นำไปต่อยอดเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง

ที่ผ่านมาประเทศไทยมีข้อมูลเรื่องความเป็นอยู่ทางกายภาพของเยาวชน การสำรวจเด็กและเยาวชนอย่างเป็นทางการโดยสํานักงานสถิติแห่งชาติ ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2551 ซึ่งผ่านมานานมาก ขณะที่โลกและชีวิตของเยาวชนไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญ ข้อมูลที่เก็บมักไม่ได้ลงลึกถึงความรู้สึกนึกคิด ความฝัน และมุมมองของเยาวชนที่มีต่อสังคมที่เขาอาศัยอยู่ ผู้กำหนดนโยบายจึงขาดข้อมูลสำหรับทำความเข้าใจเยาวชนในมิติเหล่านี้ การสำรวจเยาวชน (Youth Survey) จึงเกิดขึ้นเพื่อเติมช่องว่างดังกล่าว

2. ผลสำรวจเยาวชน (Youth Survey)

ผลสำรวจเยาวชนมีเป้าหมายหลักเพื่อสำรวจชีวิต ความคิด คุณค่าและทัศนคติของเยาวชนไทยใน 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) ความเป็นอยู่พื้นฐาน (2) ความสัมพันธ์กับคนรอบตัว (3) การศึกษาและการทำงาน (4) ความสัมพันธ์กับสังคมวงกว้าง และ (5) ความเชื่อ วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ด้วยคำถามมากกว่า 120 ข้อ 

Youth Survey ทำมาแล้ว 2 ครั้ง โดยปี 2022 สำรวจประชากรทางออนไลน์จำนวน 19,237 คนทั่วประเทศ และต่อมา Youth Survey 2025 ทำการสำรวจแบบออนไลน์และลงพื้นที่จำนวน 12,139 คนทั่วประเทศ ทำให้สามารถวิเคราะห์ทั้งในภาพใหญ่และในระดับย่อยได้

ผลสำรวจเยาวชนถูกใช้และนำเสนอในงานหลายชิ้นของ ‘คิด for คิดส์’ อีกทั้งยังถูกอ้างอิงและนำเสนอต่อโดยผู้บริหารของ สสส. แวดวงนักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐอื่น ภาคประชาสังคม บริษัทเอกชน สื่อมวลชน นักเรียนนักศึกษา ตลอดจนพรรคการเมือง 

3. รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวประจำปี 

เป็นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัวของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ และนำเสนอแนวโน้มสำคัญของสถานการณ์เด็ก เยาวชน และครอบครัวไทยที่ทั้งสะท้อนความท้าทายในปัจจุบันและชี้ทิศทางนโยบายสาธารณะที่จำเป็นต่อไปในอนาคต 

รายงานสถานการณ์ประจำปีถูกเผยแพร่แล้วจำนวน 5 ฉบับ 

4. รายงานวิเคราะห์และติดตามนโยบายสาธารณะ (Policy Insights)

เป็นบทวิเคราะห์ขนาดกระชับที่มุ่งทำความเข้าใจ ติดตาม และประเมินนโยบายที่มีความสำคัญต่อชีวิตของเด็ก เยาวชน และครอบครัว ซึ่งสังคมกำลังให้ความสนใจหรือทีมงานอยากผลักดันให้สังคมให้ความสนใจ 

นำเสนอต่อสาธารณะอย่างมียุทธศาสตร์ มีสไตล์ และทันสมัย เพื่อให้รายงานมีส่วนในการกำหนดวาระและการถกเถียงสาธารณะ เช่น ประเด็นสวัสดิการการพัฒนาเด็กเล็ก สุขภาพใจ ความรุนแรงในครอบครัว

5. งานสื่อสารสาธารณะ 

เป็นการนำเสนอความรู้ ข้อมูล และงานวิจัยของ ‘คิด for คิดส์’ ในรูปแบบที่ย่อยให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้หลายช่องทาง ทั้งบทความ รายงานพิเศษ อินโฟกราฟิก บทสัมภาษณ์ อัลบั้มภาพ คลิปความรู้ พอดแคสต์ งานเสวนาสาธารณะ งานสัมมนาวิชาการ และรายการสนทนาออนไลน์ นอกจากนี้ยังมี ‘ซีรีส์เรื่องเด่น’ (Spotlight) ที่กองบรรณาธิการร่วมกันวางแผนตั้งแต่การจัดทำเนื้อหาไปจนถึงจังหวะการเผยแพร่ เพื่อให้ประเด็นสำคัญไปถึงผู้ชมได้กว้างที่สุด 

งานสื่อสารเหล่านี้เผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งเว็บไซต์และสื่อสังคมของ คิด for คิดส์ เอง รวมถึงช่องทางการสื่อสารทุกแพลตฟอร์มของเครือ 101 ได้แก่ ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101 Public Policy Think Tank: 101 PUB) และ สื่อความรู้สร้างสรรค์ The101.world โดยคณะทำงานของ ‘คิด for คิดส์’ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะบรรณาธิการ The101.world 

6. Youth Policy Lab 

เพราะ ‘เด็กสร้างโลก’ เราเชื่อว่าเด็กและเยาวชนมีความสามารถ จึงจัดกิจกรรมที่ชวนพวกเขามาร่วมออกแบบนโยบายเพื่อออกแบบสังคมที่เขาอยากอยู่ ให้เป็นนโยบายโดยเยาวชน ของเยาวชน เพื่อเยาวชน 

ในระดับพื้นที่ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปางในการพัฒนาระบบการขนส่งสาธารณะและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การร่วมกับกรุงเทพมหานครในการพัฒนาระบบปฐมพยาบาลใจในพื้นที่โรงเรียน 

ในระดับประเทศ มีกิจกรรมที่ชวนเยาวชนมาร่วมออกแบบรัฐธรรมนูญในฝัน เปิดพื้นที่ให้ได้สนทนาเรื่องรัฐธรรมนูญที่เชื่อมโยงกับความฝันและความต้องการของตนเอง

III.

ผลงานของ ‘คิด for คิดส์’ ตั้งแต่ปี 2021 – ปัจจุบัน รวมจำนวนไม่น้อยกว่า 208 ชิ้น จำแนกได้เป็นงานเชิงวิชาการ 4 ประเภทหลัก และงานสื่อสารความรู้อีกกลุ่มหนึ่ง รวมถึงการให้คำแนะนำปรึกษาด้านวิชาการและนโยบาย

(1) รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวประจำปี จำนวน 5 ฉบับ 

(2) ผลสำรวจเยาวชน (Youth Survey) จำนวน 2 รอบ คือปี 2022 และปี 2025 พร้อมฐานข้อมูลที่เปิดให้เป็นสาธารณะ (Open data)

(3) รายงานวิจัยเชิงลึก จำนวน 13 ชิ้น 

(4) รายงานวิเคราะห์และติดตามนโยบายสาธารณะ (Policy Insights) จำนวน 53 ชิ้น 

ประเด็นสวัสดิการการพัฒนาเด็กเล็ก

ประเด็นสุขภาพใจ

ประเด็นการเรียนรู้

ประเด็นความรุนแรงในครอบครัวและการคุ้มครองเด็ก

ประเด็นการมีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบาย

ประเด็นผู้สูงวัยและระบบการดูแล

ประเด็นความเสมอภาคทางเพศและสุขภาพทางเพศ

ประเด็นสารเสพติดและสุขภาพ

ประเด็นความพิการ

ประเด็นเศรษฐกิจ งาน และหนี้ครัวเรือน

ประเด็นการพัฒนาเมือง

ประเด็นคุณค่าและทัศนคติของเยาวชน

(5) การจัดการความรู้และสื่อสารสาธารณะในรูปแบบต่างๆ จำนวน 96 ชิ้น

เป็นการนำผลงานความรู้ของ ‘คิด for คิดส์’ รวมถึงเนื้อหาจากการพูดคุยกับคนทำงานในระบบนิเวศของการพัฒนาเด็ก มาเรียบเรียงและปรุงรสให้อ่านง่ายในรูปแบบต่างๆ เช่น บทความ รายงานพิเศษ อินโฟกราฟิก บทสัมภาษณ์ อัลบั้มภาพ คลิปความรู้ สื่อเสียงออนไลน์ (Podcast) งานเสวนาสาธารณะ และ/หรือ งานสัมมนาเชิงวิชาการ และ/หรือ รายการสนทนาออนไลน์ โดยในจำนวนนี้เป็นพอดแคสต์ 9 ตอน คลิปความรู้ 6 ชิ้น และงานเสวนา 15 ครั้ง

อีกรูปแบบคือ ‘ซีรีส์เรื่องเด่น’ (Spotlight) โดยระดมกองบรรณาธิการทั้งหมดมาร่วมกันออกแบบ จัดทำเนื้อหา และวางแผนการเผยแพร่อย่างมียุทธศาสตร์ การสื่อสารความรู้จะได้น้ำได้เนื้อ มีพลัง สามารถนำผลงานไปต่อยอดได้หลากหลาย เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์และสื่อโซเชียลมีเดียของเครือ 101 และ สสส.

ตัวอย่างผลงาน เช่น 

IV.

จากงานวิจัยสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

ผลงานของ คิด for คิดส์ ถูกเผยแพร่และใช้งานต่อโดยผู้กำหนดนโยบาย นำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องด้วยกัน เช่น 

ผลงานได้รับความเชื่อถือ-ถูกนำไปอ้างอิง

ผลงานของ คิด for คิดส์ มีความเข้มแข็งทางวิชาการที่ได้รับการยอมรับ รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัวประจำปีเป็นเอกสารอ้างอิงสำคัญในการจัดทำแผนการดำเนินงานประจำปีของสำนัก 4 สสส. ตลอดจนการวางแผนในการปฏิบัติงานในอนาคตของภาคีเครือข่าย 

ทั้งนี้ แนวโน้มสถานการณ์และข้อมูลสถิติด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัวในรายงานสถานการณ์ประจำปีได้ถูกนำไปอ้างอิงในเอกสารของหน่วยงานรัฐอย่างกว้างขวาง เช่น

อีกทั้งถูกใช้ในการนำเสนอประเด็นสำคัญหลายเรื่องต่อสาธารณะโดยสื่อมวลชน พรรคการเมือง รวมถึงสำหรับการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย

งานวิจัยและนักวิจัยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

แหล่งความรู้ของสังคม

‘คิด for คิดส์’ ยังเปิดฐานข้อมูลการสำรวจ Youth Survey ระดับย่อยทั้งหมดให้เป็นข้อมูลสาธารณะ (Open data) เพื่อเปิดกว้างให้แวดวงวิชาการและผู้กำหนดนโยบายนำข้อมูลไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ และใช้ประโยชน์ต่อไป โดยล่าสุดได้จัดทำหน้า Dashboard ที่เปิดให้ทุกคนสามารถสำรวจข้อมูลได้ด้วยตนเองเพื่อขยายประโยชน์ให้สังคมวงกว้างได้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ผลงานและฐานข้อมูลของ คิด for คิดส์ ถูกอ้างอิงถึงในสื่อหลัก นอกจากนี้ การเผยแพร่สู่สาธารณะยังเกิดขึ้นทางอ้อมผ่านการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์โดยหน่วยงานภาคประชาสังคม และยังถูกนำมาเรียบเรียงและปรุงรสให้อ่านง่าย และเข้าถึงผู้คนวงกว้างมากขึ้น ผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบทความ รายงานพิเศษ อินโฟกราฟิก บทสัมภาษณ์ อัลบั้มภาพ คลิปความรู้ สื่อเสียงออนไลน์ (Podcast) งานเสวนาสาธารณะ งานสัมมนาเชิงวิชาการ และ/หรือ รายการสนทนาออนไลน์ 

ผลงานสื่อคว้ารางวัล

หลายผลงานสื่อยังได้รับการยอมรับในแวดวงสื่อ สะท้อนผ่านรางวัล เช่น ในปี 2567 ทีม The101.world เคยทำงานจัดการความรู้และสื่อสารสาธารณะในรูปแบบ Spotlight ภายใต้ชื่อ ‘เด็กนอกสายตา’ ได้รับ ‘รางวัลยอดเยี่ยม’ ประเภทข่าวออนไลน์ส่งเสริมสังคมยอดเยี่ยม (Social Development News) จากการประกวดรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2567 (Digital News Excellence Awards 2024) โดยสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

V.

ทลาย ‘ความเปราะบางเชิงระบบ’

คิด for คิดส์ ในระยะต่อไป จะยังคงยึดการทำงานวิชาการเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้ ที่ตอบโจทย์ความท้าทายในโลกใหม่เป็น ‘แก่น’ หลัก

ทุกวันนี้เด็ก เยาวชน และครอบครัวไทยอยู่ท่ามกลางโลกที่ท้าทายและเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ผันผวน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน หรือโครงสร้างสังคมที่ไม่เหมือนเดิม แรงกดดันเหล่านี้ไม่ได้สะเทือนเพียงระดับประเทศหรือระดับโลก แต่กระทบถึงชีวิตประจำวันของครอบครัวโดยตรง และมักนำไปสู่ปัญหาสุขภาวะด้านใดด้านหนึ่ง 

ในอนาคต คิด for คิดส์ จึงต้องการออกแบบงานนโยบายด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่ช่วยทลาย ‘ความเปราะบางเชิงระบบ’ (Systemic Vulnerability) ซึ่งหมายถึงสภาพที่โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เศรษฐกิจ และกฎหมาย ขาดความยืดหยุ่นในการรองรับแรงกระแทก เมื่อเกิดปัญหาหนึ่ง ระบบจึงไม่อาจรองรับ แต่กลับทำให้ปัญหานั้นลุกลามไปกระทบด้านอื่นต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

ยกตัวอย่างเมื่อรายได้ของครอบครัวไม่พอเลี้ยงชีพ พ่อแม่ก็ต้องทำงานหนักขึ้นหรือทำหลายงาน จนเกิดปัญหาที่สอง คือไม่มีเวลาหรือกำลังมากพอในการดูแลลูก ปัญหาที่สองก็ลุกลามต่อเป็นปัญหาที่สาม เช่น เด็กขาดการเลี้ยงดูที่เหมาะสม พัฒนาการไม่สมวัย หรือหลุดจากระบบการศึกษา และเมื่อเด็กขาดโอกาสทางการศึกษา โอกาสในการหารายได้ในอนาคตก็ลดลง วงจรจึงวนกลับไปซ้ำเติมปัญหาแรกให้หนักขึ้นกลายเป็นการส่งต่อความยากจนจากรุ่นสู่รุ่น 

เด็ก เยาวชน และครอบครัวส่วนใหญ่ในประเทศไทย เผชิญปัญหาเหล่านี้ แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐและสังคมมักมองว่าเป็นปัญหาส่วนตัวของแต่ละคนหรือแต่ละบ้าน จึงจำกัดการแก้ปัญหาที่เฉพาะรายเฉพาะครอบครัว โดยไม่ได้แก้ที่ระบบหรือต้นตอ

ทั้งที่จริงแล้วต้นเหตุที่ทำให้วงจรนี้เกิดขึ้นและหมุนต่อไปได้ เป็นเพราะความไม่พร้อมและการขาดระบบรองรับในสังคม เมื่อไม่มีระบบใดคอยรับแรงกระแทก ปัญหาเพียงจุดเดียวจึงถูกขยายและกระทบต่อเนื่องไปยังมิติอื่นของชีวิต 

การจะตัดวงจรนี้ได้ ต้องอาศัยนโยบายสาธารณะที่ทำงานในระดับ ‘ระบบ’ โดยมีหลักสำคัญ 4 ข้อ 

(1) คิดล่วงหน้าและตอบโจทย์อนาคต เพื่อมองเห็นแนวโน้มและเตรียมรับมือก่อนจะเกิดปัญหา 

(2) รับข้อมูลจากหน้างานและเข้าใจปัญหาเชิงลึก เพื่อให้นโยบายสอดคล้องกับสิ่งที่คนในพื้นที่เผชิญอยู่จริง 

(3) บริหารจัดการได้จริง ให้นโยบายเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่จบบนหน้ากระดาษ

(4) สร้างพื้นที่ทำงานร่วมกันของสังคม ให้รัฐ เอกชน ชุมชน และภาคประชาสังคมร่วมกันสร้างระบบรองรับที่เข้มแข็ง เพื่อให้ปัญหาถูกตัดวรจรตั้งแต่ต้นทาง

หมุดหมายต่อไป ทำงานกว้างขึ้น ลึกขึ้น เข้มแข็งยิ่งขึ้น

การสื่อสารของเราจะผสานพลังระหว่าง 2 ทีมในเครือ ‘101’ เพื่อให้ทำงานอย่างครบวงจร กล่าวคือ 

‘คิด for คิดส์’ ยังตั้งเป้าหมายว่าจะทำงานความรู้ด้านนโยบายและเครือข่ายให้กว้างขึ้น ลึกขึ้น และเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อใช้เป็นฐานสนับสนุนทางวิชาการด้านนโยบายสาธารณะในการทำงานของสำนัก 4 สสส. และภาคีเครือข่าย รวมถึงองค์กรและประชาชนทั่วไปที่สนใจเรื่องนโยบายเด็กและครอบครัว 

หมุดหมายสำคัญในระยะถัดไป คือ การเป็นแหล่งอ้างอิงความรู้ด้านเด็ก เยาวชน ครอบครัว และการเรียนรู้ที่น่าเชื่อถือและถูกนำไปใช้จริงในกระบวนการนโยบาย อีกทั้งมีส่วนร่วมในการผลักดันและพัฒนานโยบายในกลไกสำคัญ เพิ่มโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงมากยิ่งขึ้น

ฐานคิดติดตามนโยบายสาธารณะแบบองค์รวม

ส่วนรายงานวิเคราะห์และติดตามนโยบายสาธารณะ จะตั้งอยู่บนฐานคิดการประเมินนโยบายสาธารณะด้านสุขภาวะแบบ ‘องค์รวม’ คือไม่มองนโยบายที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะเป็นเพียงมาตรการเชิงเทคนิคที่ลอยอยู่นอกโลก-เหนือสังคม แต่เป็นผลจากระบบนิเวศที่มีพลวัตเชื่อมโยงกัน 3 มิติ 

(1) มิติเชิงประเด็น (Issues) ที่สร้างข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาในแต่ละเรื่อง มุ่งวิเคราะห์และติดตามเครื่องมือนโยบายที่มีอยู่ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบนิเวศการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อดูว่ามาตรการเหล่านั้นทำงานได้ดีเพียงใดและควรปรับปรุงอย่างไร ตัวอย่างรายงานวิเคราะห์ เช่น

(2) มิติเชิงกระบวนการ (Processes) เพื่อยกระดับสมรรถนะของสถาบันรัฐและนโยบายในการขับเคลื่อน ดูว่ากลไกของรัฐพร้อมสนับสนุนนโยบายเชิงประเด็นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ระบบจัดการข้อมูล หรือการเปิดให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งจะช่วยให้มองเห็น ‘คอขวด’ ของการบริหารจัดการ ที่มักเป็นสาเหตุทำให้การนำนโยบายไปปฏิบัติไม่ประสบความสำเร็จ แม้นโยบายจะออกแบบมาเป็นอย่างดีก็ตาม ตัวอย่างรายงานวิเคราะห์ เช่น

(3) มิติเชิงรากคิด (Ideas) ดูว่าความคิดความเชื่อของสังคมส่งผลต่อนโยบายอย่างไร ทั้งคุณค่า ทัศนคติ รสนิยม และความคาดหวังต่อบทบาทของรัฐและครอบครัว การเข้าใจฐานคิดและอุดมการณ์ทางสังคมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะนอกจากเป็นตัวกำหนดว่าเรื่องใดจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ ยังเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าสาธารณชนจะต่อต้านหรือยอมรับนโยบาย ซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนในระยะยาว ตัวอย่างรายงานวิเคราะห์ เช่น

ตัวอย่างโจทย์วิจัยรายงานเชิงลึก

‘คิด for คิดส์’ จะทำงานใกล้ชิดกับสำนัก 4 สสส. และภาคีเครือข่ายในการกำหนดโจทย์และวิธีวิจัย พร้อมจัดเวทีรับฟังความเห็นและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำข้อมูลมาผลิตรายงานวิจัยเชิงลึกที่ตอบโจทย์สำคัญและสอดคล้องกับความท้าทายที่เด็กและครอบครัวไทยเผชิญ

ตัวอย่างของโจทย์วิจัย เช่น 

(1) ทุกข์ของเด็กและเยาวชนไทยสมัยนี้

ปัญหาสุขภาวะทั้ง 4 มิติของเด็กและเยาวชนไทยเปลี่ยนเร็วเกินกว่ารัฐและสังคมจะตามทัน เสียงสะท้อนและความเจ็บปวดของเด็กมักตกหล่น ไม่ถูกรับฟังหรือนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มาตรการช่วยเหลือจึงมักช้ากว่าสถานการณ์จริงและไม่ตรงจุด 

งานวิจัยนี้จึงนำข้อมูลของมูลนิธิสายเด็ก ซึ่งรับฟังปัญหาจากเด็กทั่วประเทศกว่าหมื่นครั้งต่อปี มาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อเปลี่ยนบันทึกการขอความช่วยเหลือรายวันให้เป็น ‘ระบบเตือนภัยล่วงหน้า’ สะท้อนภาพรวมและรากเหง้าของปัญหาได้อย่างเป็นระบบ 

(2) ข้อถกเถียงและการออกแบบนโยบายแบนการใช้เทคโนโลยีในเด็ก

หลายประเทศกำลังจำกัดหรือแบนเทคโนโลยีในเด็ก แต่หากนำมาตรการเหล่านี้มาใช้ในไทยโดยตรงอาจสร้างปัญหาใหม่ เพราะผู้ปกครองกลุ่มเปราะบางที่ขาดทักษะ ทรัพยากร และเวลา มักพึ่งพาเทคโนโลยีในการช่วยดูแลลูก โดยเฉพาะครอบครัวแหว่งกลางที่มีอยู่จำนวนมาก การแบนโดยไม่คิดให้รอบคอบจึงอาจไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ แต่กลับผลักภาระและเพิ่มต้นทุนการเลี้ยงดูให้ครอบครัวโดยไม่ตั้งใจ

งานวิจัยนี้จึงเปิดพื้นที่ถกเถียงและประเมินผลกระทบของนโยบายกำกับเทคโนโลยีให้สอดรับกับความเป็นจริงของสังคมไทย โดยมุ่งออกแบบมาตรการที่เหมาะสม ยืดหยุ่น และไม่แยกส่วน ควบคู่กับการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น เพิ่มพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้การก้าวสู่สุขภาวะดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกครอบครัว

(3) ปรับระบบยกระดับศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก  

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคือรากฐานสำคัญของพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะในประเทศที่เด็กกว่า 2 ใน 3 เติบโตในครัวเรือนรายได้น้อย แม้ไทยจะมีศูนย์ต้นแบบคุณภาพดีกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่การขยายผลกลับติดขัด ไม่สามารถยกระดับเป็นมาตรฐานทั่วไปได้ สาเหตุสำคัญคือข้อจำกัดทางกฎระเบียบและแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวในระบบราชการ 

งานวิจัยนี้จึงเสนอปรับโครงสร้างและแรงจูงใจใหม่ ได้แก่ ปลดล็อกข้อจำกัดในการบริหารของท้องถิ่น เปลี่ยนเกณฑ์ประเมินให้เน้นพัฒนาการเด็กมากกว่าเอกสาร ถ่ายโอนทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และสร้างวัฒนธรรมที่ชุมชนและทุกภาคส่วนร่วมรับผิดชอบการพัฒนาเด็กเล็กด้วยกัน

VI.

ประวัติศาสตร์บอกเราว่าทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นโดยมีความจำเป็นแห่งยุคสมัย และความจำเป็นของยุคนี้คือการเตรียมพร้อมเด็กให้อยู่บนโลกใบเดิมที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป 

เด็กและครอบครัวไทยวันนี้ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ประเทศไทยยิ่งต้องออกแบบนโยบายเด็กและครอบครัวอย่างรอบคอบและลึกซึ้ง มองตัวเลขให้ทะลุถึงหัวจิตหัวใจ มองปัญหาของเด็กหนึ่งคนให้เห็นปัจจัยที่อยู่รายล้อม ออกแบบนโยบายที่โอบอุ้มดูแล มิใช่ฉุดรั้งซ้ำเติม

เพราะนโยบายกระทบต่อชีวิตคนจริงๆ และผลกระทบนั้นไม่ได้อยู่แค่หลักเดือนหลักปี แต่อาจเป็นทั้งชีวิต

แม้ต้องยอมรับว่าโลกในวันข้างหน้าเป็นโลกที่ยากจะจินตนาการได้แจ่มชัด แต่การมีอยู่ของ ‘คิด for คิดส์’ ที่คิดใหม่ทำใหม่เรื่องกระบวนการนโยบายเด็กและครอบครัว โดยมี ‘เด็ก’ เป็นศูนย์กลาง มี ‘ความรู้’ เป็นฐานและธงนำ มุ่งตอบโจทย์ท้าทายแห่งอนาคต อย่างเป็นระบบ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยขยายพรมแดนความเข้าใจของสังคมไทยต่อนโยบายเด็กและครอบครัวที่ควรเป็น เพื่อให้เราเตรียมสังคมไทยที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ เพื่อคนรุ่นต่อไป 

5 ปีที่แล้ว ‘คิด for คิดส์’ เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน เราจะเป็นฐานความรู้ของการออกแบบนโยบายเด็กและครอบครัวที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง

5 ปีผ่านมา เราสร้างความเปลี่ยนแปลงได้พอสมควร และมั่นใจว่าใน 5 ปีข้างหน้า จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าเดิม ด้วยองค์ความรู้ที่เข้มแข็งขึ้น ด้วยประสบการณ์ที่เพิ่มพูน ด้วยเครือข่ายที่ร่วมมือ 

ปลายทางคือการออกแบบระบบนิเวศของสังคมไทยที่ทำให้เด็กเลือกอนาคตของตัวเองได้ ตามศักยภาพที่แต่ละคนควรไปถึง 

เมื่อเด็กเลือกอนาคตที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้ พวกเขาจะกลับมาสร้างอนาคตที่ดีที่สุดให้ประเทศไทย

คิด for คิดส์ คิด for คิดส์ - ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว นโยบายครอบครัวไทย นโยบายสาธารณะด้านเด็กและครอบครัว เด็ก เยาวชน