แบงก์ชาติ ยกระดับสกัดทุนเทา ต.ค.นี้ เข้ม ฝากเงินสดเกิน 5 ล้าน คุยก.ล.ต.ปิดช่องโยกเงิน USDT

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในเดือนตุลาคมนี้ ธปท.จะยกระดับมาตรการสกัดทุนเทาให้เข้มข้นขึ้น โดยจะขยายไปสู่กรณีการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องรายงานที่มา ว่ามาจากไหน รวมถึงการแลกเงิน โดยนำเงินสด เช่น แบงก์ 1,000 บาท มูลค่า 10 ล้านบาทมาแลกเป็นแบงก์ 100 บาท หรือแบงก์ 500 บาท ก็ต้องชี้แจงเหตุผลว่าทำไมต้องแลกแบบนั้น เป็นต้น
“เราให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ชัดเจนก็คือเรื่องเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนเทา หรือการทำอะไรที่ไม่พึงประสงค์ อย่างการคอร์รัปชั่นหรืออะไรก็แล้วแต่ เราไม่ประสงค์ให้สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กำกับของเราเป็นช่องทาง หรือเป็นส่วนที่เข้ามาส่งเสริมพวกนี้ จึงมีการออกมาตรการต่อเนื่องเรื่อยมา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ คงต้องใช้หลายมาตรการต่อเนื่อง”
โดยก่อนหน้านี้ ที่มีมาตรการให้ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ต้องรายงานกรณีมีการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ว่าทำไมจึงใช้วิธีการโอนแทนไม่ได้ หรือใช้เช็คไม่ได้ อย่างไรก็ดี หากลูกค้ามีความจำเป็นเชิงธุรกิจจริง ๆ ก็สามารถเบิกได้ แต่ส่วนมากทำไม่ได้กัน
“หลังจากบังคับใช้ไปเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2569 ก็ทำให้ธุรกรรมลดลงประมาณ 35% ที่เป็นมูลค่าที่เบิกเงินขนาดใหญ่ ซึ่งจากนี้ไปก็จะเข้มงวดในการทำให้ทุกธนาคารมีมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น ก็เชื่อว่า ยอดน่าจะลงอีกเยอะ”
นายวิทัยกล่าวอีกว่า ยังมีมาตรการอื่นที่ทำมาแล้ว อย่างเช่น ธุรกรรมซื้อขายทองคำ ที่ทำให้การเทรดทองคำออนไลน์ที่มีผลกระทบต่อค่าเงินบาท มีผลกระทบลดลงไป ซึ่งถือว่าที่ทำมาได้ผลดีมาก อย่างธุรกรรมที่ไม่ปกติในการทำธุรกรรมทองคำ เช่น การซื้อทองผ่านแอพพลิเคชั่นเป็นกิโลกรัม แล้วไปถอนเงินสดจากร้านทองในวันเดียวกันทันที เป็นต้น ปริมาณการเบิกทองคำลดลงจากเฉลี่ยเดือนละ 4,000 กิโลกรัม ลดลงเหลือ 700 กิโลกรัม
“ก็เป็นการปิดช่องทางธุรกรรมที่เรารู้สึกว่าผิดปกติ ซึ่งเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น การใช้แบงก์พาณิชย์เป็นช่องทางผ่านเงิน แต่ก็ต้องใช้เวลา โดยแบงก์ก็ร่วมมือดี ช่วยกันคิดช่วยกันทำ”
นายวิทัยกล่าวอีกว่า ส่วนการดูแลในส่วนที่เป็นเงินดิจิทัล ขณะนี้กำลังคุยกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ คือ การเข้าไปกำกับการซื้อขาย USDT หรือคริปโตเคอร์เรนซี ประเภท Stablecoin ที่ช่วงที่ผ่านมา มีปริมาณการซื้อขายสูงผิดปกติ โดยหากใช้ Data analytics เข้าไปจับ จะเห็นธุรกรรมที่พยายามหลีกเลี่ยงการเปิดเผย หรือการโอนเงินตามระบบปกติ อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี เรื่องนี้เป็นอำนาจโดยตรงของ ก.ล.ต. ซึ่งรายละเอียดคงต้องให้ทาง ก.ล.ต.เป็นผู้อธิบาย