"เขื่อนพระราม 6" ระบายน้ำเกินระดับวิกฤต เตือนท้ายเขื่อนน้ำสูงขึ้น
วันนี้ (29 ก.ย.2569) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า เขื่อนพระราม 6 ระบายน้ำ 647.25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) อยู่ในเกณฑ์ธงแดง หรือระดับวิกฤต ซึ่งกำหนดไว้เมื่อมีการระบายน้ำมากกว่า 550 ลบ.ม./วินาที หลังปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่แม่น้ำป่าสักเพิ่มขึ้น
การระบายน้ำในระดับดังกล่าว ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักท้ายเขื่อนพระราม 6 เพิ่มสูงขึ้น จึงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมแม่น้ำป่าสัก โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ใกล้เคียง ให้เฝ้าระวังระดับน้ำ ยกสิ่งของขึ้นที่สูง และหลีกเลี่ยงกิจกรรมบริเวณริมตลิ่ง
กรมชลฯ ประเมินว่าการระบายน้ำในช่วง 600-700 ลบ.ม./วินาที จะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 1.00-1.20 เมตร
นายวิทยา กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำในอ่าง 891.26 ล้าน ลบ.ม. หรือ 102.27% ของระดับเก็บกัก ขณะที่ยังมีน้ำไหลเข้าอ่างวันละ 52.95 ล้าน ลบ.ม. และคาดการณ์ในช่วง 7 วันข้างหน้า จะมีน้ำไหลเข้าอ่างต่อเนื่องรวมประมาณ 370 ล้าน ลบ.ม. จึงจำเป็นต้องทยอยเพิ่มการระบายน้ำตามแผน เพื่อควบคุมระดับและปริมาณน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
นายวิทยา กล่าวอีกว่า กรมชลฯ กำหนดเพิ่มการระบายน้ำ จากปัจจุบันวันละ 2.17 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 9.97 ล้าน ลบ.ม.ในวันที่ 30 ก.ย., วันละ 19.87 ล้าน ลบ.ม.ในวันที่ 1 ต.ค. และวันละ 34.56 ล้าน ลบ.ม.ในวันที่ 2 ต.ค. โดยคาดว่าจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 3.50-4.00 เมตร แต่ยังอยู่ในลำน้ำและไม่ล้นตลิ่ง
สำหรับน้ำที่ระบายจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะไหลลงมาตามแม่น้ำป่าสัก ผ่านเขื่อนพระราม 6 ก่อนลงไปสมทบแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา กรมชลฯ จึงจัดการจราจรน้ำในลุ่มน้ำป่าสัก ควบคู่กับลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยในช่วงที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทยอยเพิ่มการระบาย จะตรึงการระบายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 2,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดปริมาณน้ำจากทั้ง 2 ลุ่มน้ำที่จะไหลลงไปสมทบกันในพื้นที่ตอนล่าง
ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำท่ายังเพิ่มขึ้น โดยสถานี C.2 จ.นครสวรรค์ วันนี้ (29 ก.ย.) มีน้ำไหลผ่าน 2,038 ลบ.ม./วินาที เพิ่มจาก 1,904 ลบ.ม./วินาที เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ขณะที่ยังมีน้ำจากลำน้ำสาขาไหลเข้ามาสมทบประมาณ 660 ลบ.ม./วินาที
นอกจากนี้ กรมชลฯ ยังเพิ่มระดับการทดน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อหน่วงน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนไว้เหนือเขื่อนเป็นการชั่วคราว ลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง โดยจะควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนไม่ให้เกิน +18.00 เมตร เทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง ล่าสุดวันนี้อยู่ที่ +17.66 เมตร เทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง พร้อมปรับเพิ่มการแบ่งน้ำเข้าระบบชลประทาน ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาเต็มศักยภาพ ขณะที่การระบายท้ายเขื่อนยังอยู่ที่ 2,000 ลบ.ม./วินาที
อธิบดีกรมชล กล่าวอีกว่า การเพิ่มระดับทดน้ำหน้าเขื่อน ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาสูงขึ้น กรมชลฯ จึงแจ้งเตือน จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท ให้เฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ พร้อมติดตามปริมาณน้ำท่าอย่างใกล้ชิด
หากปริมาณน้ำจากตอนบนและลำน้ำสาขายังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องปรับการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจากปัจจุบัน 2,000 ลบ.ม./วินาที เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ ภายใต้กรอบ 2,000-2,500 ลบ.ม./วินาที ที่กรมชลฯ เสนอขออนุมัติจากกองอํานวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ไว้ เพื่อลดผลกระทบทั้งพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อน
อ่านข่าว :
รัฐบาลเตือน 3 จังหวัดริมน้ำแม่กลอง เฝ้าระวังระดับน้ำอาจสูงขึ้น 1 เมตร
กทม.คาด 2 วันถนนสายหลัก 90% น้ำแห้ง-สัญจรได้ปกติ