‘ตรีรัตน์’ ลั่นไม่ควรจบแค่แยกค่าไฟทางออกจากบิลปชช. ชี้ 66 เทศบาลต้องตั้งงบจ่ายเอง

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำกรรมาธิการพลังงาน (กมธ.หลังงาน) เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงกรณีที่ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบบ้านอยู่อาศัยหน่วยที่ 1-200 หน่วยแรก ปรับลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย ว่า เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่รัฐควรคิดให้ครบถ้วนมากกว่านี้ เพราะการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วย ไม่ได้แปลว่าเป็นคนจนเสมอไป โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แล้วอาศัยในหอพัก อพาร์ตเมนต์ หรือบ้านเช่า ซึ่งภาครัฐควรเข้ามากำกับดูแลร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อให้มั่นใจว่าประโยชน์จากมาตรการของภาครัฐจะสามารถเข้าถึงคนรายได้น้อยจริงๆ โดยไม่ถูกหอพักหรือผู้ให้เช่าบวกส่วนต่างค่าไฟเพิ่ม
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐควรพิจารณากลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่อยู่รวมกันหลายคนในบ้านหรือเช่าหอพัก เพราะบางครอบครัวเลือกอยู่ร่วมกันเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่หากใช้ไฟเกิน 200 หน่วยก็อาจไม่ได้รับสิทธิจากมาตรการ จึงควรมีทางเลือกให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงอัตราค่าไฟพิเศษ โดยอาจพิจารณาจากรายได้ อาทิ ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 18,000 บาท หรือเชื่อมโยงกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและฐานข้อมูลภาษี ขณะเดียวกันโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดในปัจจุบันนั้นแบ่งย่อยจนเกินไป รัฐควรพิจารณาให้ 1-400 หน่วยเป็นเรตเดียวกัน แล้วค่อยปรับอีกอัตราสำหรับผู้ใช้เกิน 400 หน่วย
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า สำหรับกรณี กพช. ไฟเขียวแยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชนนั้น เป็นเรื่องที่ดี เป็นสิ่งที่สามารถลดค่าไฟได้จริง แต่สิ่งสำคัญคือรัฐต้องตอบให้ชัดว่าใครจะมาจ่ายตรงนี้แทนประชาชน เพราะหากแยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชนแล้ว แต่ถ้าให้การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้จ่ายแทน หรือปล่อยให้คนที่ใช้ไฟมากกว่า 400 หน่วยเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่าย ก็แก้ปัญหาคนที่ต้องจ่ายแทนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชนแล้ว หน่วยงานที่ใช้ไฟต้องเป็นผู้ตั้งงบประมาณมาจ่ายเอง ซึ่งเทศบาลได้รับงบประมาณจากรัฐอยู่แล้วก็ควรเป็นผู้จ่ายเงินค่าไฟของตัวเอง นอกจากนี้ ควรมี KPI เปรียบเทียบว่าเทศบาลไหนใช้ไฟเปลืองหรือใช้น้อย เพื่อสร้างการตระหนักรู้ (Awareness) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการใช้ไฟอย่างประหยัดมากขึ้น
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ สมัยก่อนมีไฟสาธารณะเทียม ซึ่งก็ไปลงอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนเหมือนกัน มีอยู่ 66 เทศบาลได้รับสิทธินี้ อาทิ สำนักงานเทศบาล โรงพยาบาลเทศบาล สถานีดับเพลิง โรงเรียนเทศบาล และหน่วยงานอื่นๆ ไม่ควรถูกตีเนียนรวมเป็นค่าไฟสาธารณะ ควรกลับไปให้หน่วยงานเจ้าของตั้งงบประมาณจ่ายเองและตรวจสอบย้อนหลัง และต้องกำหนดผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นประชาชนก็ยังเป็นผู้แบกรับภาระเหมือนเดิม
“เรื่องนี้ไม่ควรจบแค่การแยกบิล ไม่ใช่แค่บอกว่าแยกไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟแล้วจบ นั้นไม่ถูกต้อง แต่ควรมีการตรวจสอบย้อนหลังว่า 66 เทศบาลดำเนินการอย่างไรอย่ามาตีเนียน ที่ผ่านมา คุณตีเนียนเป็นไฟสาธารณะ ให้ประชาชนจ่ายให้คุณ” นายตรีรัตน์ กล่าว