เปิดแผลตลาดคริปโตไทย ก.ค. 69 เม่าแตกกระเจิง เงินหด บัญชีร้าง สวนทางหุ้น-ทองพุ่งกระฉูด
- หน้าหลัก
- หุ้น
- Cryptocurrency
เปิดแผลตลาดคริปโตไทย ก.ค. 69 เม่าแตกกระเจิง เงินหด บัญชีร้าง สวนทางหุ้น-ทองพุ่งกระฉูด
เผยแพร่: 14 ส.ค. 2569 22:17 ปรับปรุง: 14 ส.ค. 2569 22:17 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ก.ล.ต. เปิดตัวเลขเดือนกรกฎาคม 2569 ชี้ชัดวิกฤตศรัทธาสินทรัพย์ดิจิทัลไทยลุกลามหนัก บัญชี Active หายวับกว่า 20% ในเดือนเดียว วอลุ่มเทรดลดฮวบ แต่ผู้ประกอบการยังแห่ขอใบอนุญาตแน่นเมือง ขณะที่ผลตอบแทนรายปีของ "หุ้นไทย-ทองคำ" ทิ้งห่าง Bitcoin และ Ethereum แบบไม่เห็นฝุ่น สะท้อนภาพนักลงทุนแห่หนีสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่ของปลอดภัยอย่างเต็มตัว
ตัวเลขตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโลกในเดือนกรกฎาคม 2569 อาจดูสวยหรูด้วย Market Cap รวมที่พุ่งแตะ 2.31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.14% แต่เบื้องหลังตัวเลขสีเขียวนั้นกลับตรงข้าม เมื่อวอลุ่มการซื้อขายทั่วโลกร่วงลงถึง 24.90% เหลือเพียง 125.61 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน สะท้อนว่าเม็ดเงินใหม่กำลังเมินสินทรัพย์เสี่ยงอย่างชัดเจน และสถานการณ์ในประเทศไทยยิ่งสวนทางตลาดโลกอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า แม้มูลค่าทรัพย์สินลูกค้าในตลาดไทยจะขยับขึ้น 3.68% จากเดือนก่อน มาอยู่ที่ 61,733 ล้านบาท แต่ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นตามราคาสินทรัพย์โลกเท่านั้น ไม่ได้สะท้อนแรงซื้อใหม่แต่อย่างใด เพราะเมื่อดูจำนวนบัญชีที่ยังเคลื่อนไหว (Active) กลับเหลือเพียง 121,000 บัญชี ลดลงถึง 21.82% ภายในเดือนเดียว ส่วนมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันดิ่งลงเหลือ 1,378 ล้านบาท หดตัวถึง 27.13% เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า
หากย้อนดูสถิติสามปีย้อนหลังยิ่งเห็นภาพความถดถอยชัดเจน มูลค่าทรัพย์สินลูกค้าลดลงจาก 91,278 ล้านบาทในปี 2567 เหลือ 79,563 ล้านบาทในปี 2568 และร่วงเหลือ 61,733 ล้านบาทในเดือนกรกฎาคม 2569 หรือหายไปเกือบ 32% ในเวลาเพียงสองปี ขณะที่จำนวนบัญชี Active ลดจาก 265,000 บัญชีในปี 2567 เหลือเพียง 121,000 บัญชี หรือหายไปกว่า 54% สวนทางกับจำนวนบัญชีผู้ลงทุนทั้งหมดที่กลับเพิ่มขึ้นจาก 2.43 ล้านบัญชี เป็น 3.13 ล้านบัญชี ตอกย้ำว่าคนเปิดบัญชีทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่ใช้งานจริงมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ โครงสร้างวอลุ่มการซื้อขายบนกระดานไทยกระจุกตัวอยู่ที่เหรียญ Stablecoin เป็นหลัก โดย Tether (USDT) มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ย 914 ล้านบาทต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนราว 66% ของวอลุ่มทั้งหมด ทิ้งห่าง Bitcoin ที่อยู่อันดับสองด้วยมูลค่า 220 ล้านบาท (16%) และ Ethereum ที่ 54 ล้านบาท (4%) ตามมาด้วย XRP และเหรียญอื่นๆ ที่มีสัดส่วนต่ำกว่า 2% ทั้งสิ้น ตัวเลขนี้ชี้ว่าตลาดไทยกำลังทำหน้าที่เป็นเพียง "สะพานขนเงิน" เข้าออกระบบมากกว่าจะเป็นกระดานเก็งกำไรเหรียญเทคโนโลยีอย่างที่เคยเป็น
ในมุมผลตอบแทน ความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์ดั้งเดิมกับคริปโตยิ่งเห็นภาพชัดเจนแบบสุดขั้ว ดัชนี SET Index ให้ผลตอบแทนรายปีสูงถึง 34.00% ตามมาด้วยทองคำที่ 22.99% และ MSCI World ที่ 18.94% ขณะที่ Bitcoin กลับติดลบถึง 50.18% และ Ethereum ติดลบ 46.01% ในรอบปีเดียวกัน สะท้อนว่าเงินทุนทั่วโลกกำลังไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยและตลาดหุ้น มากกว่าจะเสี่ยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผันผวนรุนแรง
ขณะที่โครงสร้างผู้เล่นในตลาดไทยเองก็สะท้อนความเปราะบาง โดยนักลงทุนบุคคลธรรมดาในประเทศครองสัดส่วนการซื้อขายสูงถึง 60% ขณะที่สถาบันต่างชาติมีสัดส่วนเพียง 10% ชี้ว่าตลาดยังขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบันมืออาชีพ แม้จะมีเหรียญให้เลือกเทรดมากถึง 698 เหรียญ แต่สภาพคล่องจริงกลับกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่รายชื่อเท่านั้น
สิ่งที่ย้อนแย้งที่สุดคือ ในขณะที่ตลาดหดตัวและนักลงทุนถอยหนี จำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจาก ก.ล.ต. กลับไม่ลดลงตาม ปัจจุบันไทยมีศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) ถึง 7 ราย อาทิ Bitkub, Gulf Binance, Orbix Trade, TDX, Upbit, Waanx และ Z.com พร้อมด้วยนายหน้า (Broker) อีก 14 ราย เช่น Bitazza, Coins TH, Kulap และ XSpring รวมถึงผู้ค้า ผู้จัดการเงินทุน ที่ปรึกษา และผู้ให้บริการรับฝากอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อผู้เล่นจริงในตลาดเหลือเพียงแสนกว่าบัญชี แต่ผู้ให้บริการมีเกือบ 30 ราย การแข่งขันแย่งชิงลูกค้าที่เหลืออยู่จึงมีแนวโน้มดุเดือดขึ้น และอาจนำไปสู่การควบรวมกิจการหรือปิดตัวลงของผู้ประกอบการบางรายในระยะถัดไป
ภาพรวมของตัวเลขทั้งหมดชี้ตรงกันว่า ตลาดคริปโตไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ ความคลั่งไคล้ในสินทรัพย์ดิจิทัลที่เคยพุ่งสูงในช่วงก่อนหน้านี้ได้ผ่านจุดพีคไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงปรับฐานที่ยืดเยื้อ ขณะที่นักลงทุนไทยจำนวนมากเลือกพักเงินไว้ในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างหุ้นและทองคำ หรือถือ Stablecoin รอจังหวะ มากกว่าจะเข้าเสี่ยงกับสินทรัพย์ที่ผันผวนรุนแรงเช่นในอดีต ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจึงต้องเผชิญโจทย์หนักในการรักษาฐานลูกค้าท่ามกลางสภาพคล่องที่หดตัวลงต่อเนื่อง