กรมศุลฯ เผยผลจัดเก็บรายได้ปีงบ 69 ทะลุ 6 แสนลบ. สูงกว่าปีก่อน 5.7 หมื่นลบ. : อินโฟเควสท์

กรมศุลกากร เปิดผลงานปีงบ 69 จัดเก็บรายได้ทะลุ 6 แสนลบ. สูงกว่าปีก่อน 5.7 หมื่นลบ. พร้อมยกระดับบทบาทจากหน่วยจัดเก็บภาษีสู่กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “NEXT DRIVE CUSTOMS”
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้ขานรับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการสร้างโอกาส และนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยมุ่งเน้นการเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลกและสร้างพันธมิตรการค้า ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ
ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าว ได้นำมาสู่การขับเคลื่อนแนวคิด “NEXT DRIVE CUSTOMS” เพื่อยกระดับขององค์กรครั้งใหญ่ ที่มุ่งปรับภาพลักษณ์และเปลี่ยนบทบาทของกรมศุลกากรให้ทันสมัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชน
โดยการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ นับเป็นการต่อยอดภารกิจเดิมจากการเป็นเพียงหน่วยจัดเก็บภาษี สู่การเป็น “กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” ผ่าน 3 บทบาทสำคัญ ได้แก่
1. REVENUE COLLECTOR (ผู้จัดเก็บรายได้รัฐ) สร้างกลไกการจัดเก็บรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม:
ด้านจัดเก็บรายได้ REVENUE COLLECTOR ช่วงปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 68-21 ก.ย. 69 การค้าระหว่างประเทศของไทยมีมูลค่ากว่า 24 ล้านล้านบาท โดยกรมศุลกากรสามารถจัดเก็บรายได้รวม 631,411 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 57,024 ล้านบาท หรือ 9.9% เป็นรายได้ศุลกากร 112,528 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1,358 ล้านบาท หรือ 1.2% และจัดเก็บรายได้แทนหน่วยงานอื่น รวม 518,883 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 55,666 ล้านบาท หรือ 12% โดยจัดเก็บแทนกรมสรรพากร 411,131 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 56,428 ล้านบาท และกระทรวงมหาดไทย 51,324 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวจะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ต่อไป
นอกจากนี้ กรมศุลกากรได้ดำเนินมาตรการจัดเก็บภาษีอากรสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งสามารถจัดเก็บรายได้กว่า 8,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเป็นธรรม และช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อยภายในประเทศได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น
2. SOCIAL PROTECTOR (ผู้ปกป้องสังคม) คุ้มครองความปลอดภัย สังคม และความมั่นคงของประเทศ:
สำหรับบทบาทด้านการปกป้องสังคม หรือ SOCIAL PROTECTOR กรมศุลกากร ได้บังคับใช้กฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยสามารถจับกุมและตรวจยึดสินค้าผิดกฎหมาย รวมทั้งตรวจพบการกระทำความผิดกรณีหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร รวม 58,705 คดี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 4,750 ล้านบาท
โดยมีผลงานสำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติดประเภทต่าง ๆ อาทิ ไอซ์ เฮโรอีน ยาบ้า เคตามีน และโคเคน รวม 282 คดี ปริมาณกว่า 1,221.14 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 1,488 ล้านบาท ตลอดจนการตรวจยึดบุหรี่ผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวม 3,519 คดี จำนวนกว่า 94 ล้านชิ้น มูลค่ารวมกว่า 530 ล้านบาท
นอกจากนี้ กรมศุลกากร ได้เพิ่มบทลงโทษกรณีลักลอบส่งออกกัญชาและการนำเข้า-ส่งออกสินค้าปลอมแปลงถิ่นกำเนิด เพื่อยับยั้งและป้องปรามการกระทำความผิด ตลอดจนรักษาภาพลักษณ์ของประเทศและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภารกิจของกรมศุลกากรมิได้จำกัดอยู่เพียงการจัดเก็บรายได้ หากยังมีบทบาทสำคัญในฐานะด่านหน้าในการปกป้องประชาชน สังคม และความมั่นคงของประเทศอีกด้วย
3. TRADE ENABLER (ผู้ส่งเสริมการค้า) ใช้มาตรการทางศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ:
สำหรับบทบาทด้านการส่งเสริมการค้า หรือ TRADE ENABLER กรมศุลกากรได้นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองสินค้า ลดการเปิดตรวจในกรณีที่มีความเสี่ยงต่ำ และมุ่งใช้ทรัพยากรในการตรวจสอบสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างตรงเป้าหมาย
ขณะเดียวกัน กรมศุลกากร ได้ร่วมขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจของประเทศผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยดำเนินโครงการสำคัญหลายด้าน อาทิ การปรับปรุงระบบ Thailand National Single Window เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว ควบคู่กับการพัฒนาระบบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Delivery Order: e-D/O) และโครงการ Customs e-Invoicing Plus เพื่อลดขั้นตอนและภาระของผู้ประกอบการ ตลอดจนวางรากฐานระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลของประเทศ
นอกจากนี้ กรมศุลกากร ยังได้พัฒนาระบบถ่ายลำสินค้าทางเรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินพิธีการ พร้อมปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรือที่ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางแม่น้ำที่บรรจุของขาออก (เรือเฉพาะเขต) ให้สามารถแวะรับตู้คอนเทนเนอร์เพื่อส่งออกทางท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า รวมถึงการยกระดับการให้บริการระบบ Tariff e-Service รูปแบบใหม่และบริการอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการศุลกากรได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส อันเป็นการลดต้นทุนทางการค้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
กรมศุลกากร เดินหน้าพัฒนาสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเตรียมนำระบบ AI-Driven Risk Management มาใช้สนับสนุนการคัดกรองและตรวจสอบสินค้าให้มีความแม่นยำและตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการใช้ดุลพินิจ ลดความจำเป็นในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ และลดความเสี่ยงต่อการทุจริตและการเรียกรับผลประโยชน์ อันจะนำไปสู่การยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและรองรับรูปแบบการค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน กรมศุลกากร ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับธรรมาภิบาลขององค์กร เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571 โดยได้ปรับปรุงระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัล เพื่อยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูง พร้อมเดินหน้าผลักดันการยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของพนักงานศุลกากรทุกระดับ
ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ลดความเสี่ยงจากผลประโยชน์ทับซ้อน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาระบบศุลกากรไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และพร้อมรองรับการค้าโลกในอนาคต
กรมศุลกากร มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานและให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ อาทิ
– การสนับสนุนข้อมูลในการจัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ให้สามารถสะท้อนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างถูกต้องและครอบคลุมยิ่งขึ้น
– การทบทวนและปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเพื่อปิดช่องว่าง และเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในระยะยาว
– การปลดล๊อค ICD ลาดกระบังให้เป็นท่าส่งออกแบบเต็มรูปแบบ
– การสนับสนุนมาตรการศุลกากรสำหรับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
– การปรับปรุงหลักเกณฑ์และบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับสินค้าผิดกฎหมาย ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน ปราบปราม และยับยั้งการกระทำความผิดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน