ส่องบิ๊กโปรเจกต์ 7.2 พันล้าน 'อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด' ปลุกความมั่นคงน้ำ EEC แต่ชนข้อกังวลสิ่งแวดล้อม

เปิดรายละเอียด ครม. ไฟเขียวเมกะโปรเจกต์ 7.2 พันล้าน ‘อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด’ ความจุ 99.5 ล้าน ลบ.ม. รับประโยชน์ 87,700 ไร่ ปักฐานความมั่นคงน้ำหนุน EEC ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากจากภาคประชาสังคม มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชี้ EHIA ข้อมูลคลาดเคลื่อน หวั่นสูญเสียผืนป่าอนุรักษ์เขาสิบห้าชั้น

ภายหลังจกที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน เดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 7,200 ล้านบาท พร้อมวางแผนดำเนินงานระยะยาว 7 ปี (ปีงบประมาณ 2570–2576) เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำของประเทศให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

ทว่าภายใต้หมุดหมายการเสริมความมั่นคงทางพลังงานและทรัพยากรน้ำของภาครัฐ โครงการนี้ยังคงเผชิญกระแสคัดค้านและข้อกังวลอย่างหนักจากภาคประชาชนและองค์กรอนุรักษ์ นำโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เกี่ยวกับผลกระทบต่อผืนป่า ความโปร่งใสของรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) รวมถึงข้อมูลที่ระบุว่าเป็นข้อเท็จจริงในพื้นที่

เปิดที่มา-วัตถุประสงค์โครงการ เมกะโปรเจกต์น้ำ 7,200 ล้านบาท

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออก ( อ่านข่าวเกี่ยวข้องก่อนหน้านี้ได้ที่ https://www.prachachat.net/hilight-prachachat/news-962511 )

สำหรับข้อดีสำคัญที่รัฐบาลชูเป็นหัวใจหลักในการผลักดันโครงการ ได้แก่

ข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม-แรงต้านจากภาคอนุรักษ์

แม้รัฐบาลจะวางเป้าหมายให้โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเป็นกลไกสร้างความมั่นคงทางน้ำ แต่ในมุมมองของภาคประชาสังคมและมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดและข้อกังวลเชิงสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ

1. การสูญเสียผืนป่าและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบางส่วนทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ซึ่งเป็นผืนป่าธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์และเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลากชนิด รวมถึงช้างป่า การกักเก็บน้ำจะส่งผลให้ผืนป่าและแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าต้องจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ และอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศรวมถึงความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในพื้นที่

2. ข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและข้อมูลคลาดเคลื่อนใน EHIA

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรระบุว่า รายงาน EHIA ของโครงการดังกล่าวมีข้อมูลที่ยังคลาดเคลื่อนจากสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ป่า ทั้งเรื่องการประเมินความคุ้มค่าของพื้นที่ป่าไม้ การตัดฟันไม้ และการสำรวจประชากรสิ่งมีชีวิตเชิงนิเวศวิทยา ซึ่งถูกมองว่ายังไม่ได้สะท้อนมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงของการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ

3. การยื่นฟ้องเพิกถอนมติเห็นชอบ EHIA

ที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและภาคีเครือข่ายได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนรายงาน EHIA โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด โดยให้เหตุผลถึงกระบวนการจัดทำรายงานที่ไม่ครอบคลุมข้อมูลผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน และขาดการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ย้อนรอยเหตุการณ์สำคัญ ‘แถลงการณ์และหนังสือคัดค้านโครงการ’

ตลอดช่วงเวลาการขับเคลื่อนโครงการที่ผ่านมา ภาคประชาชนและมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้เคลื่อนไหวแสดงจุดยืนผ่านกระบวนการทางกฎหมายและกิจกรรมภาคสังคมอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

มูลนิธิสืบฯ เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง

ล่าสุด ความเคลื่อนไหวจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุว่า

5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน เดินหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี กรอบวงเงิน 7,200 ล้านบาท แผนงาน 7 ปี (ปีงบประมาณ 2570–2576) พร้อมอนุมัติในหลักการให้กรมชลประทานร่วมกับ พอช. ดำเนินโครงการบ้านมั่นคงชนบท และจ่ายค่าชดเชยแก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ

ตัวเลขที่รัฐบาลนำเสนอล้วนอยู่ในฝั่ง “ได้ผลประโยชน์” — เขื่อนหัวงานที่ตำบลขุนซ่อง อำเภอแก่งหางแมว ความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ชลประทานรับประโยชน์ 87,700 ไร่ รองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำตอนล่าง อัตราผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C) 2.20 และผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) ร้อยละ 13.18

แต่ในเอกสารข่าวของรัฐบาลจาก www.thaigov.go.th กลับไม่มีบรรทัดใดเลยที่พูดถึงสิ่งที่ต้องแลกไป นั่นคือผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น ถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหลากชนิด ที่จะจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ ตัวเลข 87,700 ไร่ที่ “ได้ประโยชน์” ถูกพูดถึงซ้ำ แต่จำนวนไร่ของป่าที่ “เสียไป” ไม่ถูกเอ่ยถึงแม้แต่ครั้งเดียว

ที่ต้องจับตาคือ มติ ครม. วันนี้ยังไม่ใช่ไฟเขียวให้เริ่มการก่อสร้างได้ทันที เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อ 29 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพิ่งเห็นชอบ “ในหลักการ” โดยกำหนดเงื่อนไขว่า ก่อนขอใช้หรือเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ กรมชลประทานต้องทบทวนรายละเอียดและปรับลดขนาดพื้นที่ให้เหมาะสมตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเสียก่อน การเพิกถอนพื้นที่อุทยานฯ จึงยังต้องผ่านบอร์ดอุทยานแห่งชาติอีกด่านหนึ่ง

ด้านกระบวนการทางกฎหมาย มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ยื่นฟ้องเพิกถอนรายงาน EHIA ของโครงการต่อศาลปกครองเมื่อ 5 มิถุนายน 2569 โดยชี้ว่ารายงานมีข้อมูลคลาดเคลื่อนจากสภาพจริงในพื้นที่ป่า อย่างไรก็ตาม เมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่าโครงการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้ความเห็นชอบการขอใช้ประโยชน์ที่ดินและยังไม่ผ่านขั้นตอน ครม. — กล่าวคือยังไม่มีคำสั่งทางปกครองที่จะฟ้องได้ ซึ่งขณะนี้มูลนิธิสืบฯ เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป

น่าสนใจว่าคำสั่งไม่รับฟ้องเมื่อ 15 กรกฎาคม อ้างว่าโครงการ “ยังไม่ผ่าน ครม.” แต่เพียงสองสัปดาห์ถัดมา ครม. ก็มีมติอนุมัติแล้ว