สธ.ดีล 8 ยักษ์บริษัทผลิตยา ดึงทุนโลก-ดันเศรษฐกิจสุขภาพ
“พัฒนา” รมว.สาธารณสุข เปิดเจรจา 8 บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตยา อุปกรณ์การแพทย์ระดับโลก ชง MOU ลงทุนในไทยเคลื่อนยุทธศาสตร์ลงทุนใหม่ Medical Investment Hub-พัฒนานวัตกรรมการแพทย์ บริการสุขภาพมูลค่าสูง รับโจทย์ “อนุทิน-รมว.คลัง” ชงวาระเข้า กรอ. หวังหนุนเศรษฐกิจดัน GDP 0.5% เตรียมจัด2 เวทีดึงนักลงทุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลกชุมนุมที่ภูเก็ตปลายปีนี้ จัดงบฯใหม่ ตอบโจทย์ 30 บาทรักษาทุกที่
คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประกาศขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เสา ประกอบด้วย 1. Future Investment Hub ศูนย์กลางการลงทุนแห่งอนาคต 2. Trade and Service Engine ยกระดับภาคการค้าและบริการผ่านการส่งเสริม การท่องเที่ยวคุณภาพ การพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub การสร้างความมั่นคง ทางอาหาร (Food Security) 3. Human Capital Engine พัฒนาทุนมนุษย์ และ 4. Government Effectiveness Engine ยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐผ่านการพัฒนา รัฐบาลผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงในอีก 12 ปีข้างหน้า
ดัน สธ.สร้างรายได้เข้าประเทศ
ในการประชุมครั้งถัดไป นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งเป็นกรรมการในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ 1 ใน 4 เสาดังกล่าว เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการขับเคลื่อนนโยบายใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ หรือ Medical Economy ให้สอดคล้องกับเสาหลักการพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub พร้อมทั้งใช้องคาพยพของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ ปรับการบริหารกระทรวงสาธารณสุขเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

รมว.สาธารณสุขกล่าวว่า กระทรวงสถาปนามาร่วม 100 ปี ดูแลสุขภาพของประชาชนตลอดระยะเวลานาน ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา การลงทุนในด้านสาธารณสุข บุคลากร อุปกรณ์ เรื่องของสถานที่ต่าง ๆ ทำเกือบเต็มศักยภาพแล้ว ปัจจุบันประเทศมีข้อจำกัดในเรื่องของการจัดงบประมาณ ดังนั้น ในการบริหารกระทรวงสาธารณสุขต่อจากนี้ควรจะนำสิ่งที่ได้ลงทุนไว้กับระบบสาธารณสุขของประเทศไทยออกมาสร้างรายได้
ที่ผ่านมามีการระบุถึง Medical Tourism รวมถึง Medical Wellness แต่ 2 คำนี้อยู่ในส่วนของภาคบริการเสียส่วนใหญ่ ซึ่งประเทศไทยทำได้มากกว่านั้น เพราะมีศักยภาพด้าน Manufacturing (ด้านการผลิต), Clinical Trial (การทดลองทางคลินิก), Clinical Research (การวิจัยทางคลินิก) โดยจะใช้ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มีข้อมูลด้านสุขภาพของคนไทยจำนวนมาก มาใช้ขับเคลื่อนในเชิงเศรษฐกิจ เพื่อเป็นฐานที่จะนำไปสู่การดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงดึงงบฯ การวิจัย
“โดยจะดูจากฐานข้อมูลว่าประเทศไทยควรจะโฟกัสเรื่องของโรคอะไร เช่น โรคมะเร็ง ผลิตภัณฑ์ยา หรือแม้กระทั่งว่ามีคนพิการ มีคนป่วยติดเตียง ที่ต้องการอวัยวะเทียม มีฐานข้อมูลเอามาใช้ จะทำให้การลงทุนในประเทศ หรือการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไม่เกิดความสะเปะสะปะ โฟกัสได้ว่าควรจะลงทุนในเรื่องอะไร และเซตเป้าหมายให้ชัดเจน” นายพัฒนากล่าว
รับโจทย์ รมว.คลัง ดันเศรษฐกิจสุขภาพ
นายพัฒนากล่าวว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการภายใต้ กรอ.ชุดใหญ่ ได้เห็นความสำคัญของ Medical Economy จึงให้นำเรื่องของ Medical Economy เข้าไปสู่กระบวนการ และมีการตั้งคณะทำงานอีกหนึ่งคณะ
โดยคณะทำงานนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อพิจารณาว่าเอกชนสนใจจะลงทุนอะไร ภาครัฐมีฐานข้อมูลของผู้ป่วยอย่างไร แล้วนำมาหารือกัน จากนั้นจะนำไปสู่การกำหนดว่าเราควรจะลงทุนเรื่อง Medical Economy เรื่องอะไร และมีเป้าหมายที่ต้องการในระยะ 5 ปี 10 ปี เป็นหมุดหมายที่จะทำให้การลงทุนได้ใช้เม็ดเงินอย่างถูกฝาถูกตัว และไม่กระจัดกระจาย จะเกิดเป็นพลังสร้างเศรษฐกิจขึ้นมา

โดยเป้าหมายสำคัญ คือการปั้น Medical Investment Hub เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 0.5% ของ GDP และผลักดันประเทศไทยให้ติดอันดับ Top 20 ของโลก เพื่อสนับสนุนสมรรถนะทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยการดำเนินงานหลักจะถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ International Health Agency ทำหน้าที่เป็น Service Hub แบบ One-Stop Agency พร้อมกับยกระดับโรงพยาบาลรัฐให้เป็น Flagship Premium Hospital ผ่าน Public Premium Medical Center และมีการใช้ National Health Marketplace ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางสำหรับเชื่อมโยงบริการสุขภาพ
2.ศูนย์กลางวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ หรือ R&D Hub ประกอบด้วย One-Stop Clinical Trial Gateway เป็นจุดเดียวจบสำหรับการวิจัยทางคลินิก มีระบบ Fast-track Approval เพื่อเร่งรัดการอนุมัติผลิตภัณฑ์และงานวิจัย รวมถึง Data & Research Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลและวิจัยมาตรฐานสากล
และ 3.ศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสุขภาพ หรือ Product & Health Manufacturing Hub ที่ยึดแนวทางการวิจัย การผลิตในประเทศ เพื่อส่งขายไปยังต่างประเทศ ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ตั้งแต่อุตสาหกรรมยา ชีววัตถุ วัคซีน เครื่องมือแพทย์ การวินิจฉัย Digital Health เอไอ หุ่นยนต์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
ทั้งนี้ ความสำเร็จทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ผ่านเครื่องมือสนับสนุน 5 ด้าน ประกอบด้วยนโยบายสนับสนุนและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน กำลังซื้อจากภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อสร้างอุปสงค์ด้านนวัตกรรมและเศรษฐกิจสากล ภายใต้แผนงานระดับชาติบูรณาการทุกภาคส่วนสู่เป้าหมายเดียวกัน การสร้างระบบนิเวศในธุรกิจ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมสุขภาพ และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อดึงดูดการลงทุนในระยะยาว
ร่วมดัน GDP ปีละ 0.5%
รมว.สาธารณสุขประเมินว่า แผนการลงทุนใหม่ด้านสาธารณสุขจะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศใน 2-3 ปีข้างหน้า เป็นส่วนหนึ่งของ GDP ปีละ 0.5% อยู่ในวิสัยที่กระทรวงสาธารณสุขสามารถทำได้ ทั้งจากกระบวนการวิจัย การทดลองยา ซึ่งมีหลายระดับ ตัวอย่างการวิจัยยาชนิดหนึ่งใช้เงินในกระบวนการหลายพันล้านบาท หากมีการวิจัยหลายรายการก็จะเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

“ฐานข้อมูลของไทยแทบจะไม่มีอุตสาหกรรมการแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยอุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ ฉะนั้นถ้าสามารถโฟกัสสิ่งเหล่านี้ได้การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบ การจูงใจให้เกิดการใช้สินค้าในประเทศ ก็จะเกิดขึ้น และจะเห็นเม็ดเงินตัวเลขที่อธิบายได้ว่าการลงทุนเหล่านี้จะสร้างเม็ดเงินหรือส่งต่อไปเป็น GDP Growth ให้ประเทศไทย โดยหวังว่าในปีแรกจะสร้างเม็ดเงินได้”
พลิกไทยเป็นผู้ผลิตแทนผู้ซื้อ
นายพัฒนามั่นใจว่าโอกาสในการที่จะสร้างเศรษฐกิจสุขภาพให้เกิดขึ้น เหตุผลประเทศไทยต้องเดินไปในทางนี้ เพราะ 1.ไทยเป็นผู้ซื้อแทบจะทั้งประเทศ โดยในระยะหลังเกิดความเสี่ยงเพิ่ม อาทิ สงคราม ที่ทำให้เกิดปัญหาด้านการขนส่ง กระบวนการผลิตยา เวชภัณฑ์ต่าง ๆ ปัจจุบันกลายเป็นความไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นควรจะมีการผลิตได้ในประเทศ
2.ระหว่างที่ไทยเป็นผู้ซื้อมาตลอดหลายสิบปี มีแรงกดดันในเรื่องของต้นทุน ในเรื่องของ Supply การผลิตต่าง ๆ เพิ่มเติมมากขึ้น เป็นอีกแรงจูงใจหนึ่งที่ไทยควรจะต้องมีการผลิตในประเทศ และ 3. จำนวนประชากรในประเทศ และประชากรโลก อยู่ในภาวะอายุเพิ่มมากขึ้น การเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นจึงเป็นแรงกดดันอีกแรงหนึ่งที่เข้ามาทำให้ประเทศไทยควรจะมีเศรษฐกิจสุขภาพขึ้นมาได้แล้ว ไม่เป็นเพียงแต่ผู้ซื้ออย่างเดียว
รมว.สาธารณสุขยังเปิดเผยว่า ได้มีการประชุมหารือกับบริษัทยา บริษัทอุปกรณ์ทางการแพทย์ บริษัทผลิตวัคซีนต่าง ๆ เพื่อดึงมาลงทุนในประเทศไทย โดยสิ่งที่ได้บอกกับบริษัทเหล่านั้นคือ ไทยไม่ต้องการให้เป็นแค่ “ผู้ซื้อกับผู้ขาย” แต่อยากให้เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ หรือ “Strategic Partner” ถ้าสามารถเจรจากันได้ก็น่าจะเกิดผลทางเศรษฐกิจขึ้นมาได้
โดย 8 บริษัทที่มีการหารือไปแล้ว ประกอบด้วย บริษัท GSK (GlaxoSmithKline), บริษัท Novartis, บริษัท MSD, บริษัท Pfizer, บริษัท AstraZeneca, บริษัท Sanofi, บริษัท Takeda, บริษัท Dengue และยังมีอีกหลายบริษัทที่มีความสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Clinical Trial (การทดลองทางคลินิก) การวิจัย การผลิต หรือแม้กระทั่งอยากจะใช้ไทยเป็นฐานในการ Balance การส่งออก หรือว่าเป็นศูนย์กระจายผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้ หลังการเจรจามีความคืบหน้าจะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างตัวแทนบริษัทต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยงานและฝ่ายรัฐบาลไทย เพื่อนำไปสู่การตั้งฐานการผลิตและศูนย์กระจายสินค้าในประเทศไทย
ส่วนจำเป็นต้องมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายพัฒนากล่าวว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็เป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งแน่นอน แต่สิ่งที่เอกชนเหล่านี้อยากจะได้อาจจะไม่เหมือนกันกับมาตรฐานที่ BOI ให้แก่เอกชนอื่น เพราะฉะนั้นการดำเนินงานผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนฯ (กรอ.) หลังจากนี้ก็จะมีผลให้เกิดการขับเคลื่อนและเกิดการลงทุนได้

เจ้าภาพ 2 อีเวนต์ Wellness โลก
อีกด้านหนึ่ง ในการขับเคลื่อนไทยให้เป็น Wellness Hub รมว.สาธารณสุขกล่าวว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 69 ไทยจะเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit ซึ่งเป็น Forum ที่ผู้ชำนาญการทั่วโลกเรื่อง Wellness เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เปรียบเทียบเหมือนเป็นการประชุม World Economic Forum (WEF) หรือ Davos ของ Wellness ซึ่งจะมีเข้ามาร่วมหลายพันคน งานนี้จะทำให้เห็นภาพการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ มาตรฐานระดับโลกของไทย และเชื่อมโยงกับธุรกิจการแพทย์ อุตสาหกรรมยา และ Longevity การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพที่ดี ยืนยาว วาระเหล่านี้ก็จะเป็นการสัมมนากันในเวทีดังกล่าว
สำหรับงานนี้เป็นความร่วมมือของกรมการแพทย์แผนไทย กับภาคเอกชน ที่ไปเสนอชิงการเป็นเจ้าภาพ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในประเทศไทย
“นอกจากนี้ เพิ่งได้รับข่าวดีจากทางองค์การอนามัยโลก (WHO ) ว่าจะให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพของการจัดงาน Traditional Medicine จะจัดประมาณเดือนพฤศจิกายน 2570 ก็ถือว่าเป็นงานใหญ่มาก ๆ” นายพัฒนากล่าว
จัดงบฯ 30 บาทรับความเสี่ยงใหม่
รมว.สาธารณสุขกล่าวว่า นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ได้เดินทางมาไกลแล้ว ระบบหลักประกันสุขภาพทำได้ดีมาตลอด 20 กว่าปี ไม่ได้ปฏิเสธความสำเร็จเหล่านั้น แต่วันนี้เราขึ้นมาถึงยอดต้นไม้แล้วโจทย์ต่อไปคือจะทำอย่างไรให้เราสามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างยั่งยืน ต้องอยู่บนยอดต้นไม้ให้ได้นานที่สุด และยังต้องทำให้ต้นไม้นี้เติบโตให้ได้ จินตนาการเหมือนกับเราปีนขึ้นมาบนยอดต้นไม้ แล้วเราถือบัวรดน้ำอยู่บนต้นไม้ ทำอย่างไรให้รดลงไปแล้วมันลงไปที่ราก แล้วก็เราสูงขึ้นโดยอยู่บนยอดต้นไม้ เชื่อว่าวิธีที่จะรดน้ำลงไปให้ได้ถึงรากแล้วต้นไม้โต จะใช้เทคโนโลยี หรือจะใช้การจัดสรรงบประมาณที่ลงไปให้มันได้ตรงจุดให้ได้มากที่สุด ก็เป็นกระบวนการวิธีคิดก็แล้วกัน แต่ไม่คิดตัดต้นไม้แน่นอน
โจทย์สำคัญในการดูแลสุขภาพของคนทั้งประเทศ ภายใต้โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีงบประมาณประจำปี 2569 วงเงิน 265,295.58 ล้านบาท มีคำถามว่า ระบบอาจจะล่มสลาย เพราะงบประมาณกระจายไปอยู่ในหลายส่วนที่อาจมีการใช้ผิดประเภท
นายพัฒนากล่าวว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่ประมาณปี 2545 ตลอดระยะเวลา 24 ปี ได้มีสิทธิประโยชน์ที่ดีเหมาะสมตามช่วงเวลา ขณะนี้เราเผชิญปัญหาความจำกัดของงบประมาณ และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เช่น ความเสี่ยงด้านสงคราม การกีดกันทางการค้า สังคมสูงวัย คนเป็นโรคเร็วขึ้น มีโรคระบาดแบบใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอ เพราะฉะนั้นการที่เราพิจารณาการใช้งบประมาณแบบเดิมคงจะไม่สอดคล้องกับการดูแลผู้ป่วย
ปัจจุบันโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีความสามารถเพียงพอ และมีต้นทุนที่ถูกกว่า หรือครอบคลุมดีกว่า เพราะฉะนั้นการจัดวางงบประมาณเหล่านี้ก็ควรจะต้องถูกปรับเข้ามาอยู่ที่แกนกลาง เพราะต้องยอมรับกันว่าโรงพยาบาลไม่ว่าจะสังกัดกระทรวงสาธารณสุข หรือสังกัดกระทรวงอื่น หรือโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ เป็นแกนกลางในการดูแลสุขภาพของประชาชนเช่นกัน
“สิ่งที่ผมทำก็คือพยายามที่จะจัดสรรงบประมาณในส่วนตรงนี้ให้แกนกลางมีความแข็งแรง เมื่อแกนกลางมีความแข็งแรงการที่เราจะขยับขยายออกไปต่อสู้กับโรคด้วยกรรมวิธีอื่น ซึ่งอาจจะเป็นทางเลือก นั่นคือสิ่งที่กำลังพยายามจะทำ” รมว.สาธารณสุขกล่าว
