รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 26): คณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 เป็นรอยัลลิสต์ จริงหรือ ? : พลอากาศตรี มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์
ไชยันต์ ไชยพร
หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 (11 พฤศจิกายน 2490 – 21 กุมภาพันธ์ 2491) มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานอภิรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ถ้าพิจารณาตามมมาตรา 74 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ที่กำหนดไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอย่างน้อยสิบห้าคน อย่างมากยี่สิบห้าคน ในการตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานคณะอภิรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ รัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ” ก็อาจเข้าใจไปว่า คณะรัฐมนตรีคณะนี้แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ยังไม่ทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษก) แต่ในความเป็นจริง คณะรัฐประหาร ดังนั้น คณะรัฐประหารจึงเป็นผู้มีอิทธิพลในทางพฤตินัยต่อการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมทั้งตัวนายควง อภัยวงศ์นายกรัฐมนตรีด้วย
คณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 ประกอบด้วย
1.หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
2. พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
3. นายประจวบ บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
4. พลเรือตรี เล็ก สุมิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
5. พลโท หลวงชาตินักรบ (ศุข นักรบ) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
6. พันเอก น้อม เกตุนุติ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
7. นายควง อภัยวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ
8. พลอากาศตรี มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
9. หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
10. หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
11. พลโทชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฃ
12. พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ (สิทธิ์ จุณณานนท์) เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
13. หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
14. นายเลื่อน ศราภัยวาณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
15. นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
16. นายชม จารุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
17. หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรี
18. นายเลื่อน พงษ์โสภณ เป็นรัฐมนตรี
19. นาวาเอก พระยาวิชิตชลธี (ทองดี สุวรรณพฤกษ์) เป็นรัฐมนตรี
20. นายศรีเสนา สมบัติศิริ เป็นรัฐมนตรี
21. หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) เป็นรัฐมนตรี
ประกาศเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายและวุฒิสภาได้อภิปรายนโยบายของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 – 28 และ 29 พฤศจิกายน 2490 จึงได้ให้ความไว้วางใจ
ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงประวัติของรัฐมนตรีแต่ละท่าน ได้กล่าวถึง หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์และพระยาศรีวิสารวาจา คุณประจวบ บุนนาค พลเรือตรีเล็ก สุมิตร พลโทชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ และล่าสุดคือพันเอก น้อม เกตุนุติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและพบว่า การที่พันเอกน้อม เกตุนุติ ตัดสินใจเข้าร่วมในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ได้แก่
หนึ่ง ตำแหน่งทางราชการทหารในกองทัพบกของท่านก่อนที่จะตัดสินใจเข้าทำงานทางการเมืองโดยเข้าเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 14 ที่มีนายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี น่าจะไม่สามารถเจริญก้าวหน้าไปกว่านี้
สอง เมื่อเป็นรัฐมนตรีในคณะที่ 14 ก็เป็นได้เพียงระยะเวลาเพียงเดือนกว่าๆ (2 กุมภาพันธ์ 2489 – 24 มีนาคม 2489) ก็ต้องมีอันต้องสิ้นสุดลง เพราะเกมการเมืองจากฝ่ายปรีดี พนมยงค์ ดังจะเห็นได้ว่าในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 15-18 ซึ่งมีปรีดีหรือพวกปรีดีเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านมิได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อาจจะเป็นเพราะท่านไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเมืองของฝ่ายปรีดี
สี่ ท่านเข้าร่วมทำรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490
ห้า ท่านเคยทำงานร่วมกันนายควง อภัยวงศ์ในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 14 มาก่อน
หก ครอบครัวของท่านสนิทกับครอบครัวของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผ่านการสมรสของบุตรสาวและบุตรชายของทั้งสองฝ่าย สรุปได้ว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับฝ่ายปรีดี และเป็นทหารฝ่ายจอมพล ป. พิบูลสงคราม และเคยทำงานร่วมกันกับนายควง อภัยวงศ์ แต่ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าเป็นรอยัลลิสต์แต่อย่างใด
ต่อไปคือ พลอากาศตรี มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
พลอากาศตรี มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2436 อายุมากกว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม 4 ปี ท่านเกิดที่บางพลัด ธนบุรี เป็นบุตรของนายสมบูรณ์และนางแส มหาสันทนะ ท่านจบจากโรงเรียนสวนกุหลาบเมื่อ พ.ศ. 2454 และได้รับทุนเล่าเรียนหลวงของกระทรวงกลาโหมไปเรียนต่างประเทศ สอบไล่ได้ปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ในวิชาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกลจากมหาวืทยาลัยวิคตอเรียน เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2459 ท่านเป็นวิศวกรรุ่นแรกที่สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญามาจากต่างประเทศ ก่อนหน้านั้น ไม่มีผู้ใดได้รับการศึกษาในทางนี้มาอย่างจริงจังจากมหาวิทยาลัย
ท่านเริ่มครองยศร้อยตรีในเดือนเมษายน พ.ศ. 2462 เป็นายทหารนอกกองสังกัดกรมแสงสรรพาวุธ ในขณะที่ยังศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาเข้ารับราชการเป็นผู้ช่วยอำนวยการโรงงานกรมอากาศยานทหารบกต่อมาเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2466 ได้เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการกองโรงงานอากาศยาน และเป็นผู้รั้งตำแหน่งแม่กองโรงงานอากาศยานอีกตำแหน่งหนึ่ง ต่อมาเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2472 เป็นหัวหน้ากองเทคนิค กรมอากาศยาน และยศร้อยเอกในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2469 จากนั้นท่านได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2469 ที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นพระญาณวราภรณ์เป็นพระอุปัชฌาและลาอุปสมบทเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469 สอบไล่ได้นักธรรมตรี ครองยศพันเอก เมษายน พ.ศ. 2474
หลังลาสิกขาบทกลับเข้ารับราชการ ท่านได้เป็นผู้ช่วยเจ้ากรมอากาศยาน ฝ่ายเทคนิค ซึ่งขณะนั้นได้เกิดกบฏบวรเดชขึ้น พลอากาศเอกหะริน หงสกุลได้เขียนถึงผลกระทบจากกบฏบวรเดชต่อกรมอากาศยานไว้ว่า “ความยุ่งยากในครั้งนั้นทำให้กรมอากาศยานสั่นคลอนไปทั้งกรม เพราะกองบ้นที่นครราชสีมาก็ดี ที่ตั้งกรมอากาศยานที่ดอนเมืองก็ดี ถูกยึดจากฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ผู้ที่ไม่ร่วมด้วยก็ดูเหมือนร่วม เพราะภาวะจำยอมบ้าง เพราะสภาพแวดล้อมบ้าง เมื่อเสร็จกรณีพิพาท นายทหารในกรมอากาศยานเกือบจะเรียกได้ว่าหมดทั้งกรม ถูกส่งฟ้องศาลพิเศษบ้าง ถูกปลดออกจากราชการบ้าง ถูกสอบสวนบ้าง และแม้ไม่พบความผิดอันใดก็ถูกเพ็งเล็งจับตามอง วาระนั้นเองที่ทรัพยากรบุคคลที่สร้างมาด้วยความยากลำบากเกือบสูญสลายไป บุรพการีของกองทัพอากาศอีก 2 ท่านคือ พระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ และพระยาทะยาพิฆาตก็ต้องออกจากราชการไปด้วย
นายทหารนักบินที่อาวุโสที่เหลืออยู่ในขณะนั้นคือ พันตรี หลวงเทวฤทธิ์พันลึก ซึ่งก็ยังไม่ถึงระดับที่จะตั้งเป็นเจ้ากรมอากาศยานได้ จะเอา ‘คนนอก’ เข้ามาปกครองก็ไม่แน่ใจว่าจะรับอยู่และจะโดน ‘ลองของ’ หรือไม่ ‘ลูกหม้อ’ ในกรมอากาศยานที่อาวุโสสูงสุดมีความรู้ความสามารถ และได้รับการยกย่องเคารพนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา และผู้ร่วมงานทั้งหลาย มีอยู่ท่านเดียวคือ ผู้ช่วยเจ้ากรมอากาศยานฝ่ายเทคนิค แต่ท่านก็ไม่ใช่นักบิน และไม่นายทหารฝ่าย ‘พลรบ’
สมัยนั้น กองทัพไทยยังมีการแบ่งแยก ‘วรรณะ’ กันอยู่ระหว่าง ‘พลรบ’ กับ ‘ผู้ช่วยพลรบ’ แม้เมื่อเปลี่ยนการปกครองแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบทหารบก (ตอนนั้น กรมอากาศยานเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ขึ้นกับกองท้พบก แต่ยังคงแต่งกายเหมือนทหารบกและใช้ยศทหารบก) นายทหารพลรบจะใช้ตราหน้าหมวก ‘สละชีพเพื่อชาติ’ อันใหญ่ และมีดาวสีทองเป็นเครื่องหมายยศ ส่วนนายทหาร ‘ผู้ช่วยพลรบ’ จะใช้อุณณาโลมเล็กแบบเก่า และเครื่องหมายยศเป็นจักรเล็กๆสีเงิน การแบ่งชั้นวรรณะนี้ เป็นที่น้อยอกน้อยใจกันในวงการทหารมาก แม้เมื่อกรมอากาศยานพัฒนามาเป็นกองทัพอากาศ และเปลี่ยนเครื่องแบบเป็นสีเทาแล้ว การแบ่งวรรณะนี้ก็ยังไม่หมดไป นายทหาร ‘พลรบ’ มีดาวทองเหนือขีดที่อินทรธนุ (อย่างทุกวันนี้) แต่นายทหาร ‘ผู้ช่วยพลรบ’ มีแต่ขีดเปล่าๆไม่มีดาว
อย่างไรก็ตาม กรมอากาศยานจำเป็นจะต้องมี ‘เจ้ากรม’ และจำเป็นจะต้องปฏิรูปเป็นการใหญ่เพื่อเรียกขวัญของทหารกลับคืนมา และบูรณะหน่วยกำลังทางอากาศที่เกือบจะสลายไปให้กลับฟื้นคืนสภาพโดยเร็ว
กระทรวงกลาโหม และรัฐบาลไทยได้ตกลงใจครั้งสำคัญและเป็นการตกลงใจที่ถูกตองอย่างยิ่ง แต่เป็น การ ‘แหวกแนว’ ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การทหารของไทย คือเอานาย ‘ผู้ช่วยพลรบ’ ขึ้นมาเป็น ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยกำลัง คำสั่งเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2476 จึงแต่งตั้งให้ พันเอก พระเวช ยันตรังสฤษฏ์ ผู้ช่วยเจ้ากรมอากาศยานฝ่ายเหนือ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้ากรมอากาศยาน และอีกเดือนเศษต่อมา คือเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2476 ท่านได้รับตำแหน่งเจ้ากรมอากาศยานโดยสมบูรณ์ เมื่ออายุเพียง 40 ปี….”
(โปรดติดตามตอนต่อไป)