สหรัฐฯ ปราบปรามกลโกงสวมสิทธิ์ จับตา 8 อุตสาหกรรมไทย เสี่ยงถูกตรวจสอบส่งออกกว่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์
รศ.ดร.อัทธ์ ชี้ไทยอยู่ Tier 2 ในรายงาน “The Great Transshipment Scam” แนะเร่งสร้างระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า หวั่นผู้ประกอบการสุจริตถูกเหมารวม ประเมินมูลค่าส่งออกที่อาจอยู่ภายใต้ความเสี่ยง 1.72–3.45 แสนล้านบาท
16 ส.ค.2569 — รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยบทวิเคราะห์เรื่อง “การปราบปรามกลโกงสวมสิทธิ์ของสหรัฐฯ: ผลกระทบการส่งออกและอุตสาหกรรมไทย ภายใต้รายงาน The Great Transshipment Scam” ระบุว่า การยกระดับการตรวจสอบการสวมสิทธิ์สินค้าและการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ จะทำให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีน ต้องเตรียมพร้อมรับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าและกระบวนการผลิตเข้มข้นขึ้น
รายงาน “The Great Transshipment Scam: Rise, Scope, and Costs” ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 โดย Office of Trade and Manufacturing Policy (OTMP) ของสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการใช้ประเทศที่สามเป็นช่องทางนำเข้าสินค้าหรือชิ้นส่วนจากจีนเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหรือมาตรการทางการค้า โดยพฤติกรรมที่ถูกจับตาครอบคลุมตั้งแต่การเปลี่ยนฉลากหรือเอกสาร การส่งผ่านสินค้าโดยไม่มีการผลิตจริง การแปรรูปเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงการใช้ฐานการผลิตของจีนในประเทศที่สาม
สำหรับประเทศไทย รายงานจัดให้อยู่ใน Tier 2 ร่วมกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับจีนในด้านวัตถุดิบ ฐานการผลิต โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การอยู่ใน Tier 2 เป็นเพียงการจัดกลุ่มเพื่อประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่ข้อสรุปว่าประเทศไทยหรือผู้ส่งออกไทยมีพฤติกรรมสวมสิทธิ์
รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวว่า รายงานดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสินค้าจากไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มโดยอัตโนมัติ แต่มีแนวโน้มถูกใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดกรองความเสี่ยงของ สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ผู้ส่งออกจึงควรเตรียมเอกสารเกี่ยวกับประเทศกำเนิดสินค้า ผู้ผลิต โรงงาน กระบวนการผลิต แหล่งวัตถุดิบและชิ้นส่วน ตลอดจนเส้นทางการขนส่งให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ทั้งนี้ ความเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างไทยกับจีนเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา โดยปี 2559 ไทยส่งออกไปจีน 23,568 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 41,044 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ปี 2568 การส่งออกเพิ่มเป็น 39,381 ล้านดอลลาร์ และการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 108,557 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มจาก 17,476 ล้านดอลลาร์ เป็น 69,176 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 295.8% และมีการขาดดุลสะสมช่วงปี 2559–2568 ประมาณ 286,879 ล้านดอลลาร์ หรือ 9.61 ล้านล้านบาท
ข้อมูลการนำเข้าช่วงปี 2016–2025 ยังพบว่า สินค้า 10 กลุ่มที่นำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้นมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วัตถุดิบ และชิ้นส่วน โดยมีสัดส่วนเพิ่มจาก 69.08% ของการนำเข้าจากจีนทั้งหมดในปี 2559 เป็น 76.86% ในปี 2568 สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมไทยเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีนมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้าไทยเป็นสินค้าสวมสิทธิ์
8 อุตสาหกรรมเสี่ยงถูกตรวจสอบ
จากการเปรียบเทียบการนำเข้าจากจีนกับการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ พบ 8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ควรจับตา ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้า, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, เหล็กและเหล็กกล้า, ผลิตภัณฑ์ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า, พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก, ยานยนต์และส่วนประกอบ, ทองแดงและผลิตภัณฑ์ทองแดง และเครื่องมือวัด เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์เกี่ยวกับสายตา
ในปี 2568 สินค้า 8 กลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ รวมประมาณ 52.23 พันล้านดอลลาร์ หรือ 72.33% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด โดยบางกลุ่มมีความสัมพันธ์ทางสถิติระหว่างการนำเข้าจากจีนกับการส่งออกไปสหรัฐฯ ในระดับสูง เช่น พลาสติก 0.98 เครื่องจักรกล 0.97 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 0.94 ทองแดง 0.90 และเครื่องมือวัดและเครื่องมือแพทย์ 0.94
อย่างไรก็ตาม ค่าสหสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานว่าข้อมูลมีการเคลื่อนไหวร่วมกัน ไม่สามารถใช้ยืนยันว่าการนำเข้าจากจีนเป็นสาเหตุของการส่งออกไปสหรัฐฯ หรือเป็นหลักฐานว่ามีการสวมสิทธิ์
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) โดยระหว่างปี 2564–2568 หลายอุตสาหกรรมมี Cap U ลดลง ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เช่น ยานยนต์และส่วนประกอบลดลง 16.66 จุดเปอร์เซ็นต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้าลดลง 6.88 จุด และพลาสติกลดลง 5.70 จุด
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาณที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ไม่สามารถสรุปได้โดยตรงว่าเกิดจากการสวมสิทธิ์ เนื่องจากยังมีปัจจัยด้านประสิทธิภาพการผลิต โครงสร้างสินค้า และการใช้สินค้ากึ่งสำเร็จรูปเข้ามาเกี่ยวข้อง
ภายใต้สมมติฐานว่าสินค้า 8 กลุ่มดังกล่าวประมาณ 10–20% อาจถูกตรวจสอบถิ่นกำเนิดอย่างเข้มงวด รศ.ดร.อัทธ์ ประเมินว่ามูลค่าสินค้าที่อยู่ภายใต้ความเสี่ยงจะอยู่ที่ประมาณ 5.2–10.4 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.72–3.45 แสนล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์ โดยกรณีต่ำ 10% อยู่ที่ 172,359 ล้านบาท กรณีกลาง 15% อยู่ที่ 258,555 ล้านบาท และกรณีสูง 20% อยู่ที่ 344,718 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าว ไม่ใช่มูลค่าความเสียหายหรือมูลค่าการส่งออกที่จะสูญเสีย แต่หมายถึงมูลค่าสินค้าที่อาจเผชิญการตรวจสอบหรือมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความล่าช้าในการปล่อยสินค้า การเรียกเอกสารเพิ่มเติม ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้น หรือบทลงโทษหากพบการสำแดงถิ่นกำเนิดไม่ถูกต้อง
เร่งสร้างระบบ Thai Origin Traceability
รศ.ดร.อัทธ์ เสนอให้ไทยเร่งจัดทำบัญชีสินค้าเสี่ยง เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม BOI และการนิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนตรวจสอบโรงงานที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้นผิดปกติเมื่อเทียบกับการใช้ไฟฟ้า แรงงาน เครื่องจักร และวัตถุดิบ โดยใช้เป็นข้อมูลสำหรับการตรวจสอบเชิงลึก ไม่ใช่ข้อสรุปว่าผู้ประกอบการกระทำผิด
นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบ Thai Origin Traceability โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI จัดเก็บหลักฐานตั้งแต่วัตถุดิบ ชิ้นส่วน กระบวนการผลิต การเพิ่มมูลค่า จนถึงสินค้าสำเร็จรูป พร้อมแยกให้ชัดเจนระหว่าง “การลงทุนและการผลิตจริงในประเทศไทย” กับ “การส่งผ่านสินค้าหรือการแปรรูปเพียงเล็กน้อย”
“ประเทศไทยต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสินค้าที่ผลิตในไทย ผลิตจริงและมีหลักฐานตรวจสอบย้อนกลับ” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว
พร้อมย้ำว่า การพึ่งพาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากจีนไม่ใช่ความผิดในตัวเอง หากกระบวนการผลิตและถิ่นกำเนิดเป็นไปตามกฎหมาย สิ่งสำคัญคือไทยต้องสามารถแสดงหลักฐานได้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องถูกเหมารวม และรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และตลาดโลก