AAV เผยQ 2/69 ขาดทุน 2.32 พันล้านบาท ปรับค่าตั๋ว-ลดที่นั่ง สู้วิกฤตน้ำมันพุ่งสูงถึง 124%
- หน้าหลัก
- เศรษฐกิจ-ธุรกิจ
- การค้า-อุตสาหกรรม-คมนาคม
- คมนาคม-ขนส่ง
AAV เผยQ 2/69 ขาดทุน 2.32 พันล้านบาท ปรับค่าตั๋ว-ลดที่นั่ง สู้วิกฤตน้ำมันพุ่งสูงถึง 124%
เผยแพร่: 15 ส.ค. 2569 12:47 ปรับปรุง: 15 ส.ค. 2569 12:47 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
AAV เผยไตรมาส 2 ปี 69 ขาดทุน 2.32 พันล้านบาท ขณะที่มีรายได้เพิ่ม 2% ขนส่งผู้โดยสาร 4.03 ล้านคน ปรับตัวลดต้นทุน ปรับค่าตั๋ว-ลดที่นั่ง สู้วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 124% ลุยครึ่งปีหลัง บริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน เพิ่มอัตราใช้งานเครื่องบินเป็น 52 ลำ รองรับความต้องการเดินทางช่วงวันหยุดปลายปี
วันที่ 14 สิงหาคม 2569 บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (AAV) ผู้ถือหุ้นใหญ่ในสายการบินไทยแอร์เอเชีย (TAA) เผยผลประกอบการทางการเงินและผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2569 มีรายได้จากการขายเเละให้บริการ อยู่ที่ 10,046 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขายบัตรโดยสาร เติบโตร้อยละ 6 อยู่ที่ 8,575 ล้านบาท แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นและเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวของภูมิภาค แต่สายการบินได้ปรับแผนอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรด้วยการปรับลดปริมาณที่นั่ง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพทำกำไรต่อที่นั่งในเส้นทางบินที่มีศักยภาพ
ทั้งนี้สายการบินได้ปรับลดปริมาณที่นั่งลงร้อยละ 13 เหลือ 5.14 ล้านที่นั่ง โดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดหลัก พร้อมปรับราคาค่าโดยสารเฉลี่ยสูงขึ้นร้อยละ 27 ซึ่งครอบคลุมภาระต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นได้เพียงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ยังคงรักษายอดผู้โดยสารไว้ได้ที่ 4.03 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 124 แตะระดับ 183 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 เป็น 5,011 ล้านบาท แม้จะอยู่ภายใต้สภาวะแรงกดดันด้านต้นทุน สายการบินยังสามารถทำกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ได้ที่ 25 ล้านบาท โดยมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 2,326 ล้านบาท ซึ่งรวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจำนวน 293 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานหลักประจำไตรมาสขาดทุนอยู่ที่ 2,091 ล้านบาท ส่งผลให้มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานหลักในครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ (440) ล้านบาท
โดยยังควบคุมต้นทุน ด้วยการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ไม่รวมค่าน้ำมันเชื้อเพลิงลงอย่างเป็นรูปธรรม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลงร้อยละ 17 และค่าใช้จ่ายพนักงานลดลงร้อยละ 12 แม้ว่าต้นทุนรวมที่ไม่รวมค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลงร้อยละ 8 ผ่านวินัยทางการเงินที่เข้มงวด แต่ต้นทุนต่อหน่วยที่ไม่รวมค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ("CASK ex-fuel") ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 มาอยู่ที่ 1.43 บาท
ด้านผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความตรงต่อเวลา (OTP) ฟื้นตัวกลับมาแตะร้อยละ 88 โดยสายการบินยังคงรักษาตำแหน่งสายการบินภายในประเทศอันดับหนึ่งของไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดที่ร้อยละ 37 พร้อมรักษาอัตราการขนส่งผู้โดยสารเส้นทางภายในประเทศที่ร้อยละ 80 นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการระดมทุน 3,815 ล้านบาท ผ่านการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในเดือนมิถุนายน 2569 ทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อยู่ที่ระดับ 1.1 เท่า
นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น และ บจ. ไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมันโลก ทำให้เราปรับกลยุทธ์ในไตรมาส 2 โดยให้ความสำคัญกับสภาพคล่องทางการเงินเเละประสิทธิภาพในการสร้างกำไรในเส้นทางบินที่มีศักยภาพ ทั้งนี้เราได้ปรับเพิ่มราคาค่าโดยสารโดยเฉลี่ย เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เเท้จริงบางส่วน โดยยังสามารถรักษาอัตราการขนส่งผู้โดยสารภายในประเทศไว้ได้ที่ร้อยละ 80 ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดและเเบรนด์ที่เเข็งเเกร่งของเราได้อย่างดี
"สำหรับภาพรวมครึ่งปีหลัง สายการบินพร้อมกลับมาให้บริการอย่างรวดเร็ว หากราคาน้ำมันในตลาดปรับลดอยู่ในระดับคงที่ ซึ่งเรายังคงกลยุทธ์ปรับเเผนปริมาณที่นั่งตามสถานการณ์ในไตรมาสที่ 3 พร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงราคาน้ำมัน ไว้ที่ 89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล คิดเป็นร้อยละ 13 ของความต้องการใช้น้ำมันในไตรมาส”
“ในไตรมาสที่ 4 จะเพิ่มการใช้งานเครื่องบินในฝูงบินเป็น 52 ลำ เพื่อรองรับความต้องการเดินทางช่วงวันหยุดปลายปี โดยสายการบินจะกลับมาให้บริการ 2 สนามบินที่กรุงเทพ ทั้งดอนเมืองเเละสุวรรณภูมิ รวมทั้งเส้นทางระหว่างประเทศที่เคยหยุดบินชั่วคราวไปที่ดอนเมือง พร้อมรับโอกาสจากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลและงานอีเวนต์ระดับนานาชาติเพื่อกระตุ้นยอดผู้โดยสาร โดยคาดว่าจะกลับมาทำกำไรได้อีกครั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุดในไตรมาสสุดท้ายของปี” นายไพรัชล์กล่าว