ADVANC ยืนเป้ารายได้ปี 69 โต 5% เร่งครึ่งปีหลัง ลุยขยายโครงข่าย AI-Data Center

นายไกรวี เกียรติไกรวัลศิริ เจ้าหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เปิดเผยในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 13,716 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.6% จากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13,496 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจหลัก ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 32,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2.3% จากไตรมาสก่อน โดยมีอัตรากำไร EBITDA (EBITDA Margin) อยู่ที่ 58.3% สะท้อนการเติบโตของรายได้จากธุรกิจหลักและการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ส่วน EBITDA Margin จากธุรกิจบริการอยู่ที่ 69.7%
สำหรับรายได้จากการให้บริการหลักในไตรมาส 2/2569 เติบโต 5.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของทั้งธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ขณะที่รายได้จากการขายอุปกรณ์และซิมเพิ่มขึ้น 1% ส่วนรายได้อื่นอยู่ที่ 524 ล้านบาท ลดลง 20% จากปีก่อน โดยหลักมาจากรายได้โรมมิ่งกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ที่ลดลง หลังสิ้นสุดสัญญาเชื่อมต่อโครงข่ายย่าน 2,100 MHz
ด้านต้นทุนการให้บริการลดลง 2,137 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายโครงข่ายและค่าเสื่อมราคาที่ลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอยู่ที่ 6,415 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน จากการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการตั้งสำรองหนี้สูญและค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่ลดลงจากไตรมาสก่อน
นายไกรวี กล่าวว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 รายได้จากการให้บริการหลักเติบโต 6.4% จากปีก่อน สูงกว่ากรอบประมาณการทั้งปีที่บริษัทตั้งไว้ 3-5% ขณะที่ EBITDA เติบโต 8% สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 2-4% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROIC) อยู่ที่ประมาณ 19%
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงประมาณการผลการดำเนินงานปี 2569 โดยคาดว่ารายได้จากการให้บริการหลักจะเติบโต 3-5% และ EBITDA เติบโต 2-4% เนื่องจากยังมีความระมัดระวังต่อปัจจัยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ภาวะภูมิรัฐศาสตร์ กำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงค่าใช้จ่ายลงทุนด้านโครงข่ายและระบบไอทีที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับงบลงทุน (CAPEX) ปีนี้ บริษัทยังคงกรอบไว้ที่ 30,000-35,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกใช้เงินลงทุนไปแล้วประมาณ 13,700 ล้านบาท และคาดว่าจะเร่งลงทุนเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อขยายโครงข่ายและพัฒนาระบบไอที รองรับการเติบโตในอนาคต
ด้านธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ รายได้ไตรมาส 2/2569 เติบโต 6% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.9% จากไตรมาสก่อน จากการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของแพ็กเกจ 5G โดยบริษัทมีผู้ใช้บริการรวม 47.1 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นสุทธิ 166,700 เลขหมายจากไตรมาสก่อน ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน (ARPU) เพิ่มขึ้น 3.1% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน
ขณะที่จำนวนลูกค้า 5G เพิ่มขึ้นเป็น 19.7 ล้านราย เติบโตประมาณ 41% จากปีก่อน ส่วนปริมาณการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้น 16% โดย AIS ยังมีโอกาสขยายฐานลูกค้า 5G เพิ่มเติม เนื่องจากโครงข่ายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศมากกว่า 95% ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้งาน เพิ่มโอกาสจำหน่ายแพ็กเกจมูลค่าสูง และลดต้นทุนต่อหน่วย
ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมีรายได้ 8,568 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% จากไตรมาสก่อน จากการขยายฐานลูกค้าและการนำเสนอบริการเสริม แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อภาคครัวเรือน รวมถึงผลกระทบจากสภาพอากาศและการรวมระบบระหว่าง AIS กับ 3BB ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้
ด้านธุรกิจลูกค้าองค์กรเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว หลังภาคธุรกิจกลับมาลงทุนด้านดิจิทัลมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริการ Connectivity, Cloud และ Data Center ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ขณะที่ยอดขายอุปกรณ์และซิมอยู่ที่ 9,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน จากความต้องการสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียม
ด้านนางสาวสมฤทัย ตัณฑกิตติ หัวหน้าส่วนงานนักลงทุนสัมพันธ์และกำกับดูแลการปฏิบัติงาน กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหลังรวมกับ 3BB มาจาก Synergy ทั้งการขยายพื้นที่โครงข่าย การมุ่งเน้นลูกค้าคุณภาพ และการนำเสนอบริการเสริม รวมถึงแพ็กเกจความเร็วสูงขึ้น ส่งผลให้ ARPU ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับกลยุทธ์คอนเทนต์ บริษัทจะพิจารณาจากความสอดคล้องกับกลยุทธ์และความสามารถในการทำกำไร โดยเน้นการตั้งราคาที่เข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้าง เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย
ทั้งนี้ ADVANC ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงินทุน 4 ด้าน ได้แก่ การลงทุนโครงข่ายและประสบการณ์ลูกค้า การลงทุนสร้างธุรกิจใหม่ การรักษาฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และการคืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น โดยปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ประมาณ 2 เท่า ต่ำกว่ากรอบ 2.5 เท่าที่ใช้รักษาอันดับเครดิตระดับ Investment Grade
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ระยะ 3-5 ปี เพื่อก้าวสู่การเป็น “Intelligent Infrastructure” ด้วยการต่อยอดจากธุรกิจ 5G, Broadband, Cloud Connectivity และ Data Center สู่แพลตฟอร์มด้านความบันเทิง การเงินดิจิทัล Cloud และ AI พร้อมเร่งทำ IT Transformation เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการนำเสนอผลิตภัณฑ์
สำหรับธุรกิจ Cloud และ Data Center ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 40% ของรายได้ธุรกิจลูกค้าองค์กรที่ไม่รวมบริการมือถือ โดยรายได้ส่วนใหญ่ยังมาจาก Cloud ซึ่งเติบโตในระดับเลขสองหลัก ขณะที่ธุรกิจ Data Center จะขยายผ่านบริษัทร่วมทุน โดยปัจจุบันรองรับโครงการรวมประมาณ 200 เมกะวัตต์
บริษัทมองว่าการเติบโตในระยะต่อไปจะไม่ได้มาจากจำนวนลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่จะมุ่งสร้างความสัมพันธ์แบบหลายผลิตภัณฑ์ (Multi-Product Relationship) ครอบคลุมโทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ตบ้าน คอนเทนต์ อุปกรณ์ดิจิทัล บริการทางการเงิน Cloud และ AI เพื่อเพิ่มมูลค่าจากฐานลูกค้าเดิมและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว