AFE 2026 ชูการศึกษายืดหยุ่น ศธ.เปิด 4 แกนปฏิรูปการศึกษา ดัน Credit Bank-ปรับสูตรงบใหม่

กระทรวงศึกษาธิการ เปิด 4 แนวทางขับเคลื่อนการศึกษาไทยสู่ปี 2030 ทั้งใช้เทคโนโลยีและ AI ลดภาระครู ปรับสูตรจัดสรรงบประมาณใหม่ให้โรงเรียนห่างไกลและพื้นที่ยากลำบากได้รับทรัพยากรมากขึ้น เดินหน้า Credit Bank และ Micro Credential เชื่อมการเรียนกับโลกการทำงาน พร้อมผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 7-8 เดือน ขณะที่ กสศ.เตรียมใช้เวที AFE 2026 ปูทางสู่ “ASEAN Zero Dropout Declaration” ในช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียนปี 2571

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายในงานประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 4 หรือ All for Education Conference 2026 (AFE 2026) ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเชื่อมโยงการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยเข้าด้วยกัน พร้อมเดินหน้าระบบธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank และระบบรับรองสมรรถนะ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะสมทักษะ เทียบโอนคุณวุฒิ และเชื่อมการศึกษาไปสู่การมีงานทำ

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนการศึกษาไทยในระยะต่อไป มีโจทย์สำคัญอย่างน้อย 4 ด้าน  คือ ด้านแรก คือ การลดภาระงานของครู โดยนำเทคโนโลยีทั้งดิจิทัลและ AI เข้ามาช่วย เนื่องจากครูไทยต้องทำหน้าที่ทั้งการจัดการเรียนรู้และดูแลเด็กในหลายมิติ ทำให้มีภาระงานจำนวนมากเป้าหมายคือทำให้ครูสามารถใช้เวลากับการเรียนรู้ร่วมกับเด็กได้มากขึ้น โดยลดภาระงานอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนลง

ด้านที่ 2 คือ การปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการศึกษา โดยจากเดิมที่เน้นการจัดสรรงบประมาณรายหัว จะปรับให้ครอบคลุมทั้งการจัดสรรต่อโรงเรียน ต่อผู้เรียน และมีงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหรือมีความยากลำบาก

รศ.ดร.ประวิตระบุว่า ได้มีการหารือและศึกษารูปแบบจากนิวซีแลนด์ เพื่อนำมาปรับใช้ในการจัดสรรงบประมาณปีถัดไป เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้และได้รับการดูแลจากรัฐได้อย่างเหมาะสม

ด้านที่ 3 คือ การเปิดเส้นทางการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เชื่อมโยงโลกการศึกษากับโลกการทำงาน ผ่าน Credit Bank, Micro Credential และกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะสำหรับการทำงานในอนาคตควบคู่ไปกับการศึกษา ระบบ Credit Bank จะเป็นกลไกสำคัญสำหรับผู้เรียนหลังพ้นการศึกษาภาคบังคับ ให้สามารถเรียนรู้ได้กว้างขึ้น สะสมผลการเรียนรู้และทักษะ และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ด้านที่ 4 คือ การปรับกติกาและโครงสร้างของระบบการศึกษา ผ่านการผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อสร้าง “สถาปัตยกรรมใหม่ทางการศึกษา”

รศ.ดร.ประวิตกล่าวว่า ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวกำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและส่งต่อเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน และหากดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นโครงสร้างใหม่สำคัญของระบบการศึกษาไทย

ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวมีเป้าหมายสอดคล้องกับกรอบ Education 2030 และมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยหลักสำคัญคือเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้โดยไม่มีข้อจำกัดหรือกำแพงกีดขวาง

“เราพยายามทำให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสในการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาตนเอง ไปสู่การมีงานทำและสัมมาอาชีพในอนาคต เพราะเราเชื่อว่าการศึกษา หากทุกคนเข้าถึงและพัฒนาตัวเองได้ ก็จะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับเขา” รศ.ดร.ประวิตกล่าว

ขณะที่การประชุม AFE 2026 จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ภายใต้กลุ่มพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และภาคีเครือข่าย ระหว่างวันที่ 23-24 ตุลาคม 2569 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม จ.นนทบุรี

การประชุมจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Designing Tomorrow’s Equity: Equitable Solutions for Out-of-School Children and Youth by 2030 and Beyond” มุ่งออกแบบแนวทางแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา และสร้างระบบการศึกษาที่มีความเสมอภาค ครอบคลุม และยืดหยุ่นมากขึ้น

ข้อมูลจาก UNESCO ระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีเด็กและเยาวชน 273 ล้านคนอยู่นอกระบบการศึกษา ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก มีเด็กและเยาวชนนอกระบบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายถึง 77 ล้านคน

คุณซูฮย็อน คิม ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ และสำนักงานเพื่อการประสานงานสหประชาชาติในเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่า การแก้ปัญหาจำเป็นต้องใช้ข้อมูลขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ขยายโอกาสการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างกัน รวมถึงจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาอย่างยั่งยืนและสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า กสศ.เตรียมนำบทเรียนจาก Thailand Zero Dropout Plus ร่วมกับ UNESCO และภาคีเครือข่าย ผลักดันวาระระดับภูมิภาคเพื่อมุ่งสู่การรับรอง “ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นศูนย์” หรือ ASEAN Zero Dropout Declaration ในช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียนปี 2571

ข้อเสนอและองค์ความรู้จากเวที AFE 2026 จะถูกนำไปใช้ประกอบการยกร่างปฏิญญาดังกล่าว

สำหรับ AFE 2026 มุ่งขับเคลื่อน 4 ประเด็น ได้แก่ เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น การใช้ข้อมูลและระบบเตือนภัยเพื่อค้นหาและช่วยเหลือผู้เรียนกลุ่มเสี่ยง การจัดสรรงบประมาณอย่างเสมอภาคและยั่งยืน และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา

ผลจากการประชุมจะนำไปจัดทำ Outcome Document on Equitable Education by 2030 and Beyond เพื่อใช้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลกในปี 2570 รวมถึงการประชุม Asia-Pacific Meeting on Education ครั้งที่ 7 และ Global Education Meeting ซึ่งประเทศไทยร่วมเป็นเจ้าภาพกับ UNESCO