‘เนเน่ รอยัล’ ถึงฝัน! คว้าแชมป์ AGT รับรางวัล 33 ล้านบาท แบ่งรับ 40 งวด หรือเป็นก้อน (ไม่เต็มจำนวน) แบบไหนคุ้มกว่า? ต้องเสียภาษีให้สหรัฐฯ หรือไทย?

‘เนเน่ รอยัล’ กับแชมป์รายการ America’s Got Talent (AGT) จะเป็น One of many หรือหนึ่งในความสำเร็จของอีกหลายๆ ความสำเร็จที่จะตามมาในอนาคตอย่างแน่นอน สำหรับสาวน้อยวัย 16 ปี จากจังหวัดภูเก็ต ที่มีชื่อเล่นและชื่อจริงว่า แพรว-รัตติกานต์ อำลอย

ท่ามกลางความยินดีจากทั้งคนไทยและคนทั่วโลก ในเรื่องความสามารถและการคู่ควรในฐานะแชมป์ คงจะไม่มีใครถกเถียง แต่กับเรื่องเงินรางวัลก้อนโตจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 33 ล้านบาท ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลายคนกำลังดีเบตกันว่า เนเน่ควรจะรับเงินเป็นงวดๆ ไปอีก 40 ปี หรือรับเป็นเงินก้อน แต่ได้ไม่เต็มจำนวน

สำหรับใครที่อาจจะยังไม่ทราบเงื่อนไขนี้ รายการ AGT ประกาศไว้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มแข่งขันว่า เงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ จะจ่ายเป็นเงินงวด (annuity) ตลอด 40 ปี หรือผู้เข้าแข่งขันสามารถเลือกรับเป็นก้อน โดยคำนวณจาก ‘มูลค่าปัจจุบันของเงินงวดนั้น’ (present cash value of the annuity)

หมายความว่า ถ้าเนเน่เลือกรับเงินเป็นงวด ก็จะได้รับเงินปีละ 25,000 ดอลลาร์ ไปอีก 40 ปี ก็จะครบ 1 ล้านดอลลาร์ พอดี แต่เงินที่ได้รับจริงอาจจะต่ำกว่านั้น เพราะรายการระบุไว้ชัดเจนว่า 25,000 ดอลลาร์ ยังไม่ได้หักภาษี

แต่ถ้าไม่อยากรอ 40 ปี ก็สามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนได้นะ แต่เงินก้อนนี้จะไม่ใช่ 1 ล้านดอลลาร์ จะเป็นจำนวนต่ำกว่านั้น ถามว่าต่ำกว่าเท่าไหร่ รายการไม่ได้ระบุไว้ชัดในที่สาธารณะ เพียงแต่บอกว่าจะได้ตาม ‘มูลค่าปัจจุบัน’

แล้วมูลค่าปัจจุบันคำนวณอย่างไร?

หลักคิดง่ายๆ คือ เงิน 25,000 ดอลลาร์ที่ได้วันนี้ มีค่ามากกว่าเงิน 25,000 ดอลลาร์ที่จะได้ในอีก 40 ปีข้างหน้า เพราะเงินที่ได้ก่อนเอาไปลงทุนต่อได้ และยังไม่ถูกเงินเฟ้อกัดกิน นี่คือหลักการที่เรียกว่า ‘มูลค่าเงินตามเวลา’ (Time Value of Money)

ถ้าสมมติว่าอัตราผลตอบแทนที่ใช้คิดลดอยู่ที่ 5% ต่อปี เงินงวดแรกที่ได้ในปีหน้าจะมีค่าเท่ากับเงินวันนี้ราว 23,800 ดอลลาร์ งวดที่ 10 เหลือราว 15,300 ดอลลาร์ ส่วนงวดสุดท้ายในปีที่ 40 เหลือเพียงราว 3,550 ดอลลาร์เท่านั้น

เมื่อนำมูลค่าปัจจุบันของทั้ง 40 งวดมารวมกัน จะได้ราว 429,000 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้คือเงินก้อนที่ยุติธรรมที่อัตราคิดลด 5% ต่อปี

ปัญหาคือ รายการไม่ได้บอกว่าใช้อัตราเท่าไร และอัตรานี้เปลี่ยนตัวเลขปลายทางได้มาก ถ้าคิดลดด้วย 3% เงินก้อนจะอยู่ที่ราว 578,000 ดอลลาร์ แต่ถ้าคิดลดด้วย 8% จะเหลือเพียงราว 298,000 ดอลลาร์

300,000 หรือ 430,000 ตัวเลขนี้มาจากไหน?

ตัวเลขเงินก้อนราว 300,000 ดอลลาร์ที่สื่อทั่วโลกอ้างถึง มีต้นทางจากบทความของ Forbes เมื่อปี 2016 ช่วงที่ Grace VanderWaal วัย 12 ปี คว้าแชมป์ AGT

Forbes ประเมินว่าเงินก้อน น่าจะอยู่ในช่วง 300,000 ดอลลาร์ก่อนหักภาษี และเงินที่ถึงมือจริงหลังภาษีน่าจะเหลือราว 150,000–200,000 ดอลลาร์ Forbes ยังแซวว่ากว่า Grace จะได้เงินงวดครบ เธออาจอายุถึงเกณฑ์สมัครเป็นสมาชิก AARP (สมาคมผู้เกษียณอายุของสหรัฐฯ) แล้ว แต่ต้องย้ำว่า ตัวเลขเงินก้อนนี้ไม่เคยได้รับการยืนยัน

ถ้าลองเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ซึ่งช่วงกลางเดือนกันยายน 2026 อยู่ที่ ราว 5.35% มูลค่าปัจจุบันของเงินงวดทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 409,000 ดอลลาร์ หรือราว 13.5 ล้านบาท จึงใกล้กับตัวเลขฝั่งสูงมากกว่า

ตกลงแบบไหนคุ้มกว่า?

วิธีคิดที่ง่ายที่สุดคือ ลองกลับด้านคำถาม ถ้าเนเน่ไม่เอาเงินก้อน แต่เลือกรอรับปีละ 25,000 ดอลลาร์ไปอีก 40 ปี เท่ากับเธอกำลังลงทุนได้ผลตอบแทนปีละเท่าไร?

ถ้าเงินก้อนอยู่ที่ 430,000 ดอลลาร์ การเลือกทยอยรับเทียบเท่าผลตอบแทนราว 5% ต่อปี ใกล้เคียงพันธบัตรสหรัฐฯ

ถ้าเงินก้อนอยู่ที่ 300,000 ดอลลาร์ การเลือกทยอยรับเทียบเท่าผลตอบแทนราว 8% ต่อปี แบบการันตีในสกุลดอลลาร์นาน 40 ปี ซึ่งหาได้ยากมาก

ถ้าเนเน่เลือกลงทุนแบบเน้นปลอดภัย เช่น เงินฝากหรือพันธบัตรไทย ที่ให้ผลตอบแทนราว 2–4% ต่อปี การทยอยรับจะคุ้มกว่าในทุกกรณี โดยเฉพาะถ้าเงินก้อนที่ได้อยู่ที่ราว 300,000 ดอลลาร์

ถ้านำเงินไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนราว 5% ต่อปี เงินก้อน 430,000 ดอลลาร์กับการทยอยรับจะมีค่าแทบเท่ากัน แต่ถ้าเงินก้อนเหลือเพียง 300,000 ดอลลาร์ การทยอยรับยังคุ้มกว่า

การรับเงินก้อนจะเริ่มได้เปรียบก็ต่อเมื่อเนเน่ทำผลตอบแทนได้สูงขึ้น ถ้าลงทุนในพอร์ตผสมหุ้นและตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนราว 6–7% ต่อปี เงินก้อน 430,000 ดอลลาร์จะคุ้มกว่า แต่เงินก้อน 300,000 ดอลลาร์ยังสู้การทยอยรับไม่ได้

เงินก้อน 300,000 ดอลลาร์จะเริ่มคุ้มก็ต่อเมื่อเนเน่ทำผลตอบแทนได้ตั้งแต่ 8% ต่อปีขึ้นไป เช่น ลงทุนในหุ้นล้วน หรือลงทุนในอาชีพของตัวเอง ซึ่งต้องแลกกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นมาก

สรุปคือ ถ้าเงินก้อนที่ได้จริงใกล้ 430,000 ดอลลาร์ สองทางเลือกแทบไม่ต่างกัน แต่ถ้าได้แค่ราว 300,000 ดอลลาร์ การรับเงินก้อนเท่ากับยอมทิ้งมูลค่าไปราว 1 ใน 4 เมื่อเทียบกับราคาที่ควรเป็นตามอัตราดอกเบี้ยตลาดปัจจุบัน

นอกจากตัวเลข ยังมีอะไรต้องคิด

แต่ในชีวิตจริง คณิตศาสตร์ตอบแทนเราไม่ได้ทุกอย่าง อย่างน้อยยังมีอีก 3 เรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนัก

เรื่องแรกคือ เงินเฟ้อ เงินงวดเป็นตัวเลขคงที่ตลอด 40 ปี ถ้าเงินเฟ้อเฉลี่ย 3% ต่อปี เงินงวดสุดท้ายจะมีอำนาจซื้อเท่ากับเงินวันนี้ราว 7,700 ดอลลาร์ เนเน่ซึ่ง เกิดเมื่อ 14 มีนาคม 2010 จะได้รับเงินงวดสุดท้ายตอนอายุราว 56 ปี

เรื่องที่สองคือ การลงทุนในตัวเอง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของเงินก้อน สำหรับศิลปินวัย 16 ปีที่ กำลังเตรียมผลงานเพลงของตัวเอง รวมถึง EP แรก เงินทุนก้อนใหญ่ในวันนี้อาจสร้างผลตอบแทนผ่านอาชีพได้มากกว่าตลาดการเงินหลายเท่า แชมป์ซีซัน 12 อย่าง Brandon Leake ก็ เลือกรับเงินก้อนเพื่อนำไปปลดหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษา

เรื่องที่สามคือ วินัยทางการเงิน เงินงวดทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันการใช้เงินเร็วเกินไป และเป็นรายได้ขั้นต่ำที่เข้ามาทุกปีตลอดเส้นทางอาชีพที่ขึ้นลงได้เสมอ

ไม่ว่าจะเงินงวดหรือเงินก้อน ภาษีที่ต้องยังเป็นก้อนใหญ่

กรณีของเนเน่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าถูกหักภาษีจริงเท่าไร แต่สำหรับคนไทยที่อาจได้รับเงินรางวัลจากสหรัฐฯ ในอนาคต มีหลักพื้นฐานที่ควรรู้ 4 ข้อ

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามว่าเนเน่ควรเลือกทางไหน ขึ้นอยู่กับตัวเลขจริงที่รายการเสนอ และแผนชีวิตของเธอเอง แต่สิ่งที่แน่นอนคือ มูลค่าที่ใหญ่ที่สุดของแชมป์ครั้งนี้อาจไม่ใช่เงิน 33 ล้านบาท แต่เป็นเวทีระดับโลกที่เปิดให้เนเน่เดินต่อไปยังความสำเร็จครั้งถัดๆ ไป อย่างที่ใครหลายคนเชื่อ

‘เนเน่ รอยัล’ ต้องเสียภาษีให้ไทยหรือสหรัฐฯ?

แหล่งข่าวระดับสูงของกรมสรรพากร เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ตามหลักการแล้ว ผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (Resident) หากมีเงินได้จากต่างประเทศและนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย ย่อมต้องเสียภาษีเงินได้จากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ไทยและสหรัฐฯ มี ‘อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้’ หรือที่เรียกว่า อนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement: DTA)

“ตามหลักการของ DTA แล้ว ผู้มีเงินได้จะเสียภาษีแค่ประเทศเดียว ส่วนสิทธิในการจัดเก็บจะเป็นของไทยหรือสหรัฐฯ ต้องดูว่าเป็นเงินได้ประเภทใด และในอนุสัญญาทั้ง 2 ประเทศตกลงว่าอย่างไร โดยหากสิทธิเป็นของสหรัฐฯ หากผู้มีเงินได้เสียภาษีที่สหรัฐฯ แล้วก็ไม่ต้องเสียที่ไทย แต่วิธีการคำนวณต่างๆ เช่น การหักเครดิต ต้องไปดูรายละเอียดอีกที” แหล่งข่าวกล่าว

ดังนั้น ในกรณีของ ‘เนเน่ รอยัล’ จะต้องเสียภาษีให้ไทยอีกหรือไม่ ต้องรอพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายละเอียดทางกฎหมายอีกที ไม่ว่าจะเป็น (1) ลักษณะและประเภทของเงินได้ ว่าเงินรางวัลดังกล่าวถูกจัดจำแนกเป็นเงินประเภทใดตามกฎหมายภาษีของสหรัฐฯ และไทย (2) ประเภทและสิทธิ์ในการเก็บภาษี ณ ประเทศต้นทาง และ (3) ข้อยกเว้นตามกฎหมายต่างๆ เนื่องจากเงินรางวัลในทางกฎหมายมีทั้งส่วนที่ต้องเสียภาษีและส่วนที่อาจได้รับยกเว้น

โดยในกรณีที่ได้รับการพิจารณาว่าไม่ถูกเก็บภาษีซ้ำซ้อน ในอนุสัญญากำหนดให้ไทยยอมให้นำภาษีที่จ่ายในสหรัฐฯ ไปแล้วมาเป็นเครดิต (Credit) หักออกจากภาษีไทยที่ต้องชำระจากเงินได้ก้อนเดียวกัน แต่เครดิตนี้จะไม่เกินจำนวนภาษีไทยที่คำนวณได้จากเงินได้นั้น

อ้างอิง