คืนความ 'ไม่รู้' ให้ห้องเรียน ความเคลื่อนไหวจากนิวยอร์ก ในวันที่ทั้งโลกยังคิดเรื่อง AI ไม่จบ

ปลายเดือนสิงหาคม ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความลง Truth Social ด้วยน้ำเสียงที่เราทั้งโลก ‘คุ้นเคย’ เพื่อกระตุ้นให้คนอเมริกันอ้าแขนรับโครงสร้างพื้นฐานยุค AI อย่างสุดตัว 

“เหตุผลเดียวที่ชุมชนทั่วสหรัฐฯ ไม่อยากมีดาต้าเซ็นเตอร์ คือพวกเขาอยากจะกลายเป็นคนล้าหลังและยากจน ถ้าอยากประสบความสำเร็จ รวยสะบัด ภาษีถูกลง แถมงานการมีเพียบ ก็ต้องปล่อยให้ข้อมูลครองเมืองซะ

ถ้าเราฆ่าห่านทองคำตัวนี้ พวกคุณจะได้แต่โทษตัวเอง และประเทศจีนคงดีใจที่สุดกับขบวนการต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์พวกนี้”

เพียงสองวันถัดมาหลังจากข้อความนี้ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเดียวกันนี้เอง ก็ประกาศนโยบายที่ดูเหมือนสวนทางกันและเรียกความสนใจจากคนทั่วโลก

นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก โซห์ราน มัมดานี และอธิการบดีฝ่ายการศึกษา คามาร์ ซามูเอลส์ ประกาศมาตรการระงับใช้ generative AI ชั่วคราวในโรงเรียนสังกัดรัฐบาล โดยมีผลบังคับใช้กับเด็กตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมต้น ส่วนเด็กมัธยมปลายได้รับอนุญาตให้ใช้ AI นำร่อง 5 ตัวที่คัดกรองมาแล้ว

ในวันแถลงข่าวนั้นมัมดานีพูดประโยคหนึ่งที่สรุปทั้งเรื่องไว้ว่า

“เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะคิดด้วยตัวเอง พวกเขาต้องทำงานร่วมกับเพื่อน ต้องเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามให้ดีขึ้น และต้องรู้ว่าการไม่รู้คำตอบมันรู้สึกอย่างไร นี่คือแก่นแท้ของการเรียนรู้ และเป็นสิ่งที่รัฐบาลเมืองนี้ตั้งใจจะปกป้องมันไว้”

เรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ ‘AI’ กลายเป็นสิ่งที่โลกเราต้องขบคิดและหาทางว่าจะเอาอย่างไรกับมันดี จะใช้มันมากแค่ไหนกับสถานการณ์อะไร จะกำกับดูแลมันยังไง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคน การเรียนรู้ ปรัชญาการมองโลกใบเดิม ไปจนถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถูกนำมาถกเถียงและประกอบการพิจารณาอย่างเข้มข้น

ในห้วงเวลาแบบนี้ ภาพของการที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่าใครกลัว AI จะกลายเป็นคนล้าหลัง ส่วนบางฝ่ายหาทางชะลอการเข้าถึง AI ในเวลาเดียวกัน จึงอาจเป็นภาพสะท้อนของบทสนทนาโลกในยุคนี้ที่เราต้องจับตาให้ดี

เราจะเห็นว่าในสถานการณ์ของนิวยอร์ก เสียงที่ดังที่สุดในการค้านทรัมป์ ไม่ได้มาจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของเขาเลยด้วยซ้ำ ในคอมเมนต์ใต้โพสต์ของเขา มีผู้ใช้ที่ตั้งชื่อบัญชีว่า ‘MAGA พันธุ์แท้’ (Ultra MAGA Prayer Warrior) เขียนโต้ว่า AI คือสิ่งชั่วร้ายและโลกต้องเสียใจกับเรื่องนี้แน่ในระยะยาว ส่วนคนอีกจำนวนหนึ่งก็แสดงความกังวลเรื่องปริมาณการใช้ไฟและน้ำที่มากมายจนรับไม่ได้ แถมผลสำรวจในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันพบว่าคนอเมริกันถึง 71% ไม่อยากให้มีดาต้าเซ็นเตอร์ในชุมชนของตัวเอง

ข้อถกเถียงเรื่อง AI ไม่ใช่เพียงแค่การถกเถียงของฝ่ายก้าวหน้ากับฝ่ายอนุรักษนิยม รัฐบาลกับประชาชน บริษัทขนาดใหญ่กับชุมชน แต่เป็นรอยแยกที่ตัดผ่านทุกกลุ่มก้อนความคิดพร้อมๆ กัน แม้แต่ในใจคนคนเดียวก็อาจยังแยกไม่ออกว่าจะคิดอย่างไรกับมันกันแน่

นิวยอร์กเองก็เป็นตัวอย่างของการขบคิดนั้น เพราะถ้าย้อนดูเส้นทางของเมืองนี้กับ AI ในโรงเรียน จะเห็นความคดเคี้ยวไม่น้อย ต้นปี 2023 ไม่กี่เดือนหลัง ChatGPT เปิดตัว เขตการศึกษานิวยอร์กสั่งแบน AI ทันทีด้วยความกลัวเรื่องการโกงข้อสอบ แต่ผ่านไปแค่สี่เดือนก็กลับลำ บอกว่าความกลัวในคราแรกทำให้ ‘มองข้ามศักยภาพ’ ของมันไป ถัดมาไม่ถึงปีนิวยอร์กก็กลายเป็นผู้บุกเบิก ตั้งห้องทดลองนโยบาย AI ร่วมกับอีกสิบกว่าเขตการศึกษาทั่วประเทศ มาถึงกันยายน 2024 อธิการบดีคนก่อนถึงขั้นประกาศอยากให้ AI มา ‘ปฏิวัติ’ การศึกษาของเมือง แล้วก็ปล่อยให้แต่ละโรงเรียนออกกฎเองไปตามใจอยู่พักใหญ่ ก่อนจะวกกลับมาที่คำสั่งระงับชั่วคราวในวันนี้

พูดอีกแบบคือ ในเวลาไม่ถึงสี่ปี นิวยอร์กแบน เลิกแบน เปิดกว้างสุดใจ แล้วก็แบนอีกรอบ ความจริงก็คือว่า ไม่ว่านิวยอร์กหรือที่ไหนเราจะยังไม่ได้พบกับนโยบายของรัฐที่ ‘รู้คำตอบ’ อย่างแล้วเสร็จ แต่เรากำลังอยู่ในโลกที่งมหาคำตอบไปพร้อมกัน อาจเปลี่ยนใจทุกครั้งที่ได้เห็นอะไรใหม่ และก็คงต้องยอมรับว่าตัวเราเองก็ไม่ได้ต่างจากนิวยอร์กเท่าไหร่

กลับมามองที่นโยบาย AI ในโรงเรียนของมัมดานีอีกครั้ง นี่ไม่ใช่การ ‘แบน’ ถาวร แต่เป็นมาตรการหยุดชั่วคราวหนึ่งปีการศึกษา โดยเด็กอนุบาลถึงมัธยมต้นห้ามใช้ generative AI ที่โต้ตอบกับตัวเองโดยตรงอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมจำกัดเวลาหน้าจอตามช่วงวัยไปด้วย ส่วนมัธยมปลายไม่ได้ถูกตัดขาดทั้งหมด แค่ต้องอยู่ในโครงการนำร่อง ใช้ได้จำกัดเวลา และมีครูดูแลใกล้ชิด พร้อมเรียนวิชารู้เท่าทัน AI (AI literacy) ควบคู่ไปด้วย

แม้จะประกาศไม่กี่วัน แต่กระแสตอบรับของนโยบายนี้สร้างความสับสนไม่น้อย ประธานสหภาพครูออกมาเป็นห่วงว่าครูจะต้องมาคอย ‘หาคำตอบเอาเอง’ ว่าเครื่องมือที่ครูและโรงเรียนใช้อยู่เข้าข่ายผิดกฎไหม เขตแดนการใช้งานจริงๆ อยู่ตรงไหน ขณะที่นักการศึกษาบางคนก็แย้งว่าครูเองก็ใช้ AI ช่วยเตรียมการสอนอยู่แล้ว การแบนแบบเหมารวมไม่มีข้อยกเว้นอาจไม่ใช่ทางออกที่ฉลาดนัก

แล้วทำไมความกังวลเรื่องเด็กกับ AI ถึงหนักหน่วงจนนำมาสู่นโยบายนี้ 

คำตอบหนึ่งที่งานวิจัยเริ่มชี้ให้เห็นคือ การใช้ AI อย่างชาญฉลาดนั้นต้องการฐานความรู้และทักษะบางอย่างมาก่อน ไม่ใช่แค่ทักษะการพรอมต์ แต่เป็นความเข้าใจในเนื้องานที่ลึกพอจะรู้ว่าคำตอบที่ได้มานั้นถูกหรือผิด ดีหรือแย่ 

งานวิจัยจาก MIT Media Lab เป็นการศึกษาที่ถูกอ้างอย่างฮอตฮิตในเส้นทางการพยายามจะเข้าใจว่า AI กระทบการเรียนรู้ของคนอย่างไร วิจัยนี้ให้คนเขียนเรียงความโดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ ChatGPT ช่วยกับกลุ่มที่ไม่ใช้ แล้ววัดคลื่นสมองระหว่างทำงาน พบว่ากลุ่มที่พึ่ง AI มีการเชื่อมโยงของสมองส่วนความจำและความคิดสร้างสรรค์ลดลง และที่น่าตกใจคือหลายคนจำเนื้อหาที่ตัวเองเขียนไปเมื่อครู่ไม่ได้ด้วยซ้ำ นักวิจัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘cognitive debt’ หรือ ‘หนี้ทางปัญญา’ ซึ่งฟังดูน่ากลัวกว่าคำว่าหนี้ทั่วไป เพราะหนี้เงิน อย่างน้อยเรายังรู้ตัวว่าติดอยู่กี่บาทกี่สตางค์ ส่วนหนี้ปัญญากลับทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้นขณะที่ความสามารถจริงกำลังฝ่อลง

แนวทางนโยบายของนิวยอร์กพอจะอธิบายด้วยคอนเซปต์ของนักจิตวิทยาการเรียนรู้ชื่อ โรเบิร์ต บียอร์ค (Robert A. Bjork) จากมหาวิทยาลัย UCLA เขาเรียกสิ่งที่ตรงข้ามกับหนี้ปัญญาว่า Desirable Difficulties หรือความยากที่จำเป็นต้องมี โดยมองว่าสมองมนุษย์เรียนรู้ผ่านการดิ้นรนกับปัญหา ไม่ใช่ผ่านการได้รับคำตอบที่สมบูรณ์แบบในทันที ดังนั้นตามกรอบแนวคิดนี้ การที่เด็กนั่งงมโจทย์เลขจนกว่าจะเข้าใจ หรือเขียนร่างบทความที่รู้สึกว่าห่วยอยู่หลายรอบกว่าจะเจอสิ่งที่อยากพูดจริงๆ เป็นกระบวนการที่ไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่กำลังสร้างกล้ามเนื้ออันแข็งแรงให้ความคิดที่จะถูกใช้ไปตลอดชีวิต

จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเรา ใครที่เคยฝึกเครื่องดนตรีสักชิ้น หรือแม้แต่เล่นกีฬา คงคุ้นกับการที่ต้องซ้อมท่าเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่านับพันครั้ง ก่อนจะมีสิทธิ์ด้นสดหรือแตกลายไปตามจังหวะของตัวเอง ไม่ได้ด้นสดตั้งแต่วันแรก เพราะการด้นสดที่มีความหมายต้องอาศัยฐานที่ผ่านความท้าทาย และถอยออกมาเห็นภาพรวมของสิ่งที่ทำอยู่เสมอ

การเข้ามาของ AI จึงสร้างคำถามที่น่ากลัวว่า ถ้าเด็กรุ่นนี้เติบโตมาโดยมี AI คอยเติมคำตอบให้ก่อนที่พวกเขาจะได้ลองงมเองสักครั้ง พวกเขาจะยังมีฐานนั้นให้ใช้ AI อย่างชาญฉลาดในวันที่โตขึ้นไหม หรือจะเหลือแค่ทักษะการพรอมต์ที่ดีแต่ไม่มีอะไรรองรับอยู่ข้างใต้

ถึงตรงนี้คงมีคนแย้งได้อย่างมีเหตุผลว่า โอ๊ย มนุษย์ก็กลัวเทคโนโลยีใหม่แบบนี้มาตลอดประวัติศาสตร์ และเมื่อเวลาผ่านไป เกือบทุกความกลัวนั้นก็ดูจะเกินจริงไปในที่สุด

โสกราติสเองก็เคยเตือนไว้ว่าการเขียนจะทำลายความทรงจำของมนุษย์ เพราะคนจะเลิกจำอะไรด้วยใจ แล้วหันไปพึ่งตัวหนังสือแทน ซึ่งเราก็รู้ผลลัพธ์แล้วว่าประวัติศาสตร์เดินไปทางไหน เครื่องคิดเลขก็เคยถูกระแวงว่าจะทำให้เด็กคิดเลขในใจไม่เป็น ส่วน Google ก็ถูกมองว่าจะทำให้คนจำอะไรไม่ได้อีกเลย เพราะเสิร์ชหาได้เพียงสะบัดนิ้วไม่กี่ครั้ง 

แต่สุดท้ายมนุษย์ก็ปรับตัวได้ทุกครั้ง แล้วครั้งนี้มันจะเหมือนหรือต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาตรงไหน

ส่วนต่างสำคัญอาจอยู่ตรงที่ เครื่องมือเก่าที่ว่ามาทุกชิ้นไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือ เครื่องคิดเลข หรือเครื่องมือค้นหา ล้วนยังต้องการให้มนุษย์เป็นคน ‘ตัดสินใจ’ ว่าจะถามอะไร จะเชื่อคำตอบไหน จะตีความข้อมูลอย่างไร มันขยายความสามารถของเรา แต่ไม่เคย ‘แทนที่’ การตัดสิน แต่ AI ต่างออกไปตรงที่มันทำหน้าที่ตัดสินแทนได้เลยในตัวมันเอง 

เขียนย่อหน้าที่ฟังดูมีเหตุผลให้ 

ตัดสินว่าอะไรคือคำตอบที่ดีที่สุดให้ 

กระทั่งสร้างสิ่งที่ตัดสินว่า ‘งดงาม’ มาเสนอให้ 

นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความกังวลครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความกลัวเก่าที่แต่งตัวใหม่ แต่เป็นคำถามที่มนุษย์ต้องตอบกันใหม่จริงๆ และนี่คือจุดที่ขยับจากคำถามเรื่องนโยบายการศึกษา ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก

ถ้าความรู้ที่แท้จริง (คำว่า ‘แท้จริง’ ก็อาจต้องถกใหม่อีก) หมายถึงความเชื่อที่ผ่านการให้เหตุผลด้วยตัวเราเองจนมั่นใจว่าทำไมมันถึงถูกต้อง ไม่ใช่แค่การรับคำตอบที่ถูกต้องมาจากที่ใดที่หนึ่งโดยตรวจสอบเองไม่ได้ คำถามคือเด็กที่เติบโตมาโดยมี AI เป็นค่าเริ่มต้นของหลายๆ คำถาม จะยังมีความรู้ในความหมายเดิมอยู่ไหม หรือความรู้ของพวกเขา–และพวกเรา–จะกลายเป็นสิ่งใหม่ที่เรายังไม่มีคำเรียก 

เรื่องความงามก็เดินตามทางเดียวกัน ถ้าเด็กชินกับการให้ AI แต่งกลอนหรือวาดภาพให้สวยตามสูตรสำเร็จ พวกเขาจะยังมีสายตาที่มองเห็นความงามที่มาจากความไม่สมบูรณ์แบบ จากรอยมือที่สั่นเล็กน้อยของมนุษย์ จากแสงที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ จากความพยายามที่มองเห็นได้อยู่หรือเปล่า และยิ่ง AI เริ่มเลียนแบบความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ได้ สร้างภาพที่โฟกัสไม่เข้า เลียนแบบความ ‘อนาล็อก’ ของอุปกรณ์ได้ด้วยอีกแน่ะ ทีนี้ ความงามในสายตาพวกเขาจะหมายถึงอะไร

ก่อนจะพาผู้อ่านเลี้ยวไปไกลทางปรัชญามนุษย์ มีความจริงอีกข้อหนึ่งที่ต้องพูดถึงเมื่อมองนิวยอร์กเป็นกรณีศึกษา คือการที่มาตรการนี้ใช้ได้แค่กับโรงเรียนรัฐ แต่เด็กจากครอบครัวที่มีฐานะยังสามารถให้ลูกใช้ AI ที่บ้านได้อยู่ดี ไม่มีใครมาบังคับพวกเขา คำถามที่ตามมาคือนโยบายนี้กำลังปกป้องเด็ก หรือกำลังทำให้ช่องว่างในสังคมยิ่งถ่างกว้าง ระหว่างเด็กที่เข้าถึง AI แบบมีผู้ใหญ่ดูแล กับเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึง AI ได้เลย หรือเด็กที่พอจะเข้าถึงได้แต่ไม่มีใครดูแลเลย 

องค์การยูเนสก็โกเคยตั้งคำถามสำคัญไว้ในรายงานเรื่องการคุ้มครองสิทธิเด็กกับการกำกับดูแล AI ว่า แทบไม่มีนโยบาย AI ของประเทศไหนในโลกที่ให้เสียงเด็กมีส่วนร่วมออกแบบเลย เด็กเป็นเพียง ‘ผู้ถูกปกป้อง’ ในทุกบทสนทนา ไม่เคยเป็น ‘ผู้มีสิทธิ’ ที่จะบอกว่าชีวิตของตัวเองควรถูกกำหนดอย่างไร ซึ่งพอมองย้อนกลับมาที่ไทย คำถามนี้ก็ยังไม่มีคำตอบเช่นกัน 

ถ้าซูมออกไปให้ไกลกว่าห้องเรียนอีกสักนิด จะพบว่าคำถามเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในระดับเมืองด้วย ซึ่งพาเรากลับไปที่โพสต์ของทรัมป์ตั้งแต่ต้นเรื่อง

นิวยอร์กไม่ได้แค่หยุดชั่วคราวเรื่อง AI ในโรงเรียนเท่านั้น ก่อนหน้านั้นรัฐนิวยอร์กเพิ่งระงับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เป็นรัฐแรกของประเทศ ด้วยเหตุผลว่ายังไม่มีกรอบประเมินผลกระทบด้านพลังงาน น้ำ และชุมชนที่ดีพอ ทั่วสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มเดียวกัน อย่างน้อย 12 รัฐยื่นกฎหมายลักษณะนี้ และส่วนใหญ่มาจากความกังวลเรื่องค่าไฟที่พุ่งสูงจนผู้บริโภคทั่วไปต้องแบกรับ และความรู้สึกว่าชุมชนไม่เคยมีส่วนร่วมตัดสินใจ

ไทยเองก็กำลังเจอโจทย์คล้ายกันอย่างน่ากังวล กรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์แทรกตัวอยู่กลางเมืองแล้วกว่าสามสิบแห่ง ต้องการไฟฟ้ารวมแล้วเทียบเท่าการใช้งานของบางจังหวัดในหนึ่งปี บางแห่งตั้งอยู่กลางย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นและสร้างผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 

สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นเด็กในห้องเรียนหรือเมืองทั้งเมือง คำถามที่ซ่อนอยู่ก็คือ เราจะให้เวลากับตัวเองมากแค่ไหน ก่อนปล่อยให้บางอย่างขยายตัวไปในทางที่ย้อนกลับไม่ได้ ในขณะที่มีเสียงบอกเราตลอดเวลาว่าใครช้าคือแพ้ ใครลังเลคือล้าหลังและยากจน

ในยุคที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวเร็วจนแทบไม่มีใครมีเวลาหยุดคิด การที่เมืองสักเมืองจะเลือกกดปุ่มหยุดชั่วคราว ทั้งในห้องเรียนและในผังเมือง อาจไม่ใช่สัญญาณของความล้าหลังอย่างที่บางคนกลัว แต่บางทีอาจเป็นสัญญาณของความกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้ 

และในโลกที่ทุกคนแข่งกันพูดอย่างมั่นใจว่ารู้คำตอบแล้ว ความกล้าแบบนี้อาจหายากกว่าที่คิด

ส่วนเราเองในฐานะพ่อแม่ ครู หรือแค่คนที่เคยเป็นเด็กมาก่อน คงต้องถามตัวเองต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกันว่า ระหว่างที่โลกยังหาคำตอบเรื่องนี้ไม่จบ เราจะให้เวลากับ ‘ความไม่รู้’ ของเราเอง และของเด็กๆ รอบตัวเรามากแค่ไหน ก่อนจะรีบยื่นคำตอบสำเร็จรูปให้พวกเขาไป

AI AI และการศึกษา data center การใช้ AI ในโรงเรียน นิวยอร์ก นโยบายการศึกษา ปัญญาประดิษฐ์ สหรัฐอเมริกา โซห์ราน มัมดานี โดนัลด์ ทรัมป์ โรงเรียน

เรื่อง: ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

จบจากรั้ววารสารฯ ธรรมศาสตร์ รักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ด้วยนำ้เสียงสนุกสนาน เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สนใจประเด็นเรื่องเพศ และเชื่อในการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนอย่างเท่าเทียม