ดร.ดอน ยกกระแส AI จุดเปลี่ยนศก.ไทยพลิกฟื้น ไม่ต้องลงสนามแข่ง

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าววงเสวนา หัวข้อ แนวโน้มการลงทุนระดับโลก 2027: การลงทุนด้าน AI, กระแสเงินทุน และโอกาสครั้งใหม่ของประเทศไทย ซึ่งจัดโดย บริษัทหลักทรัพย์ เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSFC โดยระบุว่า การลงทุนในเทคโนโลยี AI ร่วมกับการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ถือเป็น 2 จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Changers) ที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยและบริบทภายนอก จะเผชิญกับความท้าทาย แต่กระแสการลงทุน AI ได้กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่เริ่มเห็นผลชัดเจน โดยข้อมูลสถิติการส่งเสริมการลงทุน ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา พบว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน ในกลุ่มดิจิทัล และ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ได้รับอานิสงส์จากรอบการลงทุนนี้เช่นกัน

นายดอน กล่าวว่า ปัจจัยบวกจากการลงทุน และการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับ AI เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ธปท. ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทย เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ขึ้นสู่ระดับ 2.3% ขณะที่ในปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดและความท้าทาย คือ สัดส่วนการนำเข้าสูงขึ้น จากเดิมที่เคยอยู่ที่ระดับ 50% แต่ล่าสุดได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 70% หมายความว่าในมูลค่าการส่งออก 100 ดอลลาร์ฯ ไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบถึง 70 ดอลลาร์ฯ และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้เพียง 30 ดอลลาร์ฯ เท่านั้น และการจ้างงานในภาคดิจิทัลยังมีสัดส่วนต่ำ

ขณะที่ จากรายงานของธนาคารโลก (World Bank) พบว่า ประเทศไทยติดอันดับ Top 5 ของโลกด้านมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และติด Top 10 ของโลกด้านมูลค่าการลงทุนใน Data Center ซึ่งธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า การประยุกต์ใช้ AI จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential GDP) ของไทยได้อีกราว 0.3% ซึ่งเมื่อรวมกับอัตราศักยภาพเดิมที่ ธปท. ประเมินไว้ที่ระดับ 2.7% จะช่วยดันให้ Potential GDP ของไทยขึ้นไปแตะระดับ 3% ได้อย่างไม่ยาก

นายดอน ระบุว่า ประเทศไทย ในฐานะประเทศที่เป็นกลาง สามารถดึงดูดการลงทุนได้ทั้งจากสหรัฐอเมริกา และจีน โดยปัจจุบันมีบิ๊กเทคอย่าง TikTok (จีน) รวมถึง Google และ Microsoft (สหรัฐฯ) เข้ามาลงทุนใน Data Center อย่างไรก็ดี ตัวเลข FDI มักถูกส่งผ่านประเทศสิงคโปร์ ซึ่งกลายเป็นนักลงทุน FDI รายใหญ่ที่สุดในไทย แซงหน้าญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทแม่ทั้งจากจีน และสหรัฐฯ นิยมตั้งฐานในสิงคโปร์ก่อนเข้ามาลงทุนในไทย

นายดอน ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญจากการบริหารจัดการ Data Center คือ 1. การบริหารจัดการทรัพยากร ต้องบริหารจัดการการใช้พลังงาน และทรัพยากรอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในประเทศ 2. การมีอธิปไตยทางข้อมูล (Data Governance & Residency) ต้องกำกับดูแลให้ข้อมูลตั้งอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงข้อมูลของตัวเองในอนาคต

นายดอน ได้อธิบายถึงการดำเนินงานของ ธปท. ภายใต้ 3 พันธกิจหลัก เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ได้แก่

1. ด้านเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับที่ผ่อนคลาย จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจที่ต้องการปรับตัว และยกระดับเทคโนโลยี โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 1%

2. ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน โดย ธปท. ร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนสภาพคล่อง เช่น โครงการสินเชื่อปรับตัว (Transformation Loans) และโครงการ SME Credit Boost ภายใต้การนำของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เพื่อช่วยเหลือ SME ในการลงทุนปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้สอดรับกับข้อกำหนดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Reinvent Thailand)

3. ด้านระบบการชำระเงิน ซึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงิน ทั้งในประเทศ และการชำระเงินข้ามแดน (Cross-border Payments) เพื่อรองรับธุรกรรมในเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI

นายดอน กล่าวถึงสาเหตุที่นักลงทุนต่างชาติยังคงน้ำหนักการลงทุนน้อยในตลาดหุ้นไทย (Underweight) ทั้งที่มี FDI เข้ามาจำนวนมาก ว่า จะต้องแยกระหว่าง FDI กับการลงทุนในตลาดทุน (Equity Investment) โดยหุ้นไทยดัชนี SET มีบริษัทที่มีส่วนร่วมในห่วงโซ่ AI น้อยมาก ยกเว้นผู้ผลิต Hard Disk Drive เช่น Seagate หรือ Western Digital และนักลงทุนต่างชาติยังคงกังวลเรื่องการบังคับใช้ข้อตกลง และธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทย ซึ่งต่างจากตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Nikkei) ที่ปรับตัวขึ้นทำนิวไฮจากการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กรอย่างจริงจัง

*ไทยไม่จำเป็นต้องลงสนามแข่ง แค่แทรกตัวเป็นห่วงโซ่สำคัญใน AI โลก

นายดอน กล่าวว่า จากที่เคยบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของ ธปท. มูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงได้แบ่งปันประสบการณ์จากการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นว่า ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันในการผลิตชิปขั้นสูง เช่น Nvidia หรือแข่งพัฒนา GenAI แต่ควรมองหาจุดแข็งเฉพาะตัว เพื่อแทรกตัวเข้าไปเป็นชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI ของโลก เช่น บริษัทในญี่ปุ่นอย่าง Ajinomoto (อายิโนะโมะโต๊ะ) นำผลพลอยได้จากการผลิตผงชูรส ไปพัฒนาเป็นฟิล์มฉนวนความร้อนที่จำเป็นอย่างยิ่งในไมโครโปรเซสเซอร์

นอกจากนี้ TOTO (โตโต้) นำเทคโนโลยีเซรามิกขั้นสูงจากการผลิตสุขภัณฑ์ ไปใช้เป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุปกรณ์ AI โดยมองโอกาสของไทยมีศักยภาพในกลุ่มอุปกรณ์ออปติก (Optical Components) และการกัดภาพด้วยแสง (Photo-etching) ซึ่งเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรม

ปัจจุบัน อัตราการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจไทยอยู่ที่เพียง 12% เทียบกับสหรัฐฯ ที่มากกว่า 40% และส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียง AI Chatbot เช่น ChatGPT ขณะที่การใช้ AI Agent ในไทยยังมีน้อยมากเพียง 1-2% การเร่งส่งเสริมให้ SMEs และองค์กรขนาดใหญ่ปรับใช้ AI จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างแท้จริง ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวในท้ายสุด

โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์