อธิบดี สกร. ปลุกพลังบุคลากรภาคเหนือ ชู 'เครือข่าย–ดิจิทัล–AI' กุญแจสำคัญขับเคลื่อนการเรียนรู้

อธิบดี สกร. ปลุกพลังบุคลากรภาคเหนือ ชู ‘เครือข่าย–ดิจิทัล–AI’ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เข้าถึงทุกคน

เมื่อวันที่ 21 กันยายน  ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พบปะ ให้กำลังใจ และมอบแนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเสริมสร้างพลังองค์กรแก่ผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ ครู และบุคลากร สกร. จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 270 คน ในการประชุมเชิงนโยบาย ติดตามขับเคลื่อนงาน และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก ทั้งนี้ การพัฒนาบุคลากรครั้งนี้เป็นจุดแรกของการดำเนินงาน ก่อนขยายผลไปยังส่วนกลางและภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาความรู้ ทักษะ และทัศนคติของบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง สามารถใช้ข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขและมีเป้าหมายเดียวกัน

ดร.เกศทิพย์ กล่าวต่อว่า การดำเนินงานดังกล่าวสอดรับกับนโยบาย “ปฏิรูปการศึกษาเพื่ออนาคตประเทศ” ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งคืนเวลาให้ครู ลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส ยกระดับการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับชีวิตจริง สร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัย และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีกับนวัตกรรมเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

ดร.เกศทิพย์กล่าวว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีเป้าหมายเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้ ได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน และมีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ บุคลากร สกร. จึงเป็นกลไกสำคัญในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้อย่างแท้จริงทั้งนี้ ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้มี 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ “ภาคีเครือข่าย” และ “เทคโนโลยีดิจิทัล” โดยบุคลากร สกร. ต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชน สร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ เปิดพื้นที่ให้ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ประกอบการ ผู้สูงอายุ ผู้มีทักษะอาชีพ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เข้ามาร่วมออกแบบและจัดการเรียนรู้ ตลอดจนเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้จากประสบการณ์จริง ก่อนพัฒนาเป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐาน มีร่องรอยหลักฐาน และสามารถตรวจสอบผลการดำเนินงานได้

ขณะเดียวกัน ต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์มาใช้จัดเก็บ เชื่อมโยง วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของ สกร. ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัยทั่วประเทศ ข้อมูลจะช่วยให้ทราบว่าประชาชนแต่ละกลุ่มยังขาดโอกาสหรือทักษะด้านใด และควรจัดการเรียนรู้เพื่อเติมเต็มอย่างไร ทั้งยังช่วยลดภาระงานธุรการ ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และทำให้บุคลากรมีเวลาในการดูแลผู้เรียนมากขึ้น

“เทคโนโลยีต้องช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น เหนื่อยน้อยลง แต่ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้น ข้อมูลต้องนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้รู้ว่าควรเติมเต็มการเรียนรู้ตรงจุดใด และตอบโจทย์ประชาชนกลุ่มใด ไม่ใช่เพียงเก็บข้อมูลไว้เพื่อรายงานเท่านั้น”

อธิบดี สกร. กล่าวถึงภารกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งต้องเชื่อมโยงกันอย่างยืดหยุ่น โดยมี “ธนาคารหน่วยกิต” เป็นกลไกเชื่อมผลการเรียนรู้จากหลักสูตร การฝึกอาชีพ การทำงาน ภูมิปัญญา และประสบการณ์ชีวิต ให้สามารถสะสม เทียบโอน และรับรองผลได้อย่างเป็นระบบ

สำหรับการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ สกร. อยู่ระหว่างขับเคลื่อนหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ปัจจุบันนำร่องใน 22 จังหวัดและสถาบันการศึกษาทางไกล ก่อนเตรียมขยายการใช้หลักสูตรทั่วประเทศในปีการศึกษา 2570 จุดเด่นคือการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำความรู้ ทักษะอาชีพ และประสบการณ์เดิมมาเทียบโอน ช่วยลดระยะเวลาเรียนโดยยังคงมาตรฐานและคุณภาพของวุฒิการศึกษา พร้อมมีระบบลงทะเบียนและข้อมูลผู้เรียนที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน

ด้านการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง ต้องพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและอาชีพ เช่น ผู้มีพื้นฐานการซ่อมรถยนต์สามารถต่อยอดไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เมื่อผ่านการเรียนรู้ควรได้รับใบรับรองผลและสามารถสะสมหน่วยกิตในธนาคารหน่วยกิตได้ ส่วนการเรียนรู้ตลอดชีวิตควรพัฒนาแหล่งเรียนรู้และกิจกรรมที่ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมจัดเก็บประวัติการเรียนรู้ในรูปแบบพาสปอร์ตการเรียนรู้ เพื่อให้การเรียนรู้ทุกช่วงวัยมีหลักฐานและนำไปต่อยอดได้จริง

ทั้ง 3 รูปแบบสามารถเชื่อมโยงและซ้อนทับกันได้ เนื้อหาในรายวิชาของหลักสูตรเพื่อคุณวุฒิสามารถแยกเป็นหลักสูตรระยะสั้นสำหรับการพัฒนาตนเอง และเปิดเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ สิ่งสำคัญคือการมีข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถวิเคราะห์จำนวนผู้เรียน ความต้องการ ผลลัพธ์ และคุณภาพการเรียนรู้แต่ละด้านได้อย่างชัดเจน

อธิบดี สกร. ยังเน้นย้ำให้เร่งเข้าถึงประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งมีมากกว่า 200,000 คน โดยนำกลับเข้าสู่การเรียนรู้เพื่อให้ได้รับวุฒิการศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพควบคู่กันตามแนวคิด “เรียนรู้เพื่อมีรายได้” รวมถึงดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบภายใต้โครงการ Thailand Zero Dropout Plus ด้วยการค้นหา เข้าถึง และจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามสภาพชีวิตของผู้เรียนเป็นรายบุคคล

“ครู สกร. อาจเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนคนหนึ่งกลับมาเห็นคุณค่าของตนเอง มีที่ยืนในสังคม และเรียกเราว่าครูไปตลอดชีวิต งานของเราจึงไม่ใช่เพียงการจัดการศึกษา แต่คือการสร้างโอกาสและเปลี่ยนแปลงชีวิตของคน”

นอกจากนี้ ผู้เรียนของ สกร. ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ด้อยโอกาสหรือกลุ่มเปราะบาง แต่ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัยและทุกสถานะ ทั้งผู้เกษียณอายุ ผู้ประกอบอาชีพ วิศวกร อาจารย์มหาวิทยาลัย และประชาชนที่ต้องการค้นพบหรือพัฒนาศักยภาพของตนเอง ตัวอย่างเช่น หลักสูตรศิลปหัตถกรรมไทยโบราณซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เรียนหลากหลายกลุ่ม สะท้อนว่าการเรียนรู้ที่ตรงกับความสนใจและความถนัดสามารถสร้างคุณค่า ความภาคภูมิใจ และโอกาสใหม่ในชีวิตได้

ด้านการส่งเสริมอาชีพ อธิบดี สกร. ขอให้ทุกหน่วยงานจัดเก็บข้อมูลตั้งแต่จำนวนผู้เรียน ทักษะที่ได้รับ การนำความรู้ไปใช้ การลดรายจ่าย และการเพิ่มรายได้ เพื่อแสดงผลลัพธ์เชิงประจักษ์ โดยที่ผ่านมา สกร. มีผู้ผ่านการอบรมอาชีพกว่า 154,765 คน อัตราความสำเร็จทางการศึกษาสูงกว่าร้อยละ 99 ผู้ผ่านการอบรมกว่า 40,000 คนระบุว่าได้รับทักษะใหม่ไปพัฒนาตนเอง สามารถลดรายจ่ายให้ครัวเรือน 23,369 คน และสร้างรายได้เพิ่ม 17,512 คน ข้อมูลเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนคุณค่าของงาน สกร. ต่อประชาชนและสังคม

สำหรับผู้สูงอายุ การจัดการเรียนรู้ต้องช่วยเสริมทักษะเดิม เพิ่มทักษะใหม่ และสร้างความภาคภูมิใจในตนเอง เพื่อให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่เรียนรู้ แสดงศักยภาพ และเห็นคุณค่าของตนเองในครอบครัวและสังคม สอดคล้องกับเป้าหมายการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

อธิบดี สกร. ยกตัวอย่างโครงการ “Sweet Heritage” ซึ่งนำภูมิปัญญาขนมไทยที่เสี่ยงสูญหายมาสำรวจ รวบรวม และพัฒนาเป็นหลักสูตรอาชีพระยะสั้น โดยใช้พลังเครือข่าย สกร. ทั่วประเทศ ก่อนนำมาจัดแสดงและถ่ายทอด ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา หรือท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ เพื่อเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับสังคม วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และอาชีพ โครงการดังกล่าวพัฒนาหลักสูตรอาชีพ 882 หลักสูตร และพัฒนาทักษะผู้เรียนกว่า 8,700 คน สะท้อนการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและพลังสร้างสรรค์ของประเทศ

การขับเคลื่อน Sweet Heritage กิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ และโครงการตลาดนัดเรียนรู้คู่เกษตรธรรมชาติ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับท้องฟ้าจำลองกรุงเทพให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ” ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือดาราศาสตร์ แต่ครอบคลุมองค์ความรู้หลากหลายด้านและรองรับประชาชนทุกช่วงวัย พร้อมจัดทำแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่ร่วมกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของประเทศในอนาคต

ในส่วนของการพัฒนาบุคลากร อธิบดี สกร. มอบแนวทางให้เร่งเสริมสร้าง 6 ทักษะสำคัญ ได้แก่ การคิดเชิงระบบและออกแบบงาน การสื่อสารและทำงานเป็นทีม การจัดการข้อมูลและใช้ปัญญาประดิษฐ์ การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาสมรรถนะผู้นำ และการสร้างสุขภาวะกับวัฒนธรรมการทำงานที่ดี โดยมีเป้าหมายให้บุคลากร “คิดเป็น สื่อสารชัด ใช้เทคโนโลยีได้ บริหารงานมีประสิทธิภาพ และทำงานอย่างมีความสุข”

ทั้งนี้ การอบรมต้องไม่สิ้นสุดเพียงการได้รับวุฒิบัตร แต่ผู้เข้าร่วมต้องนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับภารกิจจริง จัดทำแนวทางพัฒนางาน ถ่ายทอดให้เพื่อนร่วมงาน และรวบรวมบทเรียนหรือแนวปฏิบัติที่ดีเป็นองค์ความรู้ขององค์กร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคคล ทีมงาน และหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม

ท้ายที่สุด อธิบดี สกร. ขอให้บุคลากรทุกคนทำงานโดยยึดประชาชนและผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เปิดใจรับฟังความคิดเห็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ลดงานที่ซ้ำซ้อน และทำงานร่วมกันภายใต้แนวคิด “ONE DOLE ONE TEAM” พร้อมยึดหลัก “ลดพิธีการ ไม่ลดคุณภาพ”

ความสำเร็จของ สกร. ไม่ได้วัดจากจำนวนโครงการหรือเอกสาร แต่วัดจากประชาชนที่เข้าถึงการเรียนรู้ เด็กที่กลับเข้าสู่ระบบ ผู้เรียนที่ได้รับวุฒิ ผู้สูงอายุที่เห็นคุณค่าของตนเอง และประชาชนที่นำความรู้ไปสร้างอาชีพและรายได้ ขอให้ทุกคนร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ทำให้ทุกพื้นที่เป็นห้องเรียน และทำให้ ”สกร. อยู่ในใจทุกครัวเรือน“ อย่างแท้จริง