เปิดเรซูเม่ “คนทำงานยุค AI” แค่ปริญญาไม่พอ ใครใช้ AI เป็นค่าตัวพุ่ง
<ol>
เปิดเรซูเม่ “คนทำงานยุค AI” แค่ปริญญาไม่พอ ใครใช้ AI เป็นค่าตัวพุ่ง
เผยแพร่: 17 ส.ค. 2569 21:30 ปรับปรุง: 17 ส.ค. 2569 21:30 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
ผู้จัดการออนไลน์ - JobThai Salary Survey 2026 (ม.ค.–มิ.ย. 2569) สะท้อนข้อมูลคนทำงานยุค AI” ว่า ตลาดแรงงานไทยไม่ได้ “หายไปเพราะ AI” แต่กำลัง “คัดคนใหม่” โดยเปลี่ยนจากการดูตำแหน่งงาน ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “ทักษะและผลลัพธ์”
นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ JobThai เปิดเผยว่า ตลาดแรงงานไทยปี 2569 กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อ “จำนวนงาน” และ “มูลค่าค่าจ้าง” เริ่มเคลื่อนตัวไปคนละทิศทางอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งธุรกิจยังต้องการแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะสายงานขาย ฝ่ายผลิตและควบคุมคุณภาพ ช่างเทคนิค วิศวกรรม และโลจิสติกส์ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ค่าตอบแทนกลับเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดในกลุ่มที่มีทักษะเฉพาะทาง โดยเฉพาะเทคโนโลยี ข้อมูล และการใช้ AI
ข้อมูลจาก JobThai Salary Survey 2026 ช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 สะท้อนภาพตลาดแรงงานไทยว่าไม่ได้ “หายไปเพราะ AI” แต่กำลัง “คัดคนใหม่” จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับตำแหน่งงาน ไปสู่การให้คุณค่ากับ “ทักษะ” และ “ผลลัพธ์” ที่คนทำงานสามารถสร้างให้กับองค์กร
•งานขายยังครองแชมป์ เปิดรับกว่า 1.09 แสนอัตรา
งานขายยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดแรงงาน และเป็นสายงานที่มีความต้องการสูงที่สุด โดยมีการเปิดรับมากกว่า 109,000 อัตรา สะท้อนว่าแม้ธุรกิจจะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น แต่การสร้างรายได้ การหาลูกค้า และการปิดการขายยังคงเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ
เงินเดือนในสายงานขายแบ่งตามบทบาท ได้แก่
* Sales Engineer: 23,107–34,796 บาท
* Sales/Account Executive: 19,726–30,555 บาท
* Sales Coordinator: 17,910–25,918 บาท
อย่างไรก็ตามการเข้ามาของ AI ไม่ได้หมายความว่าจะเข้ามาแทนที่ฝ่ายขายทั้งหมด แต่กำลังเข้ามา “เปลี่ยนงานบางส่วน” โดยเฉพาะงานที่เป็นขั้นตอน เช่น การทำรายงาน การค้นหาข้อมูลลูกค้า การวิเคราะห์เบื้องต้น และงานเอกสาร ส่วนงานที่ยังต้องอาศัยมนุษย์ ได้แก่ การเจรจา การสร้างความสัมพันธ์ การเข้าใจลูกค้าเชิงลึก และการตัดสินใจเชิงธุรกิจ
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดแรงงานไม่ได้ขาดคน แต่กำลัง “ขาดคนบางประเภท” โดยเฉพาะคนที่สามารถผสานทักษะการทำงานเข้ากับเทคโนโลยีได้
•10 สายงานฮอต ตลาดต้องการตัวด่วน!
ข้อมูล JobThai Salary Survey 2026 ระบุ 10 สายงานที่มีความต้องการสูง ได้แก่ Sales, Manufacturing/QC, Purchasing/Administration, Accounting, Technician, Engineering, Logistics, Marketing, HR และ IT
เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่าตลาดแรงงานกำลังแบ่งออกเป็น 2 ชั้นอย่างชัดเจน คือ ตลาดแรงงานปริมาณสูง ซึ่งต้องการคนจำนวนมากเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ และตลาดแรงงานมูลค่าสูง ซึ่งต้องการคนจำนวนไม่มาก แต่ต้องมีทักษะเฉพาะทางและสามารถสร้างผลลัพธ์ได้สูง
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือสาย IT และดิจิทัล แม้จะไม่ได้เป็นสายงานที่เปิดรับมากที่สุด แต่เป็นกลุ่มที่มีเงินเดือนสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง โดยเงินเดือนแบ่งตามระดับประสบการณ์ ได้แก่ New Graduate อยู่ที่ 19,500–28,110 บาท, Mid Level 27,275–40,230 บาท และ Manager 44,489–64,648 บาท
•AI-Data-Cyber ดันค่าตัว สร้างตลาดแรงงานมูลค่าสูง
การเติบโตของ AI และ Data ไม่ได้ทำให้ความต้องการบุคลากรด้าน IT ลดลง แต่กลับสร้าง “ตลาดแรงงานมูลค่าสูง” กลุ่มใหม่ขึ้นมา โดยตำแหน่งที่มีค่าตอบแทนสูง ได้แก่
* AI Engineer: 30,842–49,147 บาท
* Business Analyst: 34,244–53,885 บาท
* Cyber Security: 34,341–50,500 บาท
* Data Scientist/Engineer/Analyst: 30,528–45,862 บาท
* DevOps/SRE: 35,940–58,880 บาท
* Product/IT Management: 36,444–53,575 บาท
* Software Engineer: 29,655–45,078 บาท
* QA/Tester: 33,195–50,330 บาท
จึงกล่าวได้ว่า AI กำลังเปลี่ยน “โครงสร้างค่าจ้าง” มากกว่าทำให้คนตกงาน โดยทักษะที่เกี่ยวข้องกับ AI ข้อมูล ความปลอดภัยไซเบอร์ ซอฟต์แวร์ และการบริหารผลิตภัณฑ์ กลายเป็นทักษะที่ตลาดพร้อมจ่ายในระดับสูง
•เงินเดือนทั้งตลาดโต 2.5% แต่บางสายพุ่งเกินค่าเฉลี่ย
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เงินเดือนโดยรวมของตลาดแรงงานไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.5% แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกสายงานจะได้รับการปรับค่าตอบแทนในระดับเดียวกัน เพราะองค์กรกำลังเลือกจ่ายให้กับ “ทักษะที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ” มากขึ้น ดังนั้นสายงานที่มีอัตราการเติบโตของค่าตอบแทนโดดเด่น ได้แก่
* การเงิน/ธนาคาร +7.6%
* ประกันภัย +7.5%
* กฎหมาย +6.1%
* E-Commerce +4.8%
* IT +4.3%
* Sales +4.3%
จะเห็นได้ว่าแม้ AI จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่สายการเงิน กฎหมาย และผู้ช่วยผู้บริหารกลับมีค่าตอบแทนเติบโต เพราะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง กฎหมายและข้อบังคับ การตัดสินใจ และความรับผิดชอบ ซึ่ง AI สามารถเข้ามาช่วยประมวลผลได้ แต่ยังต้องมีมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นสุดท้าย
ผลกระทบจาก AI ตลาดแรงงานสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ
* กลุ่มแรก งานที่ถูกกดดันจาก AI เป็นงานที่มีขั้นตอนซ้ำและสามารถใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาทดแทนได้มากขึ้น
* กลุ่มที่สอง งานที่ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น Sales, Marketing, Accounting, HR และ E-Commerce โดย AI เข้ามาช่วยลดเวลาทำงาน แต่ยังต้องอาศัยคนในการกำหนดเป้าหมายและตัดสินใจ
* กลุ่มที่สาม งานที่ AI ดันค่าตัว ได้แก่ AI, Data, Cyber Security, Software และ Product ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้สูง
ขณะเดียวกันมีเพียง 3 กลุ่มอาชีพที่เงินเดือนเฉลี่ยลดลง ได้แก่ ท่องเที่ยว/โรงแรม บริการอาหาร และล่าม/แปล โดยมีปัจจัยสำคัญมาจาก Automation ในงานบริการ รวมถึงการที่ AI สามารถเข้ามาช่วยด้านการแปลและการสื่อสารได้ดีขึ้น
•เด็กจบใหม่ ปริญญาอย่างเดียวไม่พอ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน เงินเดือนเริ่มต้นอาจไม่ใช่ตัวชี้วัดความมั่นคงของอาชีพอีกต่อไป แม้บางสายงานจะมีเงินเดือนเริ่มต้นค่อนข้างสูง เช่น
* ล่าม/แปล: 24,524–35,378 บาท
* IT: 19,500–28,110 บาท
* วิศวกรรม: 19,424–26,818 บาท
แต่ในอีกด้านหนึ่ง งานล่าม/แปลเริ่มถูก AI เข้ามาทดแทนบางส่วน ขณะที่สาย IT แม้ยังเติบโต แต่จำเป็นต้องพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กจบใหม่จึงไม่ใช่เพียง “เรียนจบอะไร” แต่คือ “สามารถทำอะไรได้” และที่สำคัญคือ “ใช้ AI เป็น” มากกว่าเพียง “รู้ AI”
ปัจจุบันตลาดแรงงานกำลังแบ่งคนทำงานออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
* ทำงานแบบเดิม → เสี่ยงถูกกดดัน
* ใช้ AI ได้แต่ไม่เข้าใจงาน → มูลค่าจำกัด
* เข้าใจงาน + ใช้ AI → มูลค่าสูงขึ้นมาก
ขณะที่ภูมิศาสตร์แรงงานเปลี่ยน โดยตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ อีกต่อไป กล่าวคือ ค่าเฉลี่ยแรงงานในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 20,938–32,426 บาท ส่วน ภาคตะวันออกมีระดับสูงสุดประมาณ 30,237 บาท และ ภาคกลางอยู่ที่ 16,500–27,320 บาท ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า แต่เริ่มมีโอกาสเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ภาคตะวันออกโดดเด่นจากฐานอุตสาหกรรมการผลิต พลังงาน และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ยังต้องการแรงงานทักษะสูง และมีการแข่งขันด้านบุคลากรในตำแหน่ง Operations, Quality Control, Supply Chain รวมถึง ERP และระบบดิจิทัล โดยบางพื้นที่มีเงินเดือนสูงสุดถึง 160,000 บาท
นอกจากนี้ยังพบว่า “ช่างเทคนิค” คือ ผู้ชนะเงียบยุค AI ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าจับตา แม้เงินเดือนเริ่มต้นอาจไม่ได้อยู่ในระดับสูง แต่เป็นงานที่ยังต้องใช้คนจริงในภาคสนาม และไม่สามารถทดแทนได้ง่ายด้วยระบบดิจิทัล ซึ่ง ความท้าทายอยู่ที่ทักษะของช่างกำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะช่างที่สามารถใช้เทคโนโลยีและระบบดิจิทัลได้ จะมีค่าตัวสูงกว่าช่างที่ทำงานในรูปแบบเดิม
ที่สำคัญในตลาดแรงงานยังพบด้วยว่า Marketing กำลังเปลี่ยนจาก “คนทำคอนเทนต์” สู่ “คนวางกลยุทธ์” การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสายเทคโนโลยี แต่รวมถึง Marketing ด้วย จากเดิมที่เน้น “คนทำคอนเทนต์” กำลังขยับไปสู่ “คนวางกลยุทธ์” และ ตำแหน่งที่มีความต้องการ ได้แก่
* Brand/Marketing: 27,956–40,352 บาท
* Business Development: 27,641–40,605 บาท
* SEO Specialist: 23,676–34,765 บาท
* Content Creator: 19,347–26,643 บาท
แม้ AI จะสามารถช่วยผลิตคอนเทนต์ได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ยังเป็นความได้เปรียบของมนุษย์คือ “การคิดเชิงกลยุทธ์” การเข้าใจตลาด การกำหนดทิศทางแบรนด์ และการตัดสินใจว่าจะใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างไร
จากความต้องการของตลาดแรงงานและการเข้ามาของ AI จึงเห็นได้ชัดว่า AI ไม่ได้ทำลายงานทั้งหมด แต่กำลัง “จัดลำดับคุณค่าของงานใหม่” ทำให้ตลาดแรงงานกำลังเคลื่อนเข้าสู่ 4 ระดับ ได้แก่
1. งานปริมาณมาก
2. งานทักษะเฉพาะ
3. งานดิจิทัลและ AI
4. คนที่สามารถเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
ท้ายที่สุด AI ไม่ได้ทำให้ตลาดแรงงาน “ไม่มีงาน” แต่ทำให้งานบางประเภทมีมูลค่าลดลง และบางประเภทมีมูลค่าเพิ่มขึ้น สำคัญที่สุดคือ “ทักษะ” กำลังกลายเป็นตัวกำหนดรายได้มากกว่าตำแหน่งงาน คนทำงานยุคนี้จึงต้องมองให้ไกลกว่าเดิม จาก เดิมคิดแค่ว่าจะทำงานอะไร มาเป็นงานที่เราทำอยู่ สุดท้าย AI มาช่วย หรือ AI มาแทน?