AI เก่งขึ้นทุกวัน แล้ว ‘คน’ ต้องเก่งอะไร? สรุปทักษะ AI ยกระดับคนไทย จากงาน AIS ACADEMY for THAIs - Marketeer Online


AI ทำให้ “คน” จำนวนไม่น้อยรู้สึกเหมือนกำลังถูกดิสรัป แต่ถ้าลองคิดดูดี ๆ ที่จริงแล้ว ‘คน’ ไม่ได้กำลังแข่งกับเทคโนโลยี แต่เรากำลังแข่งกันเรียนรู้ แข่งกันใช้งานเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่า…

ดังนั้นยิ่ง AI เก่งขึ้นเท่าไร… แล้วคนเราจะต้องเก่งอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง?

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นรวมถึงความตั้งใจของงาน AIS ACADEMY for THAIs ‘Mastering AI Beyond Borders’ ที่เพิ่งจบลงไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

งานเดียวที่รวม 30 สปีกเกอร์แนวหน้าวงการ AI และการทำงาน รวมถึงกว่า 20 AI เวิร์กช้อปเต็มทุกที่นั่ง เพื่อชวนคนไทยมายกระดับทักษะ AI ให้พร้อมรับมือกับโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว…

บทความนี้ Marketeer หยิบเอา 4 Session ที่น่าสนใจจากเวที AIS ACADEMY for THAIs มาเล่าให้ฟัง

AIS Academy “ภารกิจคิดเผื่อ” เพื่อทุกคนในสังคมไทย

คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน AIS ACADEMY for THAIs ‘Mastering AI Beyond Borders’ ไว้ว่า

“เมื่อโลกกำลังเจอกับดิจิทัลดิสรัปชัน สิ่งหนึ่งที่ AIS Academy มองเห็นคือ โอกาสในการเข้าถึงความรู้ของแต่ละคนไม่ได้เท่ากัน คนที่ทำงานอยู่ในบริษัทหรืออยู่ในสถาบันต่างๆ มีองค์กรคอยสนับสนุน มีคอร์ส มีองค์ความรู้ มีระบบช่วยพัฒนาทักษะ แต่คนทั่วไปที่ไม่มีองค์กรอยู่ข้างหลังก็ต้องการความรู้ใหม่ๆ ไม่ต่างกัน”

ดังนั้นกิจกรรมภายใต้ AIS Academy จึงมี 2 บทบาทสำคัญ คือ หนึ่งมุ่งเป้าในการพัฒนาคนภายใน AIS ให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อีกด้านคือการนำองค์ความรู้ที่มีคืนกลับสู่สังคม

ทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวคิดที่คุณกานติมาเรียกว่า ภารกิจคิดเผื่อ” ผ่านการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ รวมถึง AIS ACADEMY for THAIs ที่จัดขึ้น เพื่อแชร์ประสบการณ์การใช้งานรวมถึงการทำงานร่วมกับ AI ในหลากหลายแง่มุม ทั้งผู้ที่เป็นผู้ใช้งาน นักพัฒนา นักสร้างสรรค์ รวมถึงคนทำธุรกิจ

เพื่อให้คนที่มาร่วมงานได้เห็นว่าเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลกอย่าง AI สามารถนำไปประยุกต์กับการทำงานได้อย่างไร รวมถึงมีทักษะที่จำเป็นในการยกระดับการทำงาน การเรียนหนังสือ และเปลี่ยนให้คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้กลายเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งประเทศไปพร้อม ๆ กัน

อนาคต AI อนาคตประเทศไทย สร้างเศรษฐกิจไทยใหม่จากฐานราก

โดยศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ก้าวต่อไปของคนไทยคือการยกระดับจากผู้ใช้งานหรือ User ไปสู่ผู้สร้างสรรค์ Creator & Innovator เพื่อก้าวข้ามการใช้เพื่อให้ AI ช่วยให้เราทำงานได้เยอะขึ้นไวขึ้นเพียงเท่านั้น

ทาง ดร.ยศชนัน มองไปถึงการสร้าง New Growth Engine ให้กับประเทศไทย ที่ไม่ได้หมายถึงการทำให้ประเทศไทยต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาแข่งขันกับ Silicon Valley…. แต่ให้ใช้วิธีการนำ Local Assets ที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วมาผสานกับ AI เช่น

– ภาคเกษตร (Smart Farmer) อาจนำข้อมูลจากดิน น้ำ เซนเซอร์ และดาวเทียมมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อช่วยเกษตรกรพยากรณ์ผลผลิตและตัดสินใจได้แม่นขึ้น

– ด้านการแพทย์และสุขภาพ (Healthcare) สามารถต่อยอด AI ไปสู่ Precision Medicine การแพทย์แม่นยำมากยิ่งขึ้น การวิเคราะห์ Genomic สุขภาพจิต รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์

– เศรษฐกิจเชิงธรรมชาติ (Nature Positive Economy) ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบ Carbon Credit หรือ Biodiversity และเปลี่ยนสิ่งที่ประเทศไทยมีอยู่ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเก่ง AI ทุกเรื่อง แต่ต้องรู้ว่าตัวเองเก่งอะไรแล้วใช้ AI ขยายความเก่งนั้นออกไป”

ทุกการเปลี่ยนแปลง ‘มนุษย์กลัว’ แต่ ‘ความสร้างสรรค์’ ไม่เคยจบสิ้น

คุณภัคพล ตั้งตงฉิน จาก Canva Thailand ขึ้นพูดในหัวข้อ Creativity in the Age of AI กับยุคที่ตอนนี้เราใช้ AI กันอย่างเต็มรูปแบบ ความคิดสร้างสรรค์หรือกระบวนการสร้างสรรค์” จะเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบไหน รวมถึงเราจะสามารถปรับตัวเพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้มากที่สุดอย่างไร…

ที่จริงมนุษย์เราพบเจอกับความเปลี่ยนแปลงในด้านของการออกแบบสร้างสรรค์มาด้วยกัน 4 ยุคใหญ่ ๆ คือ

– ยุคที่เราเริ่มขีดเขียนวาดรูปด้วยมือ ใช้ดินสอใช้พู่กัน
– ยุคที่เราสร้างสรรค์ผ่านเลนส์กล้องถ่ายรูปอย่างการถ่ายภาพ
– ยุคที่เราเรียนรู้ในการสร้างและใช้เครื่องมือสร้างสรรค์บนหน้าจอผ่านดีไซน์ซอฟต์แวร์
และในปัจจุบันคือยุคแห่งการสร้างสรรค์ด้วยการพิมพ์ Prompt สั่งงานผ่าน AI เพียงไม่กี่คำ….

ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงจะมาพร้อมกับความกลัว กลัวสิ่งใหม่ที่จะมาทดแทน แต่มนุษย์เราก็สามารถรับมือและเปลี่ยนแปลงตัวเองมาได้ทุกครั้ง

อย่างในวันนี้เรากำลังเจอคลื่นที่เรียกว่า AI ซึ่งสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้แบบไร้ขีดจำกัด ทำงานไว ทำได้เยอะ ทำได้ไม่หยุด ถึกทน และเก่งกว่ามนุษย์เราแน่นอนในแง่ของการผลิตชิ้นงานจำนวนมาก ๆ ออกมา

แต่ผลงานที่ขาดการควบคุมจากมนุษย์ ผลงานเหล่านั้นจะกลายเป็นชิ้นงานที่เรียกว่า AI Slop หรือคนเริ่มเอียน AI  เวลาที่เจอผลงานหน้าตาเหมือน ๆ คล้าย ๆ กัน หรือมีเนื้อหาดีไซน์ที่ดูออกทันทีว่าถูกสร้างโดย AI ผลงานเหล่านี้ไร้ความหมาย ไม่สามารถสร้างอิมแพคในการสื่อสาร รวมถึงที่สำคัญคือขาดความเป็นมนุษย์

เรื่องนี้จึงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไม ‘คน’ ถึงต้องเก่งขึ้นด้วย เพื่อให้ไม่แพ้ AI และก้าวข้าม AI Slop ไปให้ได้

โดย 4 ทักษะหลักที่คนสร้างสรรค์ในยุคที่มี AI เป็นเครื่องมือต้องมีก็คือ

– Taste (รสนิยม) ความสามารถในการมอง และตัดสินได้ว่าอะไรสวยหรือไม่สวย
– Judgment (วิจารณญาณ) การประเมินและตัดสินใจได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี เหมาะสมหรือถูกต้องหรือไม่
– Cultural Fluency (ความเข้าใจทางวัฒนธรรม) เข้าใจบริบทด้านสังคมและวัฒนธรรมซึ่ง AI ไม่มี
– Audience Insight (ความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมาย) เข้าใจลึกซึ้งในพฤติกรรมและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสารด้วย

รวมถึงคุณภัคพลยังให้กรอบคิด 3D ในการเลือกรวมถึงนำไปพัฒนาผลงานที่มาจาก AI โดยมีคนเป็นผู้ตัดสินว่างานชิ้นไหนควรออกไปเจอกับผู้บริโภค…

– Define งานที่ดีต้องเริ่มต้นจากมนุษย์ในการนิยามก่อนว่า “ผลลัพธ์หรือปลายทางของงานชิ้นนี้” คืออะไร? ก่อนที่จะเริ่ม Prompt AI เพื่อไม่ให้หลงทางไปตามคำตอบของ AI
– Direct มนุษย์ต้องทำหน้าที่กำกับ AI โดยการนำ Taste, Judgment, Cultural Fluency และ Audience Insight เข้าไปใส่ในตัวชิ้นงาน
– Decide แม้ AI จะช่วย Gen ผลงานออกมาได้เป็นสิบเป็นร้อยหรือเป็นพันชิ้น แต่มนุษย์ต้องเป็นผู้คัดสรรและตัดสินใจว่าชิ้นงานใดมีคุณค่าคู่ควรที่จะออกสู่สายตาโลก

รวมถึงในวันนี้โลกไม่ได้ขาดคอนเทนต์ แถมกำลังมีคอนเทนต์มากเกินไป แต้มต่อของคนไทยอาจไม่ใช่การใช้ AI เพื่อผลิตงานให้ได้มากกว่าเดิม แต่คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และใส่ไอเดียความเป็นไทยแบบที่เรามีอยู่มาผสมกับ AI แล้วสร้างสิ่งที่คนอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้…

ยิ่ง AI เก่ง… คนยิ่งต้องสร้าง Human Advantage แต้มต่อเหนือ AI

Mr. Craig McFarlane จาก Pearson APAC ระบุว่า “อนาคตของการทำงานไม่ใช่การแข่งขันระหว่างคนกับเครื่องจักร แต่มันคือความท้าทายในการออกแบบ ว่าเราจะใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อเพิ่มสิ่งที่มนุษย์เข้าใจ ตัดสินใจ และบรรลุผลได้อย่างไร”

รวมถึงทุกวันนี้ในหลาย ๆ องค์กรที่นำ AI เข้าไปใช้งานอย่างจริงจังมากขึ้น แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่างานลดลง บางครั้งกลับมีงานเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์ที่ว่านี้เรียกว่า AI Productivity Paradox

เพราะการเอา AI มาติดตั้งในองค์กรสมัยนี้ง่ายรวดเร็ว แต่สิ่งที่ยากคือการเปลี่ยนวิธีการทำงานของคนในองค์กรหรือเปลี่ยน Workflow รวมถึงการพัฒนาคนให้สามารถนำ AI ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพจริง

AI Readiness Report ที่ทาง Pearson ทำร่วมกับ AWS จากกลุ่มตัวอย่าง 2,700 คนใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังระบุว่า

– 67% จากกลุ่มสำรวจมองว่า ระบบการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงเพราะ AI รวมถึงยังเกิดขึ้นเร็วมาก

แต่มีเพียงแค่ 24% ที่เชื่อว่ามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นพื้นที่ในการสร้างคนเข้าระบบงานจะสามารถปรับตัวและพัฒนาหลักสูตรให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของ AI ได้

– ดังนั้น 53% ของนายจ้างมีปัญหาในการหาบัณฑิตที่มีทักษะ AI ตรงกับความต้องการ

ขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาเพียง 14% ที่มองว่าตัวเองมีความเชี่ยวชาญสูงในการประยุกต์ AI เข้ากับงานจริงได้

สิ่งที่ Pearson พบจากงานวิจัยอีกชิ้นจึงน่าสนใจ…
เมื่อ AI ถูกนำมาทำงานมากขึ้น คนทำงานยุคนี้จะต้องมี 7 Human Skills เพื่อมีแต้มต่อที่ AI ทำไม่ได้อย่าง

– Resilience ความยืดหยุ่นรวมถึงการรับมือกับสถานการณ์กดดันในรูปแบบต่าง ๆ
– Creative Problem Solving การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ คิดให้ไกลกว่ารูปแบบหรือกรอบเดิม ๆ
– Adaptability ความสามารถในการปรับตัว พร้อมเปลี่ยนแนวทางเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
– Continuous Upskilling การพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก่อนที่ทักษะนั้นจะกลายเป็นแค่สิ่งที่จำเป็นต้องเรียน
– Interpersonal Savvy ความเข้าใจและทักษะในการทำงานกับผู้คน
– Cultural Versatility ความสามารถในการทำงานร่วมกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย
– Critical Thinking การคิดวิเคราะห์และทำความเข้าใจสถานการณ์ที่หลากหลาย คลุมเครือ ซึ่งบางทีอาจไม่ได้มีข้อมูลมากมายเหมือนกับที่ AI จะต้องรู้และถึงจะวิเคราะห์ออกมาได้ 

นี่ไม่ใช่แค่ Soft Skills แต่คือความสามารถเชิงกลยุทธ์สำหรับรับมือโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”

นอกจากนั้นคุณ Craig ยังเสริมวิธีคิดในแบบของผู้นำว่า องค์กรไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “จะใช้เครื่องมือ AI ตัวไหนดี” แต่ควรเริ่มจาก “องค์กรอยากสร้างผลลัพธ์อะไร”

เพราะหลายองค์กรมี AI Pilot Project จำนวนมาก แต่การเปลี่ยนแปลงยังไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากลงทุนในเทคโนโลยีเร็วกว่าการออกแบบ Workflow และพัฒนาคน

ขณะเดียวกัน องค์กรที่เปลี่ยนได้เร็วต้องเริ่มจากการสร้างความมั่นคงให้คนรู้สึกปลอดภัยพอที่จะกล้าลอง กล้าพลาด และกล้าเรียนรู้สิ่งใหม่

เพราะท้ายที่สุด ผู้ชนะในยุค AI อาจไม่ใช่คนที่เข้าถึงเทคโนโลยีก่อน แต่คือคนและองค์กรที่รู้ว่าจะใช้ AI เพื่อเสริมการคิด การตัดสินใจ และศักยภาพความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุดอย่างไร…

ทั้ง 4 Session ที่หยิบมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งจากเวที AIS ACADEMY for THAIs ‘Mastering AI Beyond ที่จัดขึ้นเท่านั้น สำหรับใครที่สนใจในการพัฒนาแนวคิด เก็บเกี่ยวความรู้ รวมถึงอยากเติมสกิลทักษะการทำงานในยุค AI แบบนี้

ติดตามข้อมูลความรู้เพิ่มเติมได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/AISAcademyforThais

รับชม LIVE ย้อนหลังทั้ง 2 วันเต็มๆ ได้ที่ : https://www.youtube.com/@AISAcademy

#AISAcademyforTHAIs2026 #MasteringAIBeyondBorders #AISAcademy #AIไร้กรอบ #ภารกิจคิดเผื่อ