สงครามเย็น AI: เมื่อมหาอำนาจผลักโลกเข้าสู่ยุค ‘AI Colonialism’
นับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 17 ที่รัฐชาติสมัยใหม่เริ่มก่อตัวขึ้น มนุษย์ยอมรวมตัวกันอยู่ภายใต้รัฐ เพราะต้องการศูนย์กลางอำนาจมาช่วยคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน รากฐานของระเบียบสังคมและการเมืองโลกถูกยึดเหนี่ยวไว้ด้วยแนวคิดที่ Mustafa Suleyman และ Michael Bhaskar นิยามไว้ในหนังสือ The Coming Wave ว่าคือ ‘สัญญาประชาคมครั้งใหญ่’ (The Grand Bargain) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ประชาชนยอมสละเสรีภาพบางส่วนให้แก่รัฐ เพื่อแลกกับความมั่นคง เสถียรภาพ และความมั่งคั่ง โดยตราบใดที่รัฐยังคงทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อตกลงนี้ก็ดำเนินต่อไปโดยแทบไม่มีใครตั้งคำถาม
เมื่อ Grand Bargain เริ่มเสื่อมถอย
ทว่าวันนี้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังเข้ามาทำให้สัญญาประชาคมครั้งใหญ่ (The Grand Bargain) สั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้วยคุณลักษณะของ AI ที่เป็นเทคโนโลยีที่มีการกระจายตัวสูง (hyper-diffusive) ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบและตอบสนองหลากหลายวัตถุประสงค์ ทำให้อำนาจที่เคยกระตุกตัวอยู่กับภาครัฐถูกสลายออกและกระจายไปอยู่ในมือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่มอื่นๆ รวมถึงกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ในขณะที่รัฐปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่เกิดขึ้นส่งผลให้ช่องว่างระหว่างอำนาจรัฐที่ ‘ควรมี’ กับอำนาจรัฐ ‘ที่มีอยู่จริง’ เริ่มขยายกว้างขึ้นและส่งผลให้เกิดการเสื่อมถอยของสัญญาประชาคมครั้งใหญ่
บทสัมภาษณ์ของ Yuval Noah Harari ที่ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Economist เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า AI ได้เปลี่ยนจากสถานะ “เครื่องมือ” ไปเป็นผู้ปลอมแปลงความเป็นมนุษย์โดยตัวเขาเองระบุว่าเขายังเคยรับชมภาพปลอม (Deepfake) ของตนเองอยู่นานกว่าจะรู้ตัว เมื่อ AI สามารถปลอมแปลงความเป็นมนุษย์ได้ สถาบันการเมืองและสัญญาประชาคมย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกครอบงำและถูกกัดเซาะ และเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นตัวกำหนดอำนาจ ชาติมหาอำนาจจึงใช้ AI มาเป็นเครื่องมือในการจัดการระเบียบภูมิรัฐศาสตร์จนเกิดสภาวะที่เรียกกันว่า ‘สงครามเย็นเอไอ’ หรือ ‘AI Cold War’ โดยคำว่า AI Cold War ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกๆ ในช่วงปี 2018 ในบทความ ‘The AI Cold War That Threatens Us All’ ของ Nicholas Thompson บรรณาธิกาบริหารนิตยสาร WIRED ในขณะนั้นร่วมกัน Ian Bremmer ประธาน Eurasia Group ซึ่งบทความนี้มุ่งเน้นให้สหรัฐอเมริกาและจีนร่วมมือกันวางมาตรฐานสากลด้านความเป็นส่วนตัวและจริยธรรมมิได้เขียนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้เกิดสงครามเย็นทางเทคโนโลยี แต่ท้ายที่สุดคำนี้กลับถูกนำมาใช้ในบริบทความขัดแย้งทางเทคโนโลยีหรือสงคราเย็นทางเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังสร้างแรงกดดันให้กับประเทศขนาดกลางที่ต้อง
สงครามเย็นในยุคดั้งเดิมในศตวรรษที่ 20 ซึ่งแข่งขันกันด้วยการสะสมอาวุธนิวเคลียร์เป็นช่วงเวลาของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซียมากว่า 40 ปี แต่สงครามเย็นเทคโนโลยีในครั้งนี้ไม่ได้แข่งกันที่ผลิตภัณฑ์แต่หากแข่งกันที่สถาปัตยกรรมเทคโนโลยี ตั้งแต่เซมิคอนดัคเตอร์ไปถึงข้อมูล โดย Sebastian Mallaby และ Sebastian Elbaum ที่เขียนแนวคิด AI Trilemma ไว้ใน Foreign Affairs ระบุว่าผู้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ต้องการสามสิ่งพร้อมกัน ได้แก่ (1) ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในการเร่งใช้ หรือ การใช้ AI ให้ทันคู่แข่ง การสนับสนุนให้ภาคธุรกิจนำ AI ไปใช้อย่างเสรีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ขับเคลื่อนการเติบโต และสร้างความได้เปรียบทางการค้า (2) ความมั่นคงของชาติจากการควบคุมความเสี่ยงการเร่งพัฒนาและสร้างนวัตกรรม AI ให้รวดเร็วเพื่อไม่ให้ตกเป็นรองคู่แข่งในเวทีโลก (เช่น สหรัฐฯ แข่งกับจีน) และ (3) ความมั่นคงทางสังคม (Societal Security): การปกป้องประชาชนจากผลกระทบเชิงลบ เช่น การถูกแย่งงาน ภัยจาก Deepfakes ปัญหาลิขสิทธิ์ ไม่มีใครสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งสามด้านได้พร้อมกันต้องมีการแลกเปลี่ยนระหว่างเป้าหมาย รัฐบาลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสามด้านได้พร้อมกันทั้งหมดต้องยอมได้อย่างเสียอย่าง การมุ่งเน้นความมั่นคงของชาติหรือเศรษฐกิจโดยเร่งพัฒนา AI อย่างรวดเร็วมักไปลดทอนความั่นคงทางสังคมลง ในทางกลับกันหากเน้นคุมเข้มเพื่อความปลอดภัยทางสังคมก็จะทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจและการแข่งขันระดับชาติชะลอตัวลง
โดยภายใต้สงครามเทคโนโลยีที่สองมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาและจีนกำลังขับเคี่ยวกัน Karen Hao เขียนไว้ในหนังสือ Empire of AI ว่าผลกระทบที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกข้างทางการเมือง แต่กำลังนำพาโลกเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่ส ‘จักรวรรดินิยม AI’ (AI Colonialism) กลุ่มทุนเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาดึงทรัพยากรธรรมชาติทั้งพลังงานไฟฟ้าและน้ำจากประเทศขนาดกลางไปใช้ใน Data Center และเก็บข้อมูลจากประเทศนั้นๆ รวมถึงการเข้ามาใช้แรงงานราคาถูกในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อกอบโกยความมั่งคั่งเข้าสู่ศูนย์กลางทิ้งไว้เพียงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสร้างความพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติของประเทศขนาดกลางเหล่านี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้กำลังทหารบีบบังคับชาติใดโดยตรง เพียงแต่สร้าง สภาวะบังคับเชิงโครงสร้างผ่านมาตรฐาน ชิ้นส่วน และระบบนิเวศที่ทำให้ประเทศขนาดกลางถอนตัวออกมายาก คำถามสำคัญประเทศขนาดกลางจะวางตัวอย่างไรในสงครามเย็นเทคโนโลยีในครั้งนี้ ทางรอดสำคัญจึงอยู่ที่การชูจุดยืน ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ซึ่งไม่ใช่การแยกตัวจากโลกหรือการวางตัวเป็นกลางอย่างไร้ทิศทาง แต่คือการรักษาอำนาจในการตัดสินใจและการกำหนดทางเลือกไว้ในมือตัวเอง เพื่อหลุดพ้นจากการตกอยู่ในสภาวะ AI Colonialism รัฐมีความจำเป็นต้องสร้างดุลยภาพในสมรภูมิ data center และ cloud จากการเปิดรับการลงทุนแบบไร้เงื่อนไขเป็นการใช้ยุทธศาสตร์การลงทุนอย่างมีเงื่อนไขหรือการลงทุนอย่างมีเงื่อนไขเชิงยุทธศาสตร์ (Conditional Infrastructure Investment) โดยตั้งเงื่อนไขบังคับให้ผู้ลงทุนต่างชาติปฏิบัติตามมาตรฐาน Green Data Center อย่างเข้มงวด ต้องนำเสนอแผนการจัดหาพลังงานหมุนเวียนและระบบหมุนเวียนน้ำด้วยตนเอง (เช่น Direct PPA) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติของประชาชน พร้อมทั้งควบคู่กับการรักษาสถาปัตยกรรมข้อมูล (Data Architecture) ที่เป็นอิสระ เพื่อป้องกันไม่ให้อธิปไตยทางข้อมูลของประเทศถูกผูกขาดหรือถูกนำไปฝึกฝนโมเดลยักษ์ใหญ่โดยไร้การชดเชยอย่างเป็นธรรม การกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และการรักษาพันธมิตรที่หลากหลายคืออำนาจต่อรองและคือสิ่งประกันความเสี่ยงเมื่อเกิดวิกฤตการคว่ำบาตรทางเทคโนโลยี
AI ในฐานะสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์และทางสองแพร่งของรัฐ
Fei Fei Li ขึ้นเวทีกล่าวสุนทรพจน์ในงาน Ai4 2026 เมื่อเร็วๆ นี้ได้ตอกย้ำยืนยันแนวคิด AI ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางดังที่เธอเขียนไว้ในหนังสือ The Worlds I See โดยกล่าวว่ารัฐบาลต้องขยับกรอบแนวคิดจากการมอง AI เป็นเพียงนวัตกรรมของภาคเอกชนไปสู่การมองว่าเป็น สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Assets) ของประเทศ เพราะหากรัฐล้มเหลวในการสร้างศักยภาพภายในเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI มีปลายทางที่รอเราอยู่เพียงสองทาง ตามที่ Mustafa Suleyman ได้ระบุไว้ในหนังสือ The Coming Wave คือ Zombie Government รัฐที่ล้มเหลวในการปฏิรูประบบราชการและไม่สามารถคุ้มครองประชาชนจากภัยไซเบอร์ เกิดความเหลื่อมล้ำและสูญเสียอธิปไตยทางดิจิทัล สอดคล้องกับคำกล่าวของ Yuval Noah Harari ที่ให้สัมภาษณ์นิตยสาร The Economist ว่ารัฐ Zombie Government เป็นรัฐที่ไร้ความสามารถในการปกป้องพรมแดนทางปัญญาของพลเมืองปล่อยให้อัลกอริทึมและ deepfake จากมหาอำนาจเข้าทำลายระบบความไว้เนื้อเชื่อใจจนหมดสิ้น ในทางกลับกันรัฐเผด็จการเทคโนโลยีเป็นรัฐที่หวาดกลัวการสูญเสียความควบคุม จึงนำ AI มาใช้ติดตามสอดส่องประชาชนแบบอำนาจนิยมทำลายสิทธิเสรีภาพขึ้นพื้นฐาน
เพื่อหลุดพ้นสภาวะ AI Colonialism รัฐต้องเปลี่ยน AI ให้เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ได้จริง การสร้างระบบ AI ของประเทศเราเองประเทศต้องลงทุนทำ “ระบบประมวลผลและโมเดลภาษาไทยกลาง” เพื่อให้นักวิจัย สตาร์ทอัพ และธุรกิจไทยนำไปใช้ต่อยอดได้ฟรี โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือเช่า AI จากมหาอำนาจต่างชาติเพียงอย่างเดียว ซึ่งไทยทำอยู่ผ่าน ThaiLLM การวางระบบโครงสร้างเทคโนโลยีแบบผสมผสานเพื่อกระจายความเสี่ยง พร้อมออกกฎหมายคุมค่าย Data Center ต่างชาติ ไม่ให้เข้ามาแย่งชิงไฟฟ้า น้ำสะอาด หรือทรัพยากรธรรมชาติจนกระทบคนในประเทศและการร่วมมือกับเพื่อนบ้านและสร้างคนของเราโดยร่วมมือกับกลุ่มประเทศในอาเซียนเพื่อสร้างเกณฑ์ควบคุม AI ให้มีอำนาจต่อรองระดับโลก ควบคู่กับการเร่งสร้างบุคลากรด้าน AI และความปลอดภัยไซเบอร์
สิงคโปร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นตัวอย่างประเทศที่ใช้กลยุทธ์ Sovereign AI สร้างอำนาจต่อรองในระดับโลกได้ดี โดยสิงคโปร์เน้นวางตัวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีที่เป็นกลาง ผ่านการคุมมาตรฐาน Data Center เข้มงวด พัฒนาโมเดลภาษา SEA-LION และตั้งศูนย์ AI ขณะที่ UAE ใช้ ‘การทูต AI’ ‘AI Diplomacy’ และการสร้างโมเดล open-source อย่าง Falcon และปรับสมดุลภูมิรัฐศาสตร์เพื่อลดการพึ่งพามหาอำนาจและเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง
ไทยอยู่ตรงไหน
ขณะที่มหาอำนาจห้ำหั่นกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันของสงครามตัวแทนดิจิทัล (Digital Proxy War) และต้องหาสมดุลระหว่างการเมืองเรื่องเทคโนโลยีกับผลประโยชน์ของประเทศ โดยมีสองกรณีที่สะท้อนโจทกย์นี้ได้ชัดสุด
ดราม่าศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการรื้อสิทธิประโยชน์ การแห่ต้อนรับ Big Tech จากสหรัฐอเมริกาควบคู่กับการทำสัญญาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับจีน กำลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหนักว่า รัฐบาลกำลังยอมแลก ‘ไฟฟ้าและน้ำสะอาดของคนไทย’ ไปให้ค่าย AI ต่างชาติใช้ระบายความร้อน โดยได้กลับมาเพียงภาพความร่วมมือเท่านั้นหรือไม่ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นกลางปี 2569 เมื่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI) สั่งรื้อยุทธศาสตร์ศูนย์ข้อมูลใหม่ทั้งหมด พร้อมทบทวนสิทธิประโยชน์ BOI เพื่อแก้ปมการถูกฉวยโอกาส สาระสำคัญคือ หนึ่ง สกัดการแย่งน้ำแย่งไฟจากประชาชน โดยบังคับให้ทุนต่างชาติที่จะตั้งศูนย์ข้อมูลต้องใช้พลังงานสะอาด ผ่านกลไก Direct PPA ที่รัฐปลดล็อกให้ หรือเลือกลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดใช้เอง และสอง คำนึงถึงผลตอบแทนของประเทศ (ROI) มากกว่าเม็ดเงินลงทุน กล่าวคือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีต้องแลกมาด้วยการจ้างงานคุณภาพสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อสร้างวิศวกรไทย และการทำให้คนไทยได้ใช้บริการคลาวด์ที่ถูกลงและปลอดภัยขึ้น
TH-AI Passport: ประชานิยม AI หรือยุทธศาสตร์สร้างคน โครงการ TH-AI Passport ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปลงทะเบียนรับสิทธิ์ใช้แพลตฟอร์ม AIPASS ฟรี 5 ล้านสิทธิ์ โดยรวมโมเดลจากผู้พัฒนากว่า 14 ราย มากกว่า 30 โมเดล เริ่มลงทะเบียนล่วงหน้าวันที่ 19 สิงหาคม 2569 และเปิดใช้จริงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นโยบายนี้ถูกตั้งคำถามว่าเป็น “ประชานิยมอัลกอริทึม” หรือไม่ เพราะงบประมาณส่วนใหญ่อาจไหลไปสู่ Big Tech ต่างชาติเจ้าของโมเดล อีกทั้งยังมีข้อกังวลว่าข้อมูลและคำสั่ง (prompt) ของผู้ใช้จำนวนมหาศาลจะถูกส่งไปป้อนการฝึกโมเดลให้มหาอำนาจต่อ ในทางกลับกัน รายชื่อโมเดลในโครงการมีโมเดลภาษาไทยอย่าง รวมอยู่ด้วย จุดที่ต้องระวังคือ ทางรอดของไทยไม่ได้อยู่ที่การแจก AI ฟรี หรือการรับตั้งศูนย์ข้อมูล หากอยู่ที่การกำกับดูแลให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างแท้จริง มิเช่นนั้นไทยจะยังติดอยู่ในภาวะพึ่งพอาเทคโนโลยีต่างชาติ และเป็นเพียงผู้บริโภคในสงคราม AI Cold War อยู่ดี
ท้ายที่สุด AI Cold War ไม่ใช่เป็นเพียงการแข่งขันของมหาอำนาจแต่คือบททดสอบความอยู่รอดของประเทศขนาดกลาง การยึดหลัก Strategic Autonomy และการป้องกันตนเองจาก AI Colonialism คือ เข็มทิศสำคัญของประเทศขนาดกลางรวมถึงประเทศไทยที่จำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในปรับปรุงสัญญาประชาคมให้เท่าทันยุคสมัยซึ่งหมายถึงการรื้อระบบข้อตกลงใหม่ระหว่าง ‘รัฐ-ประชาชน-ทุนเทคโนโลยี‘ เพื่อให้แน่ใจว่าการพัฒนาเทคโนโลยีไม่ได้เอื้อประโยชน์แค่ทุนต่างชาติ การทำให้ AI เป็น ‘สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์‘ และปรับปรุง ‘สัญญาประชาคม’ ให้เท่าทันยุค AI Cold War ซึ่งต้องเริ่มจากการเปลี่ยนรัฐจากการเป็นเพียง ‘ผู้บริโภคที่แจกสิทธิ์ใช้เทคโนโลยีต่างชาติ’ ไปสู่การสร้างศักยภาพภายในประเทศ โดยรัฐต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโมเดลภาษาของตนเอง (เช่น ThaiLLM/Pathumma) เพื่อรักษาอธิปไตยเหนือข้อมูลและวัฒนธรรม พร้อมทั้งเปลี่ยนเงื่อนไขการดึงดูดทุนข้ามชาติจากการแจกสิทธิประโยชน์ภาษีหรือการเสียสละทรัพยากรน้ำไฟมาเป็นการบังคับให้ใช้พลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA การเกิดถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) และการสร้างงานคุณภาพสูง ควบคู่กับการใช้ ‘การทูต AI’ ดำเนินยุทธศาสตร์ไผ่ลู่ลมเพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีกลไกคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและสวัสดิภาพทางสังคมของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อไม่ให้ประเทศตกเป็นอาณานิคมดิจิทัลหรือ Zombie Government ในท้ายที่สุด
อ้างอิงจาก
Ai4. (2026, August 4–6). Keynote conversation with Geoffrey Hinton, Fei-Fei Li, and Andrew Ng [Conference presentation]. Ai4 2026 Conference, Las Vegas, NV, United States.
Elbaum, S., & Mallaby, S. (2026, February 13). The AI trilemma: How to regulate a revolutionary technology. Foreign Affairs.
Hao, K. (2025). Empire of AI: Dreams and nightmares in Sam Altman’s OpenAI. Penguin Press.
Li, F.-F. (2023). The world I see: Curiosity, exploration, and discovery at the dawn of AI. Moment of Lift Books; Flatiron Books.
Suleyman, M., & Bhaskar, M. (2023). The coming wave: Technology, power, and the twenty-first century’s greatest dilemma. Crown Publishing Group.
AI AI Cold War AI Colonialism data center Data Sovereignty Sovereign AI Strategic Autonomy จักรวรรดินิยม AI นโยบาย AI ปัญญาประดิษฐ์ ภาสกร ธรรมโชติ ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามเย็นเทคโนโลยี อธิปไตยทางข้อมูล เทคโนโลยี ไทย