คนไทยใช้ AI เป็น 'เพื่อนสนิท' ส่องอินไซต์การใช้ AI ของคนไทย จาก Gemini Report 2026

ถ้าย้อนกลับไปสัก 2-3 ปีก่อน เวลาพูดถึง AI หลายคนคงนึกถึงแค่แชตบอตที่เอาไว้ถาม-ตอบคำถามทั่วไป แต่วันนี้ภาพจำเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะตอนนี้ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือที่คนเฉพาะกลุ่มใช้ แต่กลายร่างมาเป็น ‘ผู้ช่วยส่วนตัว’ ที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของแทบทุกคน จากรายงาน The Gemini Report: Southeast Asia 2026 ที่เจาะลึกพฤติกรรมใน 6 ประเทศอาเซียน ทั้งไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ยืนยันว่าผู้คนในภูมิภาคนี้ก้าวข้ามจุดที่เรียกว่า ‘เข้ามาลองเล่น’ และหันไปใช้ AI อย่างจริงจังแล้ว
และไฮไลต์ที่น่าสนใจที่สุดก็อยู่ที่ ‘ประเทศไทย’
เพราะข้อมูลระบุว่าคนไทยใช้ AI ได้มีสีสันและเป็นเอกลักษณ์มาก จน Google ต้องจัดอันดับให้เรายืนหนึ่งในภูมิภาค ในฐานะประเทศที่ใช้ Gemini เป็น ‘Lifestyle Companion’ มากที่สุด
พอเจาะลึกลงไปดูข้อมูลในระดับอาเซียนจะเห็นเลยว่าแต่ละประเทศมีสไตล์การใช้งาน Gemini ที่แตกต่างกัน
อย่างสิงคโปร์จะมาในโหมดเน้นใช้เพื่อการทำงาน ส่วนเวียดนามก็มาแนวสายวิชาการเน้นใช้เป็นตัวช่วยเรื่องการเรียน การแปลภาษา ขยับมาที่อินโดนีเซียจะออกแนวสายครีเอเตอร์ ใช้คิดไอเดีย สร้างสรรค์คอนเทนต์ ในขณะที่ฟิลิปปินส์จะเน้นใช้เป็นลูกมือที่ช่วยซัพพอร์ตงานบริการลูกค้าและการเขียนเป็นหลัก
แต่พอหันมาดู ‘ประเทศไทย’ พฤติกรรมการใช้งานกลับพุ่งไปในทิศทางที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ทาง Google ระบุว่าคนไทยมีแนวโน้มดึง AI เข้ามาผูกติดกับเรื่องไลฟ์สไตล์ การพูดคุย และกิจวัตรประจำวันมากกว่าทุกชาติในภูมิภาค ไทยจะเน้นใช้งาน Gemini ในฐานะเหมือนเป็นเพื่อนสนิท ที่ทักไปชวนคุยสัพเพเหระ ปรึกษาปัญหาชีวิตหรือให้ช่วยคิดเรื่องจิปาถะในแต่ละวันเรื่อย ๆ แบบไม่มีจุดหมาย
สิ่งที่น่าสนใจคือตัวเลขจากรายงานยังระบุด้วยว่า 1 ใน 3 ของ Prompt ที่คนไทยพิมพ์หา Gemini เป็นรูปแบบการใช้งานเชิงพูดคุย ขอคำแนะนำ และใช้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวมากกว่าจะใช้ในการทำงานอย่างเดียว
ทำให้เห็นว่าสำหรับคนไทยแล้ว AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ใช้เฉพาะเวลาทำงาน แต่มันเหมือนเป็นเป็นไอเทมติดตัวที่หยิบมาทักหาได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการขอไอเดียแต่งห้อง จัดแพลนทริปเที่ยว แก้ปัญหาโลกแตกอย่างการคิดว่าวันนี้จะกินอะไรดี เช็กอาการป่วยเบื้องต้น รับบทเป็นที่ปรึกษาปัญหาหัวใจ หรือแม้แต่การทักคุยเล่นไปเรื่อยแก้เบื่อ
นอกจากนี้ Google ได้กางสถิติการใช้งานของผู้คนทั่วอาเซียนดูก็พบว่า AI ถูกมอบหมายให้สวมหมวกหลายใบ มากกว่าแค่การเป็นโปรแกรมถาม-ตอบ
ซึ่งถ้าลองเจาะดูสัดส่วนการใช้งานจะเห็นภาพชัดเจนว่า 40% คนเน้นเอาไปใช้เป็นตัวช่วยปั่นงานหรือสร้างงานใหม่ ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการให้ช่วยร่างบทความ พิมพ์เอกสาร เขียนโค้ด หรือเจนรูป รองลงมา 20% เป็นสายวิชาการ เน้นให้ช่วยค้นคว้าและสรุปข้อมูลให้ย่อยง่าย ขณะที่อีก 10% ใช้งานในฐานะคู่คิด คอยให้คำแนะนำและช่วยตัดสินใจเรื่องยาก ๆ ส่วนที่เหลืออีก 30% เป็นการใช้งานครอบจักรวาล ตั้งแต่วางแผนชีวิต จัดตารางงาน ไปจนถึงทักไปคุยเล่นเรื่อยเปื่อย ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนว่า AI ได้ขยับร่างไปไกลมากจนกลายเป็น ‘ผู้ช่วย Multifunction’ แบบเต็มตัวแล้ว
คนไทยใช้ Gemini ไปทำอะไรมากที่สุด
แม้ในรายงาน Google จะไม่ได้กางตัวเลขสัดส่วนของคนไทยออกมาให้ดูแบบเป๊ะ ๆ ในทุกหมวด แต่ถ้าเจาะดูพฤติกรรมเด่น ๆ จะพบดังนี้
เพราะนอกจากจะยืนหนึ่งในอาเซียนเรื่องการใช้ AI เป็นเพื่อนคู่คิดแล้ว อีกมุมที่น่าสนใจมาก ๆ คือการนำไปใช้ในสาย Creative Journey หรือการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 4 ของการใช้งานทั้งหมด แถมยังพุ่งขึ้นไปทำสถิติเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน
ทำให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้ใช้ AI แค่ไว้หาคำตอบ แต่ดึงมาเป็น ‘ผู้ช่วยคิดไอเดีย’ อย่างจริงจัง ทั้งช่วยคิดคอนเทนต์ ร่างข้อความ เจนรูปภาพ หรือเอาไว้ Brainstorm ในการต่อยอดความคิด ที่น่าจับตาอีกอย่างคือ ข้อมูลยังบอกด้วยว่าผู้หญิงไทยมีการใช้งานฟีเจอร์สายครีเอทีฟเหล่านี้มากกว่าผู้ชายถึง 50%
ทำไมไทยถึงถูกจัดเป็น ‘Lifestyle Companion’
คำว่า Lifestyle Companion ไม่ได้หมายถึงแค่การเอา AI มาไว้คุยเล่นขำ ๆ หรือคุยแก้เหงาอย่างเดียว แต่คนไทยกลับเลือกที่จะหยิบ AI มาใช้กับโมเมนต์เล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ช่วยแมตช์ชุดก่อนออกจากบ้าน คิดเมนูมื้อเย็นจากวัตถุดิบที่เหลือติดตู้เย็น ขอคำแนะนำเพื่อประกอบการตัดสินใจ วางแพลนทริปเที่ยว คิดกิจกรรมทำช่วงสุดสัปดาห์ หรือแม้แต่ให้ช่วยหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบด่วน ๆ คนไทยก็ให้ AI รับจบหมด
อีกหนึ่งอินไซต์ที่น่าสนใจคือปัจจุบันคนไทยไม่ได้พยายามป้อนคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษเหมือนสมัยก่อนแล้วเพราะรายงานระบุว่า 87% ของการ Promptที่คนไทยส่งเป็น ‘ภาษาไทย’ ล้วน ๆ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนการใช้ภาษาท้องถิ่นที่สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน
ตัวเลขนี้ยังซ่อนนัยยะสำคัญที่น่าสนใจไว้สองเรื่อง คือ
- อย่างแรก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้งานเริ่มมั่นใจแล้วว่า AI ยุคนี้สอบผ่านวิชาภาษาไทยและสามารถทำความเข้าใจบริบทของเราได้ดีขึ้น
- อย่างที่สอง เป็นการทลายกำแพงด้านภาษา เพราะทำให้ AI สามารถเข้าถึงคนกลุ่มกว้างได้แบบไร้รอยต่อ ไม่ได้ถูกตีกรอบจำกัดไว้เฉพาะกลุ่มคนที่ถนัดภาษาอังกฤษอีกต่อไป
ซึ่งแน่นอนว่าพอเราสามารถพิมพ์หรือพูดคุยด้วยภาษาของตัวเองที่คุ้นเคยได้อย่างสบายใจก็อาจไม่แปลกที่ AI จะถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น
และ 74% ของการใช้งาน Gemini ในไทยเกิดขึ้นบนจอมือถือทิ้งห่างคอมพิวเตอร์ที่มีสัดส่วนเพียง 19% ไปแบบขาดลอย
การที่คนไทยเน้นหยิบมือถือขึ้นมาใช้งาน ทำให้ลักษณะของคำสั่งมักจะมาในรูปแบบที่กระชับ รวดเร็ว และอิงกับสถานการณ์ตรงหน้าในชีวิตประจำวันเป็นหลัก ลองนึกภาพว่าเวลาเราเดินไปเจอของแปลก ๆ ตรงหน้าก็แค่ยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปแล้วให้ AI ช่วยหาคำตอบ ให้ช่วยแปลป้ายภาษาต่างประเทศแบบด่วน ๆ ถามหาเส้นทาง ขอสูตรอาหาร หรือแม้แต่สั่งเจนรูปภาพ
สถิติเหล่านี้กำลังบอกเราว่าภาพจำของการใช้ AI ที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์กำลังจะค่อย ๆ หายไป เพราะวันนี้ AI ได้กลายร่างเป็นเหมือน ‘ผู้ช่วยพกพา’ ที่พร้อมให้หยิบขึ้นมาใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานการณ์
คนรุ่นใหม่ vs ผู้สูงอายุ ใช้ AI ต่างกันอย่างไร
ใครที่คิดว่า AI เป็นเรื่องของเด็กรุ่นใหม่เท่านั้น อาจต้องคิดใหม่ เพราะข้อมูลจาก Google ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้งานในไทยเปิดกว้างและมีมิติมากกว่านั้น
วัยรุ่นต่ำกว่า 25 ปี ยังคงครองแชมป์ใช้งานบ่อยและป้อนคำสั่งเยอะที่สุด แต่ไฮไลต์กลับไปตกอยู่ที่กลุ่มคนวัย 54 ปีขึ้นไป แม้จะมีสัดส่วนผู้ใช้แค่ 10% แต่คนกลุ่มนี้กลับเป็นกลุ่มที่ดึงฟีเจอร์ล้ำ ๆ มาใช้จัดเต็มที่สุด ทั้งส่งรูปภาพ สั่งงานด้วยเสียงและอัปโหลดไฟล์ให้ AI วิเคราะห์
เคสตัวอย่างที่ Google หยิบมาเล่า คือกรณีแรกคือ นักศึกษาในกรุงเทพโยนไฟล์สไลด์เรียนให้ Gemini แล้วใช้คำสั่งเสียงภาษาไทยให้ AI ช่วยสรุปเนื้อหายาก ๆ ให้แทน ส่วนอีกเคสคือ ครูเกษียณที่ใถ่ายรูปขนมไทยส่งให้ AI ช่วยประเมินปริมาณน้ำตาลก่อนกินเพื่อดูแลสุขภาพ
สตอรี่เหล่านี้ยืนยันได้ว่า AI แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกมิติของคนไทย ตั้งแต่เรื่องเรียน งาน ไปจนถึงการดูแลตัวเอง และนี่คือเหตุผลที่ Google มั่นใจว่าประเทศไทยคือตลาดที่ AI ได้ขยับสถานะมาเป็น ‘ผู้ช่วยส่วนตัว’ แบบเต็มตัวจริง ๆ
AI กับ ภาพรวมอาเซียน
พอซูมออกไปดูภาพรวมของทั้งอาเซียนจะเห็นว่าเทรนด์การใช้ AI กำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือยุคของการ ‘ทดลองเล่น’ จบลงแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI เป็นไอเทมที่หลายคนต้องเปิดใช้งานกันเป็นรูทีน
สถิติจาก Google ยืนยันว่าภายในเวลาแค่ 12 เดือน ยอดผู้ใช้งาน Gemini ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่าเท่าตัว ขณะที่ตัวเลขระดับโลก (จากข้อมูลล่าสุดเดือนเมษายน 2026) ก็มีผู้ใช้งานต่อเดือนทะลุ 900 ล้านคนเข้าไปแล้ว
แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่าเรื่องของจำนวนคน ก็คือ ‘ความถี่’ ในการใช้งาน
เพราะเมื่อเทียบกับช่วงกลางปี 2025 คนในอาเซียนกลับมาเปิดใช้ Gemini บ่อยขึ้นถึง 50% แถมปริมาณ Prompt ที่แต่ละคนป้อนให้ AI ก็เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าที่สำคัญคือแต่ละบทสนทนายังลากยาวและคุยกันลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมด้วย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าผู้คนไม่ได้เปิด AI ขึ้นมาเพื่อทดลองเล่นแป๊ปเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มขยับมาพึ่งพาให้ AI เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนทั้งการทำงาน การเรียน และการใช้ชีวิตประจำวัน
ทำให้ตอนนี้ Google ยกให้ Gemini ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้วเรียบร้อย โดยจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นช่วงเดือนสิงหาคมปี 2025 หลังจากมีการเปิดตัวโมเดลสร้างภาพใหม่อย่าง Nano Banana ซึ่งกลายเป็นกระแสปลุกให้คนหันมาเจนรูปภาพด้วย AI ส่งผลให้ Gemini ทะยานขึ้นเป็น AI Assistant ที่ถูกค้นหามากที่สุดในไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามทันที ปรากฏการณ์นี้ทำให้เห็นว่าความปังของ AI วันนี้ไม่ได้อยู่แค่การถาม-ตอบข้อมูลทั่วไป แต่เกิดจากการที่ผู้ใช้เห็นศักยภาพว่ามันสามารถ ‘สร้างสรรค์ผลงาน’ ได้จริง
แต่ละประเทศใช้งาน AI ไม่เหมือนกัน
ข้อมูลพฤติกรรมการใช้ Gemini ของแต่ละประเทศมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- อินโดนีเซีย ที่ขอสวมบทบาทสายครีเอทีฟ เพราะสถิติชี้ว่าเป็นประเทศที่เน้นเจนรูปภาพเป็นหลัก แถมยังชอบส่งรูปหรือกดอัดเสียงคุยกับ AI มากที่สุดในภูมิภาค
- มาเลเซีย จะเด่นเรื่องแปลภาษาและงานออกแบบ โดยคนมาเลย์มีความยืดหยุ่นสูงมากสลับโหมดพิมพ์คำสั่งทั้งภาษามาเลย์และภาษาอังกฤษไปมาตามความเหมาะสมของงาน
- ฟิลิปปินส์ เน้นดึง AI ไปช่วยงานเขียน คอนเนกต์กับลูกค้า หรือแม้แต่ใช้ลุยหาแหล่งงานใหม่ ๆ มากกว่าประเทศอื่น
- สิงคโปร์ จะเน้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานล้วน ๆ เช่น ให้วิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขและสรุปรายงานสรุปภาพรวม
- เวียดนาม ปักหมุดเป็นสายวิชาการและเทคโนโลยี เน้นชวน AI คุยเรื่องการศึกษา แปลภาษา ลุยโจทย์คณิตศาสตร์ ไปจนถึงช่วยเขียนโค้ด
และแน่นอนเมื่อหันกลับมามอง ประเทศไทย ที่ขอจองตำแหน่ง ‘Lifestyle Companion’ ที่โดดเด่นสุด ๆ ความต่างนี้สะท้อนเรื่องสำคัญไว้อย่างหนึ่งว่าต่อให้จะเป็นเทคโนโลยี AI ตัวเดียวกันเป๊ะ แต่สุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็มีวิธีปรับแต่งและเลือกใช้งานมันตามบริบท วัฒนธรรม และสไตล์ชีวิตของตัวเอง โดยไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว
สถิติยังระบุว่า 40% ของคำสั่งทั้งหมดถูกใช้ไปกับการสร้างผลงานใหม่ ทั้งร่างเอกสาร ทำรูปภาพ เขียนโค้ดหรือคิดไอเดีย อีก 20% ใช้ค้นคว้าและสรุปข้อมูล ส่วนอีก 10% ใช้เป็นที่ปรึกษาช่วยเคาะการตัดสินใจ นั่นแปลว่า AI ได้เปลี่ยนสถานะจากเครื่องมือช่วยหาคำตอบมาเป็นเพื่อนร่วมงาน สังเกตได้จากวิธีสั่งงานที่เราเลิกถามว่า ‘นี่คืออะไร’ แต่เปลี่ยนมาสั่งว่า ‘ช่วยเขียนหน่อย ช่วยออกแบบหรือสรุปเนื้อหานี้ให้หน่อย’
Google กำลังพา Gemini ไปทางไหน
เป้าหมายของ Google ตอนนี้คือการดัน Gemini เป็นผู้ช่วยส่วนตัวของคน 600 ล้านคนในอาเซียน ซึ่งก้าวต่อไปจะเน้นเชื่อมทุกบริการเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ ทำให้เราสั่งคำสั่งเดียวแล้วได้ครบทั้งวิดีโอ เพลง และรูปภาพ พร้อมระบบคุยเสียงธรรมชาติผ่าน Gemini Live รวมถึงเป็นเครื่องมือช่วยวางแผนการเรียนและอาชีพที่เข้าใจตัวตนเราผ่านแอปต่าง ๆ
นอกจากนี้ Google ยังเดินหน้าอัปสกิลคนไทยผ่านโครงการ Gemini Academy และหลักสูตร AI Literacy เพื่อติดอาวุธให้คนรุ่นใหม่ดึงพลัง AI มาใช้ขับเคลื่อนชีวิตได้อย่างปลอดภัยและเต็มประสิทธิภาพ
อ้างอิง: google