เกาหลีใต้ ทุ่มงบสร้าง 'อธิปไตย AI' ไทยทุ่มงบใน AI Passport

เกาหลีใต้ทุ่มงบว่า 2.4 แสนล้านบาท ล่าอธิปไตย AI ในขณะที่ไทยทุ่มงบ 1.6 พันล้าน เพื่อซื้อสิทธิ์ใช้แจกประชาชน

การขับเคลื่อนนโยบายปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับภูมิภาคเอเชีย กับ 2 ยุทธศาสตร์ระหว่าง “สร้างเพื่อเป็นเจ้าของ” ของเกาหลีใต้ และ “ซื้อสิทธิ์เพื่อกระจายการเข้าถึง” ของประเทศไทย บอกอะไรกับเรา?

เกาหลีใต้ทุ่มสร้างต้นน้ำ มุ่งสู่ Top 3 AI โลก

รัฐบาลเกาหลีใต้เดินหน้ายุทธศาสตร์ Sovereign AI หรือ อธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากฝั่งสหรัฐ

โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และ ICT ของเกาหลีใต้ได้ประกาศอัดฉีดงบประมาณภาครัฐสูงถึง 9.4 ล้านล้านวอน (ประมาณ 6,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.4 แสนล้านบาท) ภายในปี 2027 เพื่อผลักดันอุตสาหกรรม AI และไมโครชิปประมวลผล

หนึ่งในกลไกขับเคลื่อนคือโครงการ Independent AI Foundation Model ที่จัดแข่งขันคัดเลือกบริษัทและสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพในการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของตัวเอง เช่น Naver (HyperCLOVA X), LG (EXAONE) และสตาร์ทอัพอย่าง Upstage (SOLAR) หรือ Motif Technologies

โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนทรัพยากรคำนวณและทุนวิจัย พร้อมประเมินผลทุก 6 เดือนเพื่อคัดเลือกผู้พัฒนาที่ดีที่สุด ซึ่งสตาร์ทอัพขนาดเล็กอย่าง Motif Technologies สามารถพัฒนาโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงแซงหน้าโมเดลโอเพนซอร์สของสหรัฐฯ ด้วยต้นทุนการฝึกเพียง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการใช้ทุน

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังวางแผนขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ตามรายงานของกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงาน (MOTIE) เกาหลีใต้ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนสร้าง Data Center รวมมูลค่า 17.5 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2029 และเตรียมกำลังไฟฟ้ารองรับสูงถึง 26 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2032 ควบคู่กับการตั้งกองทุนสนับสนุนอุตสาหกรรม Semiconductor มูลค่า 26 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผ่าน Korea Development Bank (KDB) เพื่อหนุนยักษ์ใหญ่ท้องถิ่นอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำความเร็วสูง (HBM) รายหลักของ Nvidia ให้ครอบครองห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยเลือกรุกตลาด AI ด้วยการเร่งสร้างความรู้เท่าทันและการใช้งาน (AI Literacy) ผ่านโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยอนุมัติงบประมาณ 1,621 ล้านบาท จากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund)

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการจัดหาแพลตฟอร์มกลาง รวบรวมสิทธิ์การใช้งานเครื่องมือ Generative AI ระดับพรีเมียมจากต่างประเทศ เช่น ChatGPT, Gemini และ Claude รวมถึงโมเดลที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย อาทิ Typhoon (โดย SCBX) และ Pathumma (โดย NECTEC) เพื่อนำมาแจกจ่ายให้ประชาชนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 5 ล้านคน ได้ใช้งานฟรีเป็นเวลา 1 ปี

ภาครัฐระบุว่า โครงการนี้เฉลี่ยต้นทุนเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี (หรือประมาณ 27 บาทต่อเดือน) ซึ่งเป็นแนวทางที่คุ้มค่าในการดันอัตราการเข้าถึง AI ของประชากรไทยขึ้นไปแตะระดับ 23% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 16.3%

โครงการเปิดตัวใช้จริงวันที่ 1 กันยายน 2569 แม้ยังถูกตั้งคำถามจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งในประเด็นความคุ้มค่าของงบประมาณ ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ผลิตผลของเอไอ และผลลัพธ์ระยะยาวหลังจากหมดช่วงให้สิทธิ์ใช้งานฟรี

สร้าง กับ เช่าใช้

เมื่อวางสองโครงการนี้เทียบกัน จะเห็นความต่างเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมาก งบประมาณของเกาหลีใต้ทั้ง 2 ก้อนรวมกัน คิดเป็นเงินระดับล้านล้านดอลลาร์

ขณะที่งบของไทยอยู่ที่ราว 1,600 ล้านบาท หรือเทียบเป็นดอลลาร์แล้วต่ำกว่า 50 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่างกันหลายพันเท่า

แต่ตัวเลขที่ต่างกันมากนี้ไม่ได้แปลว่าไทยทำ ‘น้อยกว่า’ ในทุกมิติ เพราะเป้าหมายของทั้งสองโครงการต่างกันโดยพื้นฐาน

เกาหลีใต้ลงทุนเพื่อเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ทั้งโมเดล AI ของตัวเอง ศูนย์ข้อมูลของตัวเอง และความสัมพันธ์เชิงลึกกับผู้ผลิตชิปและหน่วยความจำ เพื่อให้ประเทศมีทางเลือกและอำนาจต่อรองในระยะยาว

แม้บทวิเคราะห์จาก SemiAnalysis จะชี้ว่าท้ายที่สุดแล้ว Big Data Center ก็ยังต้องพึ่งพาชิป GPU ของ Nvidia อยู่ดี เพราะเกาหลีใต้ยังไม่มีผู้ผลิตชิปเร่งความเร็วระดับแนวหน้าของตัวเองในสเกลใหญ่ ทำให้ Nvidia กลายเป็นผู้ได้ประโยชน์เชิงโครงสร้างจากคลื่นการลงทุนนี้ ไม่ใช่ SK Hynix ที่เป็นริษัทสัญชาติของเกาหลีใต้ซะเอง

ส่วนไทยเลือกลงทุนเพื่อ “เพิ่มการเข้าถึง” เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วในตลาดโลกให้กับประชาชนวงกว้างในเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้งบน้อยกว่ามาก เห็นผลเร็วกว่า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านเทคนิคเหมือนการพัฒนาโมเดลหรือสร้างศูนย์ข้อมูลเอง

แต่ก็มาพร้อมข้อจำกัดตรงที่ ประเทศไม่ได้เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานหรือเทคโนโลยีหลักด้วยตัวเอง เมื่อครบสัญญาหรือครบปีที่ให้สิทธิ์ฟรี ประชาชนก็ต้องกลับไปพึ่งพาการสมัครสมาชิกกับผู้ให้บริการต่างชาติเช่นเดิม

ไทยที่แจกสิทธิ์ใช้งาน AI ฟรีในระยะสั้น จะสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างระบบนิเวศ AI ที่ยั่งยืนของประเทศได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับข้อเสนอของภาคเอกชนไทยเอง

อย่างที่นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ เคยเสนอไว้ว่า ไทยควรเร่งพัฒนา Sovereign AI และ Sovereign Cloud ของตัวเอง ควบคู่กับการวางรากฐานทั้งพลังงาน ศูนย์ข้อมูล บุคลากร และการกำกับดูแลอย่างครบวงจร ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือที่มีอยู่แล้วในตลาดโลก

การแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ฟรีให้ประชาชนในระยะสั้น อาจเปรียบได้กับการแจก สินค้าทดลองใช้ ที่สร้างการตระหนักรู้ได้ไว แต่ไม่อาจสร้าง ความมั่นคงทางเทคโนโลยี ให้ประเทศได้

เพราะเมื่อสิ้นสุดโปรโมชัน ประเทศไทยจะตกอยู่ในสภาวะติดล็อก (Platform Lock-in) และต้องจ่ายค่าสัมปทานแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง ‘Users’ ไปสู่ ‘Creators’ ที่มีระบบนิเวศ AI ที่ยั่งยืน การขยับตัวของภาคเอกชนไทยอย่าง เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือซีพี) ผ่านความร่วมมือครั้งใหญ่กับ Amazon Web Services (AWS) ในงาน Thailand AI National Mission สร้างความตระหนักรู็ให้กับสื่อมวลชน และประชาชน ในหัวข้อ Sovereign AI และ Sovereign Cloud ของไทยที่ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีโลก แต่เป็นการ “ดึงเทคโนโลยีระดับโลก มาสร้างรากฐานของตัวเอง”

5 ยุทธศาสตร์สู่ระบบนิเวศ Sovereign AI ที่ยั่งยืนของไทย

การสร้างอธิปไตย AI ของไทยให้รอดพ้นจากข้อจำกัดการพึ่งพาต่างชาติ ต้องขับเคลื่อนผ่าน 5 รากฐานสำคัญที่คุณศุภชัย เจียรวนนท์ นำเสนอไว้:

1. AI Infrastructure & Supply Chain (โครงสร้างพื้นฐานครบวงจร): การพัฒนา Data Center ต้องวางรากฐานตั้งแต่ พลังงานสะอาด โครงข่ายระบบ Cloud ไปจนถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขั้นต้น เพื่อให้ Data Center ในไทยมีต้นทุนที่แข่งขันได้ และไม่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่เป็นภาระของประเทศ

2. Sovereign AI & Governance อธิปไตยและการกำกับดูแล: สร้าง Sovereign Cloud และ Sovereign AI ที่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และคุณค่าของไทย โดยมีกรอบความปลอดภัยทางข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลสำคัญของภาครัฐ การเงิน และสาธารณสุขของคนไทย จัดเก็บและประมวลผลอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ไม่ใช่ส่งออกไปประมวลผลบน Cloud ต่างชาติทั้งหมด

3. Upskilling & Reinvent Education เปลี่ยนคนไทยจากผู้ใช้เป็นผู้สร้าง:แก้โจทย์การหมดสิทธิ์ฟรี ด้วยการสร้างบุคลากรของตัวเอง ผ่านความร่วมมือ ซีพี-AWS ที่ตั้งเป้า ยกระดับทักษะ Cloud และ AI ให้คนไทย 3 ล้านคน ภายใน 5 ปี และปรับหลักสูตรการศึกษาในมหาวิทยาลัยให้ทุกสาขาวิชาสามารถพัฒนานวัตกรรม AI จากโจทย์จริงได้

4. AI & Startup Ecosystem ระบบนิเวศสตาร์ทอัพ:ตั้งเป้าสร้างสตาร์ทอัพไทย 20,000 ราย พร้อมกลไก Matching Fund ระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อเปลี่ยนโจทย์ระดับชาติ (เช่น เกษตรกรรม ค้าปลีก โทรคมนาคม และสาธารณสุข) ให้กลายเป็นแอปพลิเคชัน AI สัญชาติไทยที่ทำเงินและสร้างงานได้จริง

5. Global AI Talent Destination:ใช้จุดแข็งด้านคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อม ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ AI ระดับโลกให้มาตั้งฐานและทำงานในไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูงให้คนท้องถิ่น

สำหรับประเทศไทย อธิปไตย AI ในระดับที่เป็นไปได้จริงและยั่งยืนคือ “การใช้ประโยชน์จาก Cloud เทคโนโลยีระดับโลก (เช่น AWS) เข้ามาตั้งฐานในประเทศ” ควบคู่ไปกับการที่ไทยเป็นผู้กุม กรรมสิทธิ์ในข้อมูล (Data Ownership), การพัฒนาโมเดลภาษา/วัฒนธรรมเฉพาะ (Local Models) และการสร้างบุคลากรของตัวเอง เพื่อให้เมื่อหมดสิทธิ์ใช้เอไอฟรี ประชาชนและธุรกิจไทยจะมีทั้งทักษะ และ ทางเลือกระบบนิเวศสัญชาติไทย ที่ยืนได้ด้วยขาของตัวเองในระยะยาว