เบื้องหลังทำเงินจากกระแส AI Boom ของธนาคารยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ตั้งแต่ M&A ปล่อยกู้ ระดมทุน จนถึง IPO
กระแสการลงทุนด้าน AI ไม่ได้สร้างผู้ชนะเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีหรือผู้ผลิตชิปอีกต่อไป แต่กำลังส่งแรงหนุนไปยังภาคการเงิน โดยเฉพาะบรรดา ธนาคารเพื่อการลงทุน ผู้จัดหาเงินทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ที่กำลังรับอานิสงส์จากการลงทุน AI ของทั่วโลก
ประเด็นน่าสนใจล่าสุดจากหน้าสื่อเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ระบุว่า ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ (Investment Banks) ของ Wall Street นำโดย Goldman Sachs และ JPMorgan Chase กำลังกลายเป็นผู้ชนะรายใหม่ในสมรภูมิ AI แม้ไม่ได้ผลิตชิปหรือโมเดลเปลี่ยนโลก
หลังสัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งสองธนาคารรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่ทำสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย Goldman Sachs มีรายได้เพิ่มขึ้น 39% จากปีก่อน สู่ 20,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ JPMorgan Chase มีรายได้เพิ่มขึ้น 27% แตะ 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โลกกำลังเข้าสู่ "AI Capex Super Cycle"
Jeremy Barnum ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของ JPMorgan กล่าวว่า ตอนนี้ AI อยู่ทุกหนแห่งในตลาดการเงิน พร้อมอธิบายว่า ปัจจุบันตลาดเต็มไปด้วยกิจกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการทำ IPO ขนาดใหญ่ การออกหุ้น การออกตราสารหนี้ การควบรวมกิจการ (M&A) และการลงทุนในเอเชีย ซึ่งล้วนเป็นผลต่อเนื่องจากกระแส AI ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ในด้าน Goldman Sachs ยังระบุอีกว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเติบโตของหุ้น AI แต่คือ การเริ่มต้นของวัฏจักรการลงทุนครั้งใหญ่ หรือ AI Capex Super Cycle การลงทุนดำเนินไปในเส้นทางที่เน้นการสร้างสินทรัพย์ระยะยาว เช่น ศูนย์ข้อมูล โรงไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า โรงงานผลิตชิป เครือข่ายไฟเบอร์ออปติก และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และมากไปกว่านั้นที่ ความต้องการด้านเงินทุนเพื่อเป้าหมายเหล่านี้ มีเครื่องมือทางการเงินทุกประเภท ในทุกภูมิภาคของโลก และแทบทุกอุตสาหกรรมรองรับ
David Solomon ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Goldman Sachs ประเมินว่า รอบการลงทุนครั้งนี้อาจกินเวลานาน 3-5 ปี และปัจจุบันยังอยู่เพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากการปฏิวัติ AI รอบแรกสร้างรายได้ให้ผู้ผลิต GPU แต่รอบต่อไปจะเป็นการแข่งขันสร้าง "โครงสร้างพื้นฐาน" เพื่อรองรับ AI ในระดับโลก ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล
ทำไมธนาคารถึงกลายเป็นผู้ชนะในเกมนี้ด้วย
เมื่อบริษัททั่วโลกต้องใช้เงินหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้าง Data Center โรงไฟฟ้า ระบบไฟฟ้า และขยายธุรกิจ AI ทำให้แทบทุกธุรกรรมขนาดใหญ่ต้องอาศัยบริการของธนาคาร ไม่ว่าจะเป็น
- ให้คำปรึกษาการควบรวมกิจการและซื้อกิจการ (M&A)
- เป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้น IPO
- จัดหาเงินกู้และสินเชื่อโครงการ
- รับประกันการออกหุ้นและตราสารหนี้
- บริหารความเสี่ยงและทำธุรกรรมในตลาดทุน
- ดูแลสินทรัพย์ของนักลงทุนและผู้ก่อตั้งที่ได้รับความมั่งคั่งจาก IPO
กล่าวคือ ยิ่งบริษัทลงทุนใน AI มากเท่าไร ความต้องการบริการทางการเงินก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่ง Solomon เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Ripple Effect ที่ทำให้เม็ดเงินจาก AI กระจายไปทั่วเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจธนาคาร
ช่วงก่อนการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ JPMorgan Chase, Bank of America, Citigroup, Wells Fargo, Goldman Sachs และ Morgan Stanley จะรายงานรายได้ที่แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment Banking) และการซื้อขายหลักทรัพย์ (Trading)
โดยหลังจากการรายงานงบจากธนาคารบางแห่งก็ได้สะท้อนชัดถึงมุมมองดังกล่าว JPMorgan มีรายได้จากธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ (Equities Trading) เพิ่มขึ้นถึง 86% เป็น 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วน Goldman Sachs เพิ่มขึ้น 72% เป็น 7,420 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Bank of America เพิ่มขึ้น 70%
SpaceX และ Alphabet ตัวอย่างของเม็ดเงิน AI
หนึ่งในดีลสำคัญของไตรมาสที่ผ่านมา คือ การเข้าจดทะเบียนของ SpaceX และการระดมทุนมูลค่า 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐของ Alphabet โดยมี Goldman Sachs เป็นที่ปรึกษาหลักของทั้งสองดีล รวมถึงให้คำปรึกษา Dominion Energy ในการขายกิจการให้ NextEra Energy ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำหรับยุค AI
ธนาคารไม่ได้รับรายได้เพียงค่าธรรมเนียมจากการทำดีลเท่านั้น แต่ยังมีรายได้จากการจัดหาเงินกู้ การออกตราสารหนี้ และการบริหารความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นรายใหม่หลังบริษัทเข้าตลาด นอกจากนี้รายได้ก้อนใหญ่ของวาณิชธนกิจยังมาจากสิ่งที่เรียกว่า Soft Dollars หรือค่าตอบแทนที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ยอมจ่ายเพื่อให้ได้รับการจัดสรรหุ้น IPO ที่มีนักลงทุนจองซื้อเกินจำนวน
AI ทำให้ธุรกิจปล่อยกู้ฟื้น หนุนตลาดทุนคึกคักทั่วโลก
ความเห็นหลากหลายมุมมองจากนักวิเคราะห์ยังระบุอีกว่า วัฏจักรนี้ทำให้ตลาดทุนทั่วโลกมีโมเมนตัมและส่งผลไปถึงความเชื่อมั่นของสินเชื่อในภาคธุรกิจ (Commercial Lending)
Soofian Zuberi ประธานร่วมฝ่าย Global Markets ของ Bank of America กล่าวว่า นักลงทุนเริ่มขยายการลงทุนจากหุ้น AI ในสหรัฐฯ ไปยังประเทศที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดทุนเอเชียอย่างต่อเนื่อง
ด้าน Mike Mayo นักวิเคราะห์จาก Wells Fargo มองว่า จุดที่น่าสนใจกว่าธุรกิจวาณิชธนกิจ คือการกลับมาของสินเชื่อภาคธุรกิจ หลังจากซบเซาหลายปี ความต้องการกู้ยืมของภาคธุรกิจเริ่มกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ เดินหน้าลงทุนในโรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI แม้ยังมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอยู่ก็ตาม
พร้อมระบุอีกว่า “ภาคธุรกิจเริ่มมองว่าความไม่แน่นอนเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) จึงตัดสินใจเดินหน้าสร้างโรงงาน ลงทุนในสายการผลิต และขยายธุรกิจต่อ” นอกจากนี้ธนาคารยังเริ่มกลับมาแข่งขันกับผู้ให้กู้ในตลาดสินเชื่อเอกชน (Private Credit) เพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อธุรกิจอีกครั้ง ซึ่งหมายความว่า ธนาคารไม่ได้รับประโยชน์เฉพาะจาก Wall Street แต่ยังเริ่มเห็นการเติบโตของธุรกิจปล่อยกู้ในเศรษฐกิจจริงอีกด้วย
นอกจากนี้ธนาคารระดับภูมิภาค เช่น Fifth Third Bancorp อาจได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าวมากกว่าธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากรายได้ของธนาคารเหล่านี้พึ่งพาธุรกิจสินเชื่อภาคธุรกิจในสัดส่วนที่สูงกว่า
ขณะเดียวกันธุรกิจธนาคารรายย่อย (Consumer Banking) ยังคงแข็งแกร่ง จากอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ยังสามารถผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และบัตรเครดิตได้ตามกำหนด ส่งผลให้หนี้เสียยังอยู่ในระดับจำกัด
นักลงทุนจับตาความยั่งยืน
ทั้งนี้แม้ภาพรวมผลประกอบการจะออกมาแข็งแกร่ง แต่นักวิเคราะห์ยังเตือนว่าความเสี่ยงยังคงมีอยู่โดยประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป คือ ตลาด Private Credit ว่าจะเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้เพิ่มเติมหรือไม่
อีกปัจจัยหนึ่ง คือการแข่งขันด้านเงินฝาก หากธนาคารต้องเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้นเพื่อรักษาฐานลูกค้า ก็อาจกดดันส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (Net Interest Margin) ในระยะต่อไป อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากที่สุดในขณะนี้ คือ โมเมนตัมการเติบโตนี้จะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่ในปี 2027
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -