เกษตรฯ ชูธง องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ นำ AI-Data Hub ปฏิรูปภาคเกษตรเต็มรูปแบบ
วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.56 น.
เกษตรฯ ขับเคลื่อน “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ” เดินหน้านำ AI-Data Hub ขับเคลื่อนภาคการเกษตร ชูธง Quick Win ยางพารา-ข้าว-ปาล์ม-โคกระบือ ลุยตรวจสอบย้อนกลับรับมาตรการ EUDR เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยในตลาดโลก
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลเทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพงศ์ไท ไทโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 -135 ว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งมั่นยกระดับไปสู่การเป็น “องค์กรดิจิทัลอัจฉริยะ (Smart & Digital Organization)” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ และส่งมอบบริการที่แม่นยำแก่เกษตรกร โดยปัจจุบันได้เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การประกาศใช้นโยบายการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance Policy) การเชื่อมโยงระบบ SSO MOAC แล้ว 20 หน่วยงาน และรวบรวมคลังข้อมูลกลาง (MOAC Data Hub) ประมาณ 159 ชุดข้อมูล จาก 22 หน่วยงาน พร้อมทั้งเร่งรวบรวมบริการ E-Service กว่า 233 ระบบ มาไว้บนแพลตฟอร์มกลาง (Single Portal) เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูล ดิน น้ำ ปุ๋ย และการตลาด ได้สะดวกครบจบในจุดเดียว ควบคู่ไปกับการวางกรอบ MOAC Agri AI Framework นำ AI มาช่วยปฏิบัติงานและให้บริการองค์ความรู้เฉพาะทาง พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการนำร่อง (Quick Win) ในกลุ่มสินค้าเกษตรสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และโค กระบือ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2569 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการเสนอขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2571 สำหรับการพัฒนาระบบการให้บริการดิจิทัลอัจฉริยะให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรทุกประเภทต่อไป
.jpg)
ด้าน นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (MCIO) ได้สนับสนุนการบูรณาการระบบและข้อมูลร่วมกันภายในหน่วยงาน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่าย เพื่อบันทึกข้อมูลการผลิตและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรองรับมาตรการ EUDR (European Union Deforestation Regulation) ของยุโรปที่คาดว่าจะบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2569 ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยางพารารายใหญ่จะได้เปรียบทางการค้าอย่างมหาศาล หากสามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของสินค้าว่าไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกยางพาราไปยังกลุ่มผู้ผลิตล้อรถยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกแล้ว ยังส่งผลดีต่อพี่น้องเกษตรกรให้มีโอกาสได้รับราคายางพาราเพิ่มขึ้นถึง 2.5 บาทต่อกิโลกรัม อีกด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านเทคโนโลยีเป็นไปอย่างคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยสูงสุด ที่ประชุมได้มีมติยกระดับโครงสร้างการทำงานด้วยการปรับลดคณะทำงานจากเดิม 8 ชุด ให้เหลือเพียง 2 คณะทำงานหลัก ได้แก่ 1) คณะทำงานบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านการเกษตร และ 2) คณะทำงานบูรณาการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อเร่งพัฒนาระบบ Cloud คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเกษตรกรอย่างเข้มงวด และวางระบบการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ให้ถูกต้องตามกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการใช้นวัตกรรมดิจิทัลสร้างความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





