สมรภูมิชิป AI กดดัน Samsung -SK Hynix


เมื่อความต้องการชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง กลายเป็นขุมพลังสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก 2 ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ จากเกาหลีใต้ ทั้ง Samsung Electronics และ SK Hynix กำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรม

นั่นคือการรักษาสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการชิป AI ที่สูงขึ้นกับการรับมือกับการแข่งขันอย่างดุเดือดจากคู่แข่งในท้องถิ่นจีน ท่ามกลางวงล้อมของมาตรการควบคุมเทคโนโลยีอันเข้มงวดจากสหรัฐอเมริกา 

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ทั้ง 2 บริษัทเริ่มยกระดับกระบวนการผลิตในโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน เพื่อผลิตชิปหน่วยความจำแบบ NAND Flash ที่มีความล้ำสมัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ Samsung ที่ขับเคลื่อนโครงการภายในภายใต้รหัส Monami ที่มุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงโรงงานในเมืองซีอาน อันเป็นฐานการผลิตชิป NAND ที่สำคัญสุดของบริษัท โดยครองสัดส่วนถึง 40% ของกำลังการผลิตทั่วโลก 

แผนการนี้ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนสายการผลิตชิประดับ 200 เลเยอร์เดิม ไปสู่ V9 NAND แบบ 286 เลเยอร์ โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตไว้ที่ 5,000 เวเฟอร์ต่อเดือน ภายในสิ้นปีนี้ และขยายเป็น 4,0000 เวเฟอร์ต่อเดือน ภายในปลายปี 2570 ขณะเดียวกัน SK Hynix เริ่มติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ที่โรงงานในเมืองต้าเหลียน เพื่อยกระดับสายการผลิตไปสู่ชิป ที่มีจำนวนเลเยอร์สูงขึ้นเช่นเดียวกัน 

ปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ ต้องปรับตัวอย่างกะทันหัน คือ การผงาดขึ้นมาของคู่แข่งสัญชาติจีน อย่าง Yangtze Memory Technologies Co (YMTC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นอย่างเต็มที่ YMTC สามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดในประเทศจีนเพิ่มขึ้น

จนเริ่มสั่นคลอนตำแหน่งผู้นำเดิม ผลกระทบจากกฎระเบียบของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2562 และการยกระดับมาตรการควบคุมการส่งออกเครื่องจักรผลิตชิปปี 2565 ทำให้ Samsung และ SK Hynix ชะลอการอัพเกรดเทคโนโลยีในจีน จนเสียเปรียบในการแข่งขันด้านต้นทุนและเทคโนโลยีให้กับผู้ผลิตเจ้าถิ่น 

อย่างไรก็ตามการลงทุนและยกระดับสายการผลิตในจีนเต็มไปด้วยความซับซ้อนและอุปสรรคทางกฎหมาย สหรัฐฯ กำหนดให้ผู้ผลิตต่างชาติที่มีโรงงานในจีน ต้องยื่นขอใบอนุญาตส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิป จากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (BIS) เป็นรายปี

ทั้ง 2 บริษัท จึงต้องดำเนินงานด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ผ่านการเจรจาและหารือใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ โดย Samsung ยืนยันว่าการอัพเกรดครั้งนี้ เป็นเพียงการยกระดับประสิทธิภาพเทคโนโลยีเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าระดับโลก รวมถึงลูกค้าในสหรัฐฯ เอง โดยไม่มีการขยายพื้นที่โรงงานหรือเพิ่มกำลังการผลิตโดยรวมแต่อย่างใด 

“สมรภูมิเซมิคอนดักเตอร์” ครั้งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมชิประดับสูง ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลายเป็นหมากตัวสำคัญบนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลก การตัดสินใจอัพเกรดโรงงานในจีนของ Samsung และ SK Hynix จึงเป็นก้าวเดินที่ต้องคำนวณอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดและห่วงโซ่อุปทาน AI ขณะที่ยังต้องบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่าย ให้อยู่ในจุดสมดุลมากที่สุด…

Back to top button