"เราไม่ได้ปิดกิจการ" AirAsia ยืนยันรับเครื่องบินใหม่ตามแผน แม้ยอมรับว่ามีปัญหาสภาพคล่อง

โบ ลิงกัม ซีอีโอของ AirAsia Group ยืนยันกับ Nikkei Asia ว่าปัญหาทางการเงินที่เกิดจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่สูง จะไม่กระทบแผนรับมอบเครื่องบินใหม่ที่วางไว้

สายการบินต้นทุนต่ำรายนี้กำลังเตรียมขยายฝูงบินด้วยเครื่องบิน Airbus ที่สั่งซื้อไว้หลายร้อยลำ ขณะที่ไตรมาสเมษายนถึงมิถุนายนบริษัทขาดทุนสุทธิ 527 ล้านริงกิต (ประมาณ 4.32 พันล้านบาท) และ ณ วันที่ 30 มิถุนายน หนี้สินของกลุ่มสูงกว่าสินทรัพย์ราว 600 ล้านริงกิต (ประมาณ 4.92 พันล้านบาท)

โบให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานใหญ่ใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ว่าบริษัทจัดหาเงินทุนสำหรับเครื่องบินไว้แล้วราว 70-75 ลำ โดยระบุว่า “ผมไม่เห็นว่าการหาเงินซื้อเครื่องบินจะเป็นปัญหา” พร้อมเผยว่าจะมีเครื่องบินใหม่ส่งมอบ 7 ลำในปี 2027 และอีก 20 ลำในปี 2028

ยอมรับมีปัญหาสภาพคล่อง แต่ยังมีเงินสดเข้าทุกวัน

โบอธิบายว่า AirAsia ไม่ได้ตั้งใจจัดหาเงินทุนสำหรับเครื่องบินที่สั่งไว้ทั้งหมดล่วงหน้านานเกินไป แต่จะหาเงินเมื่อใกล้ถึงกำหนดส่งมอบ เพื่อให้เจรจาอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าได้เมื่อสถานะการเงินของบริษัทดีขึ้น

เขายอมรับตรงๆ ว่าต้นทุนน้ำมันที่สูงกำลังกดดันสภาพคล่อง โดยระบุว่า “ถ้าถามผมว่าเรามีปัญหาสภาพคล่องไหม ตอบว่าใช่ มีแน่นอน แต่ถึงจะจ่ายค่าเช่าเครื่องบินไปแล้ว ผมก็ยังมีเงินสด เพราะธุรกิจนี้สร้างเงินสดได้ทุกวัน”

ข้อมูลของ Bloomberg ระบุว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน AirAsia มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 954 ล้านริงกิต (ประมาณ 7.82 พันล้านบาท) ซึ่งต่ำที่สุดระดับหนึ่งในบรรดาสายการบินที่ Bloomberg ติดตามทั่วโลก ขณะที่ค่าน้ำมันในไตรมาส 2 พุ่งขึ้น 58% จนบริษัทขาดทุนรายไตรมาสหนักที่สุดในรอบ 4 ปี

Bloomberg ยังเคยรายงานเมื่อเดือนมิถุนายนว่าสายการบินค้างชำระเงินผู้ขายบางราย และขอเลื่อนการรับมอบเครื่องบินอย่างน้อย 12 ลำ ส่วนเมื่อกลางเดือนกันยายนก็มีรายงานว่ากำลังขอใช้หลักประกันของเงินกู้จากสถาบันการเงินนอกระบบธนาคาร เพื่อนำไปจ่ายผู้ให้เช่าเครื่องบิน

โบยังปฏิเสธความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเข้ามาช่วยพยุงการดำเนินงาน หลังมีกระแสข่าวลือจนราคาหุ้นของบริษัทดิ่งลงอย่างหนักในเดือนกันยายน โดยยืนยันว่า “ทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติ เราไม่ได้ปิดกิจการ”

เงิน 3.35 หมื่นล้านบาทใช้รวมหนี้เป็นก้อนเดียว

สำหรับแผนระดมเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.35 หมื่นล้านบาท) ที่บริษัทกำลังดำเนินการอยู่ ฟารุก กามัล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ซึ่งร่วมให้สัมภาษณ์ด้วย อธิบายว่าเงินราว 500-550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.68-1.84 หมื่นล้านบาท) จะใช้รวมหนี้เดิมให้เป็นก้อนเดียว ส่วนเงินที่เหลือบางส่วนจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

เขาระบุว่าการรีไฟแนนซ์ครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ย และใช้โครงสร้างการชำระคืนเงินต้นครั้งเดียวเมื่อครบกำหนด แทนการทยอยจ่ายตลอดอายุเงินกู้

ฟารุกอธิบายว่าวิธีนี้จะช่วยลดภาระเงินสดในระยะสั้น แม้หนี้จะยังต้องจ่ายคืนเมื่อถึงกำหนดก็ตาม และยังเปิดทางให้ AirAsia ชำระคืนก่อนกำหนดได้หากสถานะการเงินดีขึ้น

เขายังระบุว่า “สิ่งที่เรากำลังทำตอนนี้อยู่ในรูปแบบเงินกู้” ซึ่งต่างจากการออกหุ้นกู้ในตลาดตราสารหนี้ระหว่างประเทศ

แจงข่าวขายเครื่องบินใหม่ 6 ลำ

ระหว่างการสัมภาษณ์ ผู้บริหารยังตอบข่าวเรื่องการขายเครื่องบิน หลัง Bloomberg รายงานเมื่อวันที่ 18 กันยายนว่า AirAsia ขายเครื่องบิน A321neo ที่เพิ่งรับมอบไป 6 ลำ จากทั้งหมด 10 ลำที่รับมอบใหม่จาก Airbus ตั้งแต่ต้นปี 2025 รวมถึง 2 ลำเมื่อเดือนกรกฎาคม

รายงานซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายเครื่องบินจากฐานข้อมูล Cirium Fleet Analyzer ระบุว่าเครื่องบินทั้ง 6 ลำถูกขายให้ BBAM บริษัทให้เช่าเครื่องบิน ก่อนที่ Sun PhuQuoc Airways สายการบินน้องใหม่จากเวียดนาม จะซื้อหรือเช่าต่อไป

แม้การขายเครื่องบินใหม่แล้วเช่ากลับมาใช้จะเป็นเรื่องปกติของสายการบิน เพื่อเปลี่ยนเงินก้อนใหญ่ที่ต้องจ่ายตอนซื้อให้เป็นค่าเช่ารายงวด แต่การขายออกไปโดยไม่เคยนำมาบินเลยถือเป็นเรื่องที่พบได้ยาก

แอนดรูว์ ไลต์ นักวิเคราะห์อิสระด้านตลาดทุนในธุรกิจการบิน ระบุว่า “เป็นเรื่องผิดปกติที่เครื่องบินลายของ AirAsia ซึ่งเพิ่งรับมอบจะไม่ได้เข้าประจำการ โดยมีแค่การขายแต่ไม่มีการเช่ากลับ” และมองว่าการขายเครื่องบินที่เพิ่งรับมอบน่าจะเป็นทางเลือกที่ตรงไปตรงมาที่สุด หากต้องการเงินสดให้ได้มากที่สุด

ข้อมูลของ Cirium ยังแสดงว่า Sun PhuQuoc Airways ซึ่งเริ่มบินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 มีฝูงบิน 19 ลำ โดย 14 ลำซื้อหรือเช่ามาจาก AirAsia โดยตรง ส่วนเครื่องบินที่ AirAsia รับมอบเมื่อเดือนกรกฎาคมจะโอนให้ Sun PhuQuoc ในเดือนตุลาคม ขณะที่ BBAM, Sun PhuQuoc Airways และ Sun Group บริษัทแม่ ไม่ได้ตอบคำขอความเห็น

ด้านโบให้คำอธิบายต่างออกไป โดยระบุว่าเครื่องบินทั้ง 6 ลำเป็นเครื่องบินเช่าที่ AirAsia ตกลงรับไว้ระหว่างการปรับโครงสร้างช่วงโควิด แต่ค่าเช่าสูงเกินกว่าจะคุ้มกับการนำมาบินจริง

“ค่าเช่าแพง เราจึงกลับไปคุยกับผู้ให้เช่า” เขาเล่า “ถ้าผมนำเครื่องบินลำนี้ไปให้บริการ ผมก็จะไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มกับการลงทุน”

โบระบุว่า AirAsia คืนเครื่องบินให้ผู้ให้เช่า ซึ่งสามารถนำไปปล่อยเช่าต่อในราคาที่สูงกว่าได้ และยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจครั้งเดียว โดยระบุว่า “นี่ไม่ใช่เครื่องบินที่เราสั่งจาก Airbus แล้วเอาไปขายต่อ”

ขณะที่ โทนี เฟอร์นานเดส ผู้ร่วมก่อตั้ง ระบุในการแถลงข่าวที่กรุงเทพฯ ว่าเครื่องบินใหม่เหล่านี้มีต้นทุนการบินสูงเมื่อราคาน้ำมันแพง จึงส่งต่อให้คนอื่นนำไปใช้ พร้อมยืนยันว่าบริษัทมีเครื่องบินที่สั่งซื้อไว้ 500 ลำ แต่จะไม่นำไปแปลงเป็นเงินสด เพราะต้องการเครื่องบินใหม่เพื่อขยายธุรกิจ

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน AirAsia มีเครื่องบิน Airbus ในฝูงบิน 239 ลำ แต่ใช้งานได้จริงเพียง 161 ลำ และบริษัทระบุว่าจะคืนเครื่องบินเก่า 25 ลำในปีนี้ แต่ไม่ได้พูดถึงการขายเครื่องบินใหม่

ภาพ : HU Art and Photography / Shutterstock

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.50 บาท และ 1 ริงกิตเท่ากับ 8.20 บาท ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2569

อ้างอิง:

ABOUT THE AUTHOR

ถนัดกิจ จันกิเสน

Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ