“เราไม่ได้กลับมาเพราะรัก” แต่เพราะ Apple กับ Intel รู้ว่ากระดานหมากนี้ไม่มีใครชนะได้คนเดียว

เรามักปลอบใจตัวเองด้วยสัจธรรมที่ว่า หนังสือเล่มเดิมอ่านกี่ครั้งก็จบแบบเดิม ทว่าในโลกของทุนนิยมและกระดานหมากสมรภูมิการเมืองโลก (Global Political Battlefield) อันเยือกเย็น… บางครั้งหนังสือเล่มเก่าที่เคยทิ้งเพราะอ่านจบไปแล้ว ก็อาจถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นแล้ว (อาจจะ) เขียนตอนจบใหม่ได้อย่างแนบเนียนและละเมียดละไมเกินกว่าใครจะคาดคิด

Apple ≠ Intel
หลายคนอาจยังจำแผลเป็นทางธุรกิจครั้งใหญ่ได้ดี โดยในช่วงปลายปี 2023 แฟนไอทีทั่วโลกต่างร่วมเป็นพยานในวันที่ Apple ตัดสินใจหันหลังอย่างเด็ดขาดให้กับพันธมิตรที่เดินเคียงข้างกันมานานอย่าง Intel พวกเขาเลือกที่จะเก็บกระเป๋ามุ่งหน้าไปสู่อ้อมกอดของ TSMC พร้อมกับปลุกปั้นชิปตระกูล M-Series ของตัวเองขึ้นมาเป็นสถาปัตยกรรมทางเลือกใหม่ให้กับผู้ใช้งาน Mac การแยกทางครั้งนั้นดูไร้เยื่อใยและเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ราวกับว่า Intel กำลังจะกลายเป็นเพียงซากฟอสซิลในอดีต 

ทว่าสายลมของความเปลี่ยนแปลงไม่เคยหยุดนิ่ง ล่าสุด The Wall Street Journal ออกรายงานว่า อดีตคนเคยรักที่จบกันไม่สวยคู่นี้ ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อให้ Intel กลับมาทำหน้าที่โรงงานรับจ้างผลิตชิปให้กับอุปกรณ์ของ Apple อีกครั้ง หลังจากการเจรจาอย่างเข้มข้นที่กินเวลายาวนานกว่า 1 ปี และเพิ่งได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา   

ข่าวนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Intel ดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นทันทีถึง 14% ขณะที่หุ้นของ Apple ขยับขึ้นราว 2%  สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าในตลาดทุน ความปรารถนาดีไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความรัก แต่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไร แต่นี่ไม่ใช่การกลับมาด้วยความโหยหาอดีต หากแต่เป็น ‘ความจำเป็นอันขมขื่น’ ท่ามกลางโลกที่กำลังเปราะบางจนใกล้จะแตกสลาย 

การเกิดขึ้นของสมรภูมิการเมืองโลก และ ‘มือที่มองไม่เห็น’ คือ ตัวขับเคลื่อน
หลังม่านทำเนียบขาวหากเรามองให้ลึกลงไปในรอยต่อของเรื่องนี้ เราจะพบว่ามี ‘ผู้จัดแจง’ ระดับผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกนั่งสวมบทบาทเป็นแม่สื่ออยู่หลังม่านรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Donald Trump (โดนัลด์ ทรัมป์) เขาคือลมใต้ปีกสำคัญที่ผลักดันให้ดีลนี้เกิดขึ้น โดยมีรายงานเปิดเผยว่าประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกโรงสนับสนุนและโน้มน้าวเรื่อง Intel ให้กับ Tim Cook (ทิม คุก) ด้วยตัวเอง ในระหว่างการร่วมประชุมครั้งสำคัญที่ทำเนียบขาว   

Thailand Lab International 2026

ทำไมชายผู้กุมอำนาจสูงสุดของประเทศถึงต้องลดตัวลงมาสวมบทบาทนักเจรจา? คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในความหวาดกลัวต่อ ‘ความมั่นคงทางเทคโนโลยี’ นั่นเอง 

นักวิเคราะห์ชื่อดังอย่าง Ming-Chi Kuo (หมิง-จี กัว) ประเมินว่า ข้อตกลงนี้จะเริ่มต้นจากการให้ Intel ผลิตชิปตระกูล M-Series รุ่นพื้นฐานที่สุดสำหรับ MacBook Air และ iPad Pro อย่างเร็วที่สุดในปี 2027 ซึ่งชิปกลุ่มนี้คาดว่าจะมียอดการผลิตเพื่อรักษาระดับที่ 15-20 ล้านชิ้นต่อปีในช่วงปี 2026-2027 

ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์ Jeff Pu (เจฟฟ์ ปู) ยังเสริมว่า สถาปัตยกรรมระดับ 1.4 นาโนเมตร (14A) ของ Intel นั้นมีลูกค้ารายใหญ่จ่อคิวอยู่ ทั้ง Apple, AMD และ Nvidia โดย Apple อาจขยับขยายไปสู่การใช้ชิป Intel สำหรับ iPhone รุ่นธรรมดาในปี 2028 อีกด้วย   

‘ภาพลวงตาสีเขียว’ เมื่อคำมั่นสัญญารักษ์โลกถูกท้าทายด้วยความอยู่รอด
แต่จูบครั้งใหม่ที่เจือความขมปร่าทางการเมืองนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีเดิมพันที่ยิ่งใหญ่กว่าเรื่องผลกำไรซ่อนอยู่ นั่นคือ ‘ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ประเมินค่าไม่ได้’ (Environmental Impact) ทว่าในจุดนี้ เราอาจต้องตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาถึงความจริงใจของ Apple อุตสาหกรรมผลิตชิป คือ อุตสาหกรรมที่หิวกระหาย มันกลืนกินพลังงานไฟฟ้ามหาศาลและสูบใช้ทรัพยากรน้ำจืดอย่างตะกละตะกลาม ในขณะที่ Apple เพิ่งประกาศเจตนารมณ์อันแข็งกร้าวว่า องค์กรจะต้องก้าวไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) แบบ 100% ภายในปี 2030 โดยเน้นย้ำวาทกรรมอันหล่อเหลาที่ว่า “โลกรอไม่ได้ เราเองก็รอไม่ได้เช่นกัน” (The planet can’t wait, neither can we) 

เมื่อเป้าหมายปี 2030 กำลังงวดเข้ามา คำถาม คือ Intel ที่มีฐานการผลิตหลักในรัฐแอริโซนา ดินแดนที่แห้งแล้งและเผชิญวิกฤตน้ำจะยอมปรับปรุงตัวเองให้สอดรับกับวิถีชีวิต ‘รักษ์โลก’ อันเข้มงวดของ Apple ได้ทันท่วงทีหรือไม่? เพราะมาตรฐานที่ Apple วางไว้นั้นสูงลิบลิ่ว เช่น

เราจะไว้ใจวาทกรรมเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน?
ในเมื่อการตัดอะแดปเตอร์ชาร์จไฟออก แม้จะช่วยลดคาร์บอนจากการขนส่ง  แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือกลวิธีลดต้นทุนและเพิ่มกำไรมหาศาลให้กับ Apple เองอย่างแนบเนียน ในทำนองเดียวกัน การบีบบังคับให้พาร์ทเนอร์อย่าง Intel ต้องลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างโรงงานพลังงานสะอาด ก็ไม่ต่างจากการที่ Apple นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง แล้วผลักภาระความสกปรกและต้นทุนการผลิตทั้งหมดไปให้คนอื่นแบกรับ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์ ‘สีเขียว’ อันบริสุทธิ์ผุดผ่องของตนเองเอาไว้  

การกลับมาจับมือกันของ Apple และ Intel ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่หน้าข่าวไอทีรายวัน แต่คือภาพสะท้อนอันน่าเศร้าของยุคสมัยหรือไม่? เพราะยุคที่ความหน้าซื่อใจคดขององค์กรขนาดใหญ่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรม ยุคที่รัฐบาลต้องใช้อำนาจเข้าแทรกแซงเพื่อกักตุนความอยู่รอด และยุคที่การเติบโตทางนวัตกรรมต้องถูกหักลบด้วยลมหายใจอันรวยรินของสิ่งแวดล้อมในท้ายที่สุด นิยายรักรสขมเล่มนี้อาจกำลังทำหน้าที่บอกเราว่า ในโลกที่ซับซ้อน โหดร้าย ไม่มีมิตรแท้ที่ถาวร… บางครั้งมนุษย์เรา (และองค์กรธุรกิจ) ก็พร้อมที่จะกลืนน้ำลายตัวเอง และโอบกอดอดีตอันปวดร้าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพื่อจะรักษาสถานะผู้ชนะบนกระดานที่ตัวหมากกำลังกัดกินทรัพยากรโลกอย่างเลือดเย็นก็ได้

ข้อมูลอ้างอิง