เปิดโลก‘โดรน’ ARV & SKYLLER ตอบโจทย์ของอุตสาหกรรมไทย

เปิดโลก‘โดรน’ ARV & SKYLLER
ตอบโจทย์ของอุตสาหกรรมไทย

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในโลกอุตสาหกรรมมากขึ้น “โดรน” ก็กำลังขยับจากอากาศยานสำหรับบินและถ่ายภาพสู่เทคโนโลยีที่ทำงานแทนคนได้ ทั้งการตรวจสอบโครงสร้าง ลาดตระเวน ขนส่ง และเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่มนุษย์เข้าถึงได้ยาก มาผสานกับ AI เซ็นเซอร์ และความเชี่ยวชาญของมนุษย์ เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง

ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านงาน ARV & SKYLLER Open House 2026 ที่บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ ARV ร่วมกับบริษัท สไกลเลอร์โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ SKYLLER SOLUTIONS ที่นำเทคโนโลยีโดรนและโซลูชั่นอัจฉริยะมาสาธิตการใช้งานจริง วันนี้คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าโดรนทำอะไรได้บ้าง แต่คือข้อมูลที่ได้จากโดรนจะถูกนำไปสร้างประโยชน์ให้คนและธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน

จากชมรมโรโบติกส์ สู่ธุรกิจเทคโนโลยีของ ARV

ธษภิชญ ถาวรสุข หัวหน้ากลุ่มงานธุรกิจ บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (ARV) เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ARV เป็นบริษัทในเครือบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยเริ่มจาก “ชมรมโรโบติกส์” ขนาดเล็กภายในองค์กร ก่อนพัฒนาเป็นบริษัทในปี 2561 เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ให้กับลูกค้านอกกลุ่มบริษัทเดิม แนวคิดสำคัญคือ หากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถแก้ปัญหาให้กับองค์กรได้ ก็น่าจะต่อยอดไปสร้างประโยชน์ให้กับภาคส่วนอื่นได้เช่นกัน

ปัจจุบัน ARV พัฒนาเทคโนโลยีครอบคลุมทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ ตั้งแต่หุ่นยนต์สำรวจใต้ทะเล เรือสำรวจไร้คนขับ หุ่นยนต์ภาคพื้นดิน ไปจนถึงโซลูชั่นโดรนตรวจสอบโครงสร้างผ่าน SKYLLER รวมถึง AI ด้านการแพทย์ เทคโนโลยีคาร์บอนเครดิต และแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับภาครัฐ โดยมุ่งนำเครื่องจักร ข้อมูล และ AI มาทำงานร่วมกับมนุษย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และต่อยอดเทคโนโลยีสู่การใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม

ต่อยอด SKYLLER สู่โซลูชั่นใช้งานจริง

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญของแนวคิดดังกล่าว คือ SKYLLER ซึ่งนำโดรนและ AI มาใช้ตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งแท่นผลิตปิโตรเลียม อาคาร และสะพาน โดย AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ ลดต้นทุนและระยะเวลา รวมถึงลดความเสี่ยงของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย จากเดิมที่ ARV พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาภายในองค์กร แนวคิดของ SKYLLER จึงต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นโซลูชั่นที่นำไปใช้งานได้จริงในหลากหลายอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน งาน ARV & SKYLLER Open House 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีสาธิตเทคโนโลยี แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับและโซลูชั่นอัจฉริยะสามารถเข้าไปสนับสนุนการทำงานของภาคอุตสาหกรรมได้จริง อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญของเทคโนโลยีไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดศักยภาพ แต่คือการขาดโอกาสในการพิสูจน์ผลงาน จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ให้เทคโนโลยีได้ทดลองใช้งานจริง รวมถึงได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุน เพื่อพัฒนาจากต้นแบบไปสู่ธุรกิจที่แข่งขันได้ ทั้งนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีไม่ควรจบอยู่เพียงในห้องทดลอง แต่ต้องเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีได้ทดลองใช้งานจริง มีผู้ใช้งานจริง และนำผลจากการใช้งานกลับมาพัฒนาต่อยอด เพื่อให้สามารถก้าวจากต้นแบบไปสู่ธุรกิจได้

โดรนตรวจแท่นขุดเจาะสู่จุดเปลี่ยนด้วยเอไอ

คุณาชาติ วิทูรสุนทร ผู้จัดการทีมเทคโนโลยีโซลูชั่น บริษัท สไกลเลอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด (SKYLLER SOLUTIONS) เล่าเสริมว่า SKYLLER เริ่มต้นจากการตรวจสอบสินทรัพย์ในอุตสาหกรรมพลังงาน ก่อนพัฒนาสู่การนำโดรนมาเก็บข้อมูลและผสาน AI เพื่อช่วยวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจ โดยเป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มแรกๆ ของไทยที่นำโดรนมาใช้ตรวจสอบแท่นขุดเจาะ หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน การตรวจสอบโครงสร้างสูงยังมีข้อจำกัด บางกรณีต้องหยุดกระบวนการผลิต ซึ่งอาจสร้างความเสียหายถึงหลายล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน ขณะที่อีกทางเลือกคือการใช้เฮลิคอปเตอร์บินถ่ายภาพจากมุมสูง SKYLLER จึงนำโดรนเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดและความเสี่ยงในการตรวจสอบ โดยช่วงแรกยังต้องประกอบโดรนขึ้นเอง เนื่องจากฮาร์ดแวร์ในตลาดมีตัวเลือกไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อโดรนทำให้การเก็บข้อมูลรวดเร็วขึ้น ความท้าทายใหม่กลับกลายเป็น “ข้อมูลที่มีจำนวนมากเกินไป” เพราะงานตรวจสอบหนึ่งครั้งอาจได้ภาพตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นภาพ จากเดิมที่ต้องเปิดดูภาพทีละภาพเพื่อตรวจหาความผิดปกติบนแผงโซลาร์เซลล์ จึงเกิดคำถามว่าจะจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และนี่คือจุดเปลี่ยนที่นำ AI เข้ามามีบทบาท ในการช่วยจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้มนุษย์สามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เปิด 3 โซลูชั่นโดรน ลาดตระเวน-ตรวจสอบ-ขนส่ง

ภายในงาน มีการสาธิตโดรน 3 โซลูชั่นหลัก เริ่มจากโดรนสำหรับลาดตระเวนระยะไกล (Drone Fixed-wing) สำหรับภารกิจลาดตระเวนและเฝ้าระวังระยะไกล เหมาะกับพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ต้องการการมองเห็นและติดตามสถานการณ์อย่างครอบคลุม โดย ARV และ SKYLLER นำเสนอการใช้งานในด้านความปลอดภัยและความมั่นคง จุดเด่นของ Fixed-wing คือรูปแบบการบินที่เหมาะกับภารกิจสำรวจพื้นที่กว้างและระยะไกล ขณะที่ระบบยังสามารถรองรับการควบคุมโดยมนุษย์ในโหมด Manual ได้ตามลักษณะภารกิจ

นอกจากนี้ ยังมีโดรนสำหรับตรวจสอบสินทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน (Drone Asset Inspection) โดยนำไปใช้กับงานตรวจสอบในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการสาธิตตรวจสอบแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ จุดสำคัญอยู่ที่การติดตั้งกล้องหลายประเภท ทั้ง High-Resolution Optical Camera สำหรับเก็บภาพรายละเอียดทางกายภาพ และ Thermal Camera สำหรับตรวจจับความผิดปกติจากความร้อน ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ด้วย AI และส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เฉพาะด้านช่วยตีความ

อีกหนึ่งโซลูชั่นที่ได้รับความสนใจ คือ โดรนสำหรับการขนส่ง (Drone Delivery) ซึ่งเปลี่ยนบทบาทของโดรนจากเครื่องมือสำรวจมาเป็นพาหนะสำหรับขนส่งสินค้า โดยเฉพาะเวชภัณฑ์และสิ่งของที่ต้องควบคุมสภาพแวดล้อม จุดเด่นไม่ได้อยู่เพียงการนำสินค้าไปถึงปลายทาง แต่ทำงานร่วมกับ Skyller ColdCare ซึ่งประกอบด้วย ColdCare Cooler Box สำหรับควบคุมอุณหภูมิ และ ColdCare Platform สำหรับติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้ง อุณหภูมิ ความชื้น แรงสั่นสะเทือน และพิกัด GPS ทำให้ผู้ควบคุมสามารถติดตามทั้งสถานะของสินค้าและเส้นทางการขนส่งได้ตลอดภารกิจ

โดรนไม่ได้แทนคน 100% แต่ช่วยทำงานในจุดเสี่ยง

คุณาชาติกล่าวต่อว่า จุดสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีไม่ได้อยู่ที่การมีโดรนเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในการทำงาน เพราะเมื่อโดรนสามารถเข้าไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ยากหรือมีความเสี่ยง ข้อมูลที่ได้ก็สามารถนำกลับมาวิเคราะห์ต่อด้วย AI และส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบและตีความ ทำให้กระบวนการตรวจสอบมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องให้คนเข้าไปอยู่ในจุดที่มีความเสี่ยงตั้งแต่ต้น

ในอีกมุมหนึ่ง การพัฒนาโซลูชั่นของ SKYLLER ก็ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวโดรน แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเก็บข้อมูล การประมวลผลด้วยซอฟต์แวร์และ AI ไปจนถึงการนำข้อมูลไปใช้ในกระบวนการทำงานจริง เพราะโจทย์ของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้จบลงเมื่อได้ภาพจากโดรน แต่ต้องตอบให้ได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นบอกอะไร และจะนำไปใช้ประโยชน์ต่ออย่างไร ซึ่งเป็นเหตุผลที่เทคโนโลยีต้องทำงานร่วมกับองค์ความรู้และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ข้อมูลจากพื้นที่จริงสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เราไม่ได้เชื่อว่าโดรนจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ 100% แต่เชื่อว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น การนำเทคโนโลยีเข้าไปทำงานในจุดที่คนทำงานได้ยาก ใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงาน” คุณาชาติกล่าว

ท้ายที่สุด โจทย์สำคัญของโดรนในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การบินให้ไกลหรือเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด หากคือการนำข้อมูลมหาศาลมา “เปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ใช้ได้จริง” เพื่อช่วยให้คนทำงานปลอดภัยขึ้น ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีที่ดีไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ทำอะไรได้มากขึ้น แต่คือเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาได้จริง และเมื่อเทคโนโลยีไทยเดินออกจากห้องทดลองไปสู่หน้างานได้มากขึ้น นั่นอาจเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมไทยในวันที่เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนคน แต่เข้ามาช่วยให้คนทำงานได้ไกลกว่าเดิม