ทำไมถึงเรียกว่า "บัตร ATM" พูดกันจนชินปาก แต่น้อยคนที่จะรู้ประวัติศาสตร์!
ทุกวันนี้เมื่อพูดถึง “บัตร ATM” หลายคนมักนึกถึงบัตรธนาคารที่ใช้ถอนเงิน เช็กยอด หรือทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็ม แต่ความจริงแล้วคำว่า ATM ไม่ได้เป็นชื่อของตัวบัตร หากแต่เป็นชื่อของเครื่องที่บัตรถูกนำไปใช้งานด้วยต่างหาก
ยิ่งไปกว่านั้น บัตรที่หลายคนเรียกรวมๆ ว่า “บัตร ATM” ในปัจจุบันจำนวนมากจริงๆ แล้วเป็น บัตรเดบิต ซึ่งสามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าการถอนเงินจากตู้ เช่น ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการได้ด้วย ตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตถือเป็นบัตรคนละประเภท แม้จะใช้ทำธุรกรรมผ่านตู้ ATM ได้เหมือนกันก็ตาม
ATM ย่อมาจากอะไร?
ATM ย่อมาจาก Automated Teller Machine หมายถึงเครื่องทำธุรกรรมทางการเงินอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าธนาคารทำรายการบางอย่างได้โดยไม่ต้องติดต่อพนักงานที่เคาน์เตอร์โดยตรง เช่น ถอนเงิน สอบถามยอด หรือทำธุรกรรมอื่นๆ ตามบริการที่เครื่องและธนาคารรองรับ
ดังนั้น หากพูดตามความหมายของคำอย่างตรงไปตรงมา “ATM” จึงเป็นชื่อของเครื่อง ไม่ใช่ชื่อของบัตร ส่วนคำว่า “บัตร ATM” เป็นคำที่ใช้เรียกบัตรซึ่งออกแบบมาให้ใช้เข้าถึงบัญชีและทำธุรกรรมผ่านเครื่อง ATM
แล้ว “บัตร ATM” ต่างจาก “บัตรเดบิต” อย่างไร?
จุดนี้เป็นเรื่องที่หลายคนสับสน เพราะบัตรทั้งสองประเภทสามารถนำไปถอนเงินจากตู้ ATM ได้เหมือนกัน แต่ความสามารถของบัตรไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายว่า บัตร ATM ใช้สำหรับทำธุรกรรมกับบัญชี เช่น ฝาก ถอน โอน หรือสอบถามยอดผ่านช่องทางที่รองรับ ขณะที่ บัตรเดบิต สามารถทำธุรกรรมเหล่านี้ได้เช่นกัน และยังใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการได้ด้วย โดยเงินจะถูกหักจากบัญชีที่ผูกกับบัตร
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบัตรที่ได้รับจากธนาคารในปัจจุบัน แม้เจ้าของจะเรียกติดปากว่า “บัตร ATM” แต่หลายใบในความเป็นจริงคือบัตรเดบิต
เครื่อง ATM ยุคแรกเกิดขึ้นเมื่อไร?
ประวัติของเครื่องถอนเงินอัตโนมัติเริ่มพัฒนาอย่างจริงจังในช่วงทศวรรษ 1960 หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 1967 เมื่อ Barclays เปิดใช้เครื่องถอนเงินอัตโนมัติที่สาขา Enfield ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
Bank of England ระบุว่า เครื่องดังกล่าวเป็น ATM เครื่องแรกที่เปิดใช้งานในสหราชอาณาจักร และถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวิวัฒนาการระบบธนาคารอัตโนมัติ โดยนักแสดงชาวอังกฤษ Reg Varney เป็นผู้ทำรายการเปิดใช้งานเครื่องในวันดังกล่าว
เครื่องรุ่นนั้นเกี่ยวข้องกับแนวคิดของ John Shepherd-Barron และทีมงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงเงินสดได้แม้นอกเวลาทำการของธนาคาร ซึ่งถือเป็นแนวคิดใหม่มากในยุคนั้น
ATM รุ่นแรกยังไม่ได้ใช้บัตรพลาสติกแบบทุกวันนี้
อีกข้อที่มักเข้าใจกันคลาดเคลื่อนคือ เครื่อง ATM รุ่นแรกไม่ได้ใช้บัตรพลาสติกแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน เครื่องของ Barclays ในปี 1967 ใช้เอกสารหรือคูปองกระดาษพิเศษที่มีข้อมูลสำหรับการตรวจสอบแทน
ลูกค้าจะต้องใช้เอกสารดังกล่าวร่วมกับรหัสระบุตัวตนเพื่อถอนเงิน และเครื่องมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนเงินต่อครั้ง ก่อนที่เทคโนโลยีจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่บัตรพลาสติก แถบแม่เหล็ก ชิป และระบบยืนยันตัวตนที่ซับซ้อนขึ้นในเวลาต่อมา
PIN กลายเป็นส่วนสำคัญของการใช้บัตร
เมื่อระบบ ATM และบัตรธนาคารพัฒนาขึ้น การใช้ PIN หรือ Personal Identification Number ก็กลายเป็นวิธีสำคัญในการยืนยันตัวตนของผู้ถือบัตรก่อนทำรายการผ่านตู้
ระบบดังกล่าวช่วยให้ธนาคารตรวจสอบได้ว่าผู้ที่กำลังใช้บัตรมีข้อมูลยืนยันที่ตรงกับบัญชีหรือไม่ และต่อมาก็ถูกใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีบัตรประเภทต่างๆ ทั้งบัตร ATM และบัตรเดบิต
ทำไมคำว่า “บัตร ATM” ยังติดปากมาจนถึงทุกวันนี้?
เหตุผลสำคัญคือ ในยุคแรก หน้าที่เด่นของบัตรประเภทนี้คือการนำไปใช้กับเครื่อง ATM เพื่อถอนเงินและทำธุรกรรมพื้นฐาน เมื่อผู้คนคุ้นกับการใช้บัตรคู่กับตู้ ATM คำว่า “บัตร ATM” จึงกลายเป็นชื่อเรียกที่เข้าใจง่ายและติดปาก
แม้ต่อมาเทคโนโลยีจะพัฒนา บัตรหนึ่งใบสามารถทำได้ทั้งถอนเงิน โอนเงิน ชำระค่าสินค้า หรือใช้งานผ่านเครือข่ายอื่นๆ ได้ แต่คำเรียกแบบเดิมก็ยังคงถูกใช้อย่างแพร่หลาย
สรุปแล้ว “บัตร ATM” เรียกแบบนี้เพราะอะไร?
คำว่า ATM เป็นชื่อของเครื่อง Automated Teller Machine ไม่ใช่ชื่อของบัตรโดยตรง ส่วน “บัตร ATM” เป็นชื่อเรียกของบัตรที่ใช้สำหรับทำธุรกรรมผ่านเครื่องดังกล่าว และต่อมาก็กลายเป็นคำเรียกติดปากของผู้ใช้งาน
อย่างไรก็ตาม หากพูดให้แม่นยำ บัตร ATM และบัตรเดบิตไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียทีเดียว โดยบัตรเดบิตมีความสามารถในการชำระค่าสินค้าและบริการเพิ่มเติมจากการทำธุรกรรมผ่านตู้ ATM ดังนั้นบัตรที่อยู่ในกระเป๋าของหลายคนทุกวันนี้ อาจไม่ใช่ “บัตร ATM” ในความหมายทางผลิตภัณฑ์ แต่เป็นบัตรเดบิตที่สามารถใช้กับเครื่อง ATM ได้
- ตัวอักษร B, G, R ในลิฟต์หมายถึงอะไร? เปิดความหมายปุ่มที่หลายคนเห็นทุกวัน
- เครื่องซักผ้า 7 กก. ซักได้จริงกี่กิโล? สรุปคือน้ำหนักตอน "ผ้าแห้ง" หรือ "ผ้าเปียก"

แหล่งอ้างอิง
- ธนาคารแห่งประเทศไทย
- Bank of England
- Federal Reserve