อีซูซุพิสูจน์ B20 วิ่งจริง 586.8 กม. สมรรถนะไม่ต่าง B7 ประหยัดกว่าลิตรละ 5 บาท

ในวันที่โลกต้องรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานและปัญหาสิ่งแวดล้อม การมองหาเชื้อเพลิงทางเลือกที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายให้ผู้ใช้รถ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงาน รายได้ของเกษตรกร และการลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ

หนึ่งในทางเลือกที่มีอยู่แล้วและสามารถนำมาใช้ได้ทันทีคือ "น้ำมันไบโอดีเซล B20" ซึ่งประกอบด้วยไบโอดีเซลในสัดส่วนประมาณ 20% ผสมกับน้ำมันดีเซล โดยมีวัตถุดิบสำคัญมาจากผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จึงจัดกิจกรรม "Isuzu B20 Press Trip" นำสื่อมวลชนสายยานยนต์ร่วมทดสอบรถปิกอัพ Isuzu D-MAX และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ IsuzuMU-X ด้วยการเติมน้ำมัน B20 ตลอดเส้นทาง เพื่อพิสูจน์การใช้งานจริง พร้อมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้รถที่ยังมีข้อสงสัยทั้งเรื่องสมรรถนะ ความประหยัด และผลกระทบต่อเครื่องยนต์

เติม B20 เต็มถัง ทดสอบจริงเกือบ 600 กิโลเมตร

การทดสอบครั้งนี้ใช้รถ Isuzu D-MAX และ MU-X รวม 10 คัน เติมน้ำมัน B20 เต็มถัง โดย D-MAX มีความจุถังน้ำมัน 76 ลิตร ส่วน MU-X มีความจุ 80 ลิตร

โดยขบวนรถออกเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ผ่านจังหวัดชลบุรีและระยอง ก่อนเข้าสู่หาดเจ้าหลาว อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และเดินทางกลับ รวมระยะทางทั้งสิ้น 586.8 กิโลเมตร ผลจากการเดินทางพบว่า รถยังสามารถรักษาสมรรถนะการขับขี่ได้ตามปกติ โดยอีซูซุระบุว่าไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการใช้น้ำมัน B7 ทั้งในด้านกำลังของเครื่องยนต์และอัตราการประหยัดน้ำมัน

ขณะเดียวกัน หากอ้างอิงราคาน้ำมัน ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 น้ำมัน B20 มีราคาถูกกว่า B7 ประมาณ 5 บาทต่อลิตร จึงช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ใช้รถ โดยเฉพาะรถเพื่อการพาณิชย์ที่มีระยะทางใช้งานสูงและเติมน้ำมันเป็นประจำ

ตรวจเครื่องยนต์ด้วย G-IDSS ยืนยันการทำงานเป็นปกติ

นอกจากการประเมินความรู้สึกจากการขับขี่ อีซูซุยังนำเครื่องมือ G-IDSS ซึ่งเป็นอุปกรณ์เฉพาะสำหรับตรวจสอบและวิเคราะห์การทำงานของเครื่องยนต์มาใช้ประกอบการทดสอบ

ระบบดังกล่าวสามารถตรวจสอบค่าพารามิเตอร์สำคัญ เช่น ความดันน้ำมันเชื้อเพลิงภายในท่อเรล การชดเชยการทำงานของหัวฉีดทั้ง 4 กระบอกสูบ จังหวะและปริมาณการฉีดน้ำมัน ตลอดจนสถานะของระบบ DPD ซึ่งทำหน้าที่ดักจับอนุภาคจากไอเสีย ผลการตรวจสอบแสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์ของรถทั้งสองรุ่นยังทำงานเป็นปกติเมื่อใช้น้ำมัน B20 ช่วยสร้างความมั่นใจว่าเชื้อเพลิงทางเลือกชนิดนี้สามารถใช้งานได้จริงกับรถรุ่นที่ผู้ผลิตกำหนดให้รองรับ

อีซูซุ 505 รุ่น รองรับน้ำมัน B20

วิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ความท้าทายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ที่ผ่านมา อีซูซุให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รถสามารถรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีรถอีซูซุที่รองรับเชื้อเพลิงชนิดนี้รวม 505 รุ่น ครอบคลุมทั้ง D-MAX และ MU-X

สำหรับ Isuzu D-MAX และ MU-X มาตรฐาน EURO 5 ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา สามารถเติมน้ำมัน B20 ได้ทันที ส่วนรถรุ่นปีอื่นควรตรวจสอบรายละเอียดกับศูนย์บริการหรือคู่มือประจำรถก่อนใช้งาน เนื่องจากรถบางรุ่นอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนบางรายการเพื่อให้รองรับ B20 ได้อย่างเหมาะสม

ลดคาร์บอน พร้อมหนุนรายได้ภาคเกษตร

อีซูซุระบุว่า การใช้น้ำมัน B20 สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 20% สำหรับการเดินทางด้วยรถ 10 คัน รวมระยะทาง 586.8 กิโลเมตรในครั้งนี้ สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 215 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ประโยชน์ของ B20 จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ปลายท่อไอเสียเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกลับไปถึงเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลช่วยสร้างความต้องการผลผลิตปาล์มน้ำมัน สนับสนุนเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ในมุมของภาครัฐ B20 ยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้บริหารต้นทุนราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศ ตลอดจนช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

ใช้ B20 ต้องดูแลรถต่างจากเดิมหรือไม่

แม้รถรุ่นที่กำหนดจะสามารถใช้ B20 ได้ตามปกติ แต่ผู้ใช้รถยังควรปรับรูปแบบการดูแลรักษาให้เหมาะสมกับคุณสมบัติของเชื้อเพลิง อีซูซุแนะนำว่า หากใช้น้ำมันทั่วไป ควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงทุก 40,000 กิโลเมตร แต่หากใช้ B20 อย่างต่อเนื่อง ควรลดรอบการเปลี่ยนเหลือทุก 20,000 กิโลเมตร โดยไส้กรองน้ำมันมีราคา 410 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

ผู้ใช้ยังควรใช้น้ำมัน B20 ให้หมดถังภายในประมาณ 1–2 เดือน ไม่ควรจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานเกินสองเดือน รวมถึงควรระมัดระวังการใช้งานในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส เพราะน้ำมันมีโอกาสเกิดไขและอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์ ส่วนการรับประกันคุณภาพยังคงเป็นไปตามเงื่อนไขของโรงงาน หากเป็นรถรุ่นที่รองรับและใช้น้ำมัน B20 ตามมาตรฐานที่กำหนด

B20 ทางเลือกที่ไทยมีอยู่ในมือ

ผลการทดสอบครั้งนี้สะท้อนว่า B20 ไม่ได้เป็นเพียงน้ำมันทางเลือกสำหรับลดค่าใช้จ่าย แต่เป็นหนึ่งในกลไกที่เชื่อมโยงผู้ใช้รถ อุตสาหกรรมยานยนต์ ภาคเกษตรกรรม และนโยบายพลังงานเข้าไว้ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การผลักดันให้ B20 ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายยังต้องอาศัยหลายปัจจัย ทั้งจำนวนสถานีบริการ ความต่อเนื่องของนโยบายราคา การสื่อสารข้อมูลรถที่รองรับ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจเรื่องการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง

หากทุกภาคส่วนสามารถเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน B20 อาจเป็นมากกว่าเชื้อเพลิงราคาประหยัด แต่เป็นพลังงานยุทธศาสตร์ที่ช่วยลดการนำเข้า สร้างรายได้ให้เกษตรกร และพาประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้อีกก้าวหนึ่ง