Babyjolystar ผู้นำวัฒนธรรมบนโลกอินเทอร์เน็ต ของ Gen Alpha ที่คุยสนุกสุดในจักรวาล
ครีเอเตอร์ผู้ทรงอิทธิพลในยุคนี้คือใคร
‘Babyjolystar’ หรือเจมส์-ฤกษ์รัตน์ รุ่งแจ้ง
น่าจะเป็นชื่อที่ปรากฏอยู่ลำดับต้นๆ นับจากหัวตาราง
จุดเริ่มต้นคล้ายหลายคน เริ่มนับหนึ่งจากความชอบถ่ายคลิปกับเพื่อน คิดเส้นเรื่อง ตัดต่อแล้วอัปโหลดลงอินเทอร์เน็ตที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์นับล้าน กล่าวได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์และตัวตนภายในที่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นเด็กทำให้เธอเปล่งประกายโดดเด่น
และสำหรับกลุ่ม Gen Alpha เธอเป็นเหมือนผู้นำบนโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือลงคลิป ก็จะมีคนอยากลองทำตาม แสดงความคิดเห็น หรือยิงมุกตลก รวมถึงการพูดและคิดค้นคำศัพท์ใหม่ๆ ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และแนวคิดบางอย่าง ล้วนแผ่อิทธิพลไปถึงคน Gen Z หรือผู้ใหญ่ Gen Y อีกด้วย
เพราะความจริง Babyjolystar ไม่ได้ทำคลิปตลกวันต่อวัน ทุกสิ่งมีการวางแผน ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์สไตล์ Flop Education ส่งเสริมการศึกษาให้เด็ก คอนเทนต์สะท้อนชีวิตสุดรันทดของ ‘แม่ติ๊ก Roblox’ หรือกระทั่งเพลงที่แต่งเอง
วันนี้ Babyjolystar เผยแรงบันดาลใจในการทำคลิปให้ความรู้ พาท่องเที่ยวตำบลศรีเลิศ ย้อนรอยแม่ติ๊ก Roblox เจาะลึกเบื้องหลังเพลงญาร์ กับเส้นทางการเป็นศิลปินที่กำลังจะจัดคอนเสิร์ตเล็กๆ และชวนค้นหาตัวตนแท้จริงของคนชื่อเจมส์ พร้อมแบ่งปันแนวทางการบริหารบริษัทของตัวเองแบบ ‘Toxic Company’ ทั้งหมดคือประเด็นซึ่งจะได้อ่านในบทความนี้
ทั้งนี้ ขอปักป้ายคำเตือนไว้ว่าบทความยาวมาก แต่เหมาะสำหรับการฝึกฝนสมาธิให้มีจิตจดจ่อ
1
ยุคสมัยประวัติศาสตร์
‘Babyjolystar’ ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร
ชื่อได้แรงบันดาลใจจากอินฟลูเอนเซอร์ฝั่งอเมริกาหลายคนที่ชอบ เอาหลายชื่อมารวมกัน คำว่า ‘Baby’ มาจาก เบบี้ เอเรียล (Baby Ariel) สมัยนั้นเขาดังจากการลิปซิงก์เพลง ยังเป็นยุคแอปฯ Musical.ly อยู่ ก่อนที่จะกลายมาเป็น TikTok ส่วนคำว่า ‘Star’ มาจากบิวตี้บล็อกเกอร์ เจฟฟรี สตาร์ (Jeffree Star) แต่ ‘Joly’ มาจากชื่อจริง ครูภาษาอังกฤษเป็นคนตั้งให้ตั้งแต่เด็ก แล้วเราชอบชื่อนี้มาก
จุดเริ่มต้นในการทำคลิปลงโซเชียลมีเดีย
พื้นฐานเป็นคนชอบตัดต่อ ชอบทำคอนเทนต์อยู่แล้ว ชอบทำให้วิดีโอหรือคลิปมันสวย เป็นแนวที่เราชอบ เราเล่นโซเชียลฯ อยู่แล้ว แต่ก่อนไม่ได้ดัง แค่คนทั่วไปที่ชอบเอาคลิปเพื่อนมาตัดเล่น เป็นวิดีโอยาวประมาณ 1 นาที หรือทำคลิปตัวเองเดินแฟชั่น เพราะชอบดูคลิปเมืองนอก เลยได้แรงบันดาลใจกับแนวทางการตัดต่อมาจากเขา สมัยก่อนตัดง่ายๆ ใช้แอปฯ VivaVideo 
ตอนนั้นเป็นคลิปแนวตั้งหรือยัง
ช่วงนั้นประมาณปี 2016 รูปแบบมันยังเป็นแนวนอนเพื่อลง YouTube กับโพสต์ใน Instagram อยู่เลย ยังไม่มีคลิปสั้นแบบทุกวันนี้
หลายคนรู้จักคุณจาก TikTok แล้วตอนที่เริ่มเล่น TikTok คุณทำคอนเทนต์แบบไหน
ตั้งแต่ประมาณปี 2017 พยายามถ่ายเพื่อน อยากทำแนวเรียลลิตี้กับเพื่อน แต่เพื่อนเล่นไม่ตลก เลยเล่นเอง ตัดต่อเอง ตอนเริ่มเล่นเรียกว่า ‘POV’ เล่นเป็นตัวละครสมมติ จำลองสถานการณ์ตามมุมมองของเราเอง เป็นยุคที่ละครคุณธรรมอย่าง ฟ้ามีตา กำลังเป็นกระแส อย่างบททดสอบสังคม ประมาณว่าเป็น CEO แต่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ปลอมตัวเป็นแม่บ้าน แต่มาเฉลยตอนสุดท้ายอยู่ดีว่า “ฉันคือประธานบริษัท” บางทีก็ POV เป็นเทพต่างๆ เช่น ช่วงลอยกระทงจะเล่นเป็นพระแม่คงคา ตั้งคำถามว่าพระแม่รู้สึกอย่างไรเวลาคนขอขมาด้วยการลอยกระทง ที่สุดท้ายก็ทำน้ำเน่าเสียเหมือนเดิม
2
Flop Education ความรู้คู่ TikTok
ครูเถื่อนผู้แนะแนวเด็ก Gen Alpha
อยู่ดีๆ Babyjolystar ก็กลายเป็นช่องให้ความรู้เด็กประถม เรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติฟ้าร้อง ฟ้าผ่า หรือผักผลไม้ ตอนนั้นเราปิ๊งไอเดียอะไรถึงเลือกมาแนวทางนี้
เราชอบดูคอนเทนต์ฝั่งต่างประเทศ มีคอนเทนต์แนว Flop Education ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครในไทยทำ เลยลองเอามาทำในสไตล์ของตัวเองดีกว่า ได้แรงบันดาลใจจากตรงนั้น แล้วเอามาผสมกับความเป็น Babyjolystar ความจริงมันเป็นวัฒนธรรมของเด็ก Gen Alpha ที่โตมากับอินเทอร์เน็ต มีมีม มีภาษาที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจไม่เข้าใจ เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม เราเอาสิ่งเหล่านั้นมาปรับให้กลมกล่อม เข้าใจง่ายขึ้น ให้เข้ากับสไตล์ของเรา แล้วก็ใส่ความรู้ลงไปด้วย
แต่เราไม่ได้ตั้งใจจะทำเป็นช่องความรู้ขนาดนั้น แค่รู้สึกว่ามันมีประโยชน์แล้วมันตลกในตัวเอง ไม่ได้อยากให้เป็นแนวสาระจ๋าๆ ด้วยซ้ำ แต่คนดันชอบเลยทำต่อมาเรื่อยๆ
ทำไมถึงสนใจวัฒนธรรมของเด็กๆ Gen Alpha
รู้สึกว่าตัวเองเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เป็นต้นฉบับของเด็กแนวนี้เลย เด็กที่เล่นเกม เล่นมีมจากฝั่งตะวันตกมาตั้งแต่สมัยที่มันยังไม่แมสเท่านี้ ถ้าถามว่าทำไมถึงชอบอะไรแบบนี้ อาจเพราะเราเป็น ‘Internet Girl’ สิ่งที่เราชอบเล่นมันไปตรงกับสิ่งที่เด็กชอบพอดี ไม่ได้คิดว่าเด็กชอบอะไร แล้วเราต้องไปเล่นอันนั้น เพราะความจริงมันคือตัวตนเราอยู่แล้ว 
วัฒนธรรมนี้สามารถหาเสพได้จากแหล่งไหน
สำหรับเรามาจากการเลื่อนฟีดโซเชียลฯ ไปเรื่อย แล้วก็เจอคลิปแปลกๆ อย่างเอาคัพเค้กมาใส่เสียงประหลาด หรือเอาซาวนด์เอฟเฟกต์ตลกๆ มาใส่หน้าหุ่นยนต์ ส่วนใหญ่มันก็มาจากเกมบ้าง เป็นวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม แต่เรามองว่ามันคือไลฟ์สไตล์มากกว่า เป็นไลฟ์สไตล์ที่เราชอบดู ชอบเสพ ชอบเล่น มันเลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
ผู้ใหญ่บางคน เวลามองมีมของเด็ก Gen Alpha หรือเกมต่างๆ ในทุกวันนี้ เขาอาจรู้สึกว่ามันล้างสมองเด็กให้เกิดภาวะ Brain Rot คุณคิดเห็นอย่างไร
เด็กแต่ละยุคมีสิ่งที่เขาสนใจ มันก็เหมือนยุคที่เราเป็นเด็ก ก็มีอะไรแปลกๆ ให้เล่นเหมือนกัน ถ้าเป็นเกมยุคเราที่ทุกคนเล่นก็ ‘แฮปปี้คนเลี้ยงหมู’ (Happy Hog) พอผ่านยุคนั้นมาก็เป็นเกม ROV (Arena of Valor) เดี๋ยวนี้เด็กชอบเล่น Roblox มันเป็นเกมที่เด็กเข้าถึงง่าย เด็กเลยเล่นกันเยอะ แล้วมันทำให้เราเชื่อมกับเด็กได้ แต่จริงๆ เราเล่น Roblox ไม่ค่อยเป็นหรอก แค่ชอบหน้าตัวละคร มันตลกดี หลายคนก็ติดตามเราเพราะเราชอบพากย์เสียงตัวละครในเกมไปเรื่อย เด็กเล่นเกมไป ส่วนเราก็พากย์ไปว่า “อุ๊ย ตัวนี้เดินไปตรงนั้น” หรือ “ยายตายอีกแล้ว” อะไรแบบนี้ เด็กก็ชอบ
ดูเหมือนเป็นคนที่เด็กๆ เข้าหาได้ง่ายมาก
บางทีมองว่าตัวเองเป็นคนหลุดๆ ถ้าไม่หลุดไปเลยก็จริงจังไปเลย ไม่มีตรงกลาง เวลาคุยกับคนอื่น ถ้าไม่ใช่แชร์ความรู้หรือทำคอนเทนต์ จะเหมือนเล่นกับเด็กไปเลย แล้วเด็กๆ ก็ชอบเล่นเกมกับเรามาก เราก็จะขึ้นคำเตือนไว้ตลอดว่าต้องอายุ 16 ปีขึ้นไป เด็กที่จะมาเล่นด้วยต้องโตระดับหนึ่ง แม้แต่ชีวิตจริง เด็กแถวบ้านยังชอบมาเล่นด้วย ในโซเชียลฯ ก็เหมือนกัน
คิดว่าเพราะอะไรเด็กถึงชอบเล่นกับเรา
ในอินเทอร์เน็ตเราดูเข้าถึงง่าย ไม่ได้วางภาพให้ตัวเองดูเข้าถึงยาก ไม่ว่าจะเป็นเกมหรือคอนเทนต์ หลายอย่างมันเชื่อมโยงกับชีวิตคนดู แล้วมี Discord ให้คนพิมพ์คุยกันตลอด อัปเดตกันแบบเรียลไทม์ เด็กจะชอบถาม “พี่เจมส์อยู่ไหน” มันเหมือนเป็นวัฒนธรรม เหมือนเป็นศาสนาเล็กๆ สมมติเราบอกว่า “ใครตั้งรูปโปรไฟล์เป็นวุ้นมะพร้าวในเซเว่น เดี๋ยวพี่เจมส์จะสนใจ” แค่พูดเล่นขำๆ แต่เด็กชอบทำตามจริง
แล้วเรารู้สึกอย่างไรตอนเห็นเด็กทำตามที่เราบอก
ดีใจนะ เหมือนร่ายมนตร์สะกดจิตคนได้ ไปไหนก็มีคนเดินตามเป็นพรวนบนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งมันกว้างมาก ตลกดี เวลาเห็นก็ขำ แล้วก็ชอบให้มันเป็นแบบนั้นเหมือนกัน
3
ติ๊กเอ๊ย:
หลากหลายคาแรกเตอร์ในตำบลศรีเลิศ
การแยกตัวตนและแยกช่อง TikTok ออกมาเป็นตัวละครแม่ติ๊ก ไอเดียนี้มีความเป็นมาอย่างไร
ช่องแม่ติ๊กเกิดจากตอนที่ไปซื้อโทรศัพท์ใหม่ เป็นโทรศัพท์ Samsung ราคา 2,000 บาท อยากได้รุ่นถูกๆ เอามารีวิวเล่น พอซื้อมาแล้วก็คิดว่า ทำยังไงให้คุ้มกับเงิน 2,000 บาท เลยเปิดช่องแม่ติ๊ก แล้วอัดวิดีโอด้วยโทรศัพท์เครื่องนั้นเลย เพราะคุณภาพมันต่ำ ภาพไม่ชัด เลยคิดว่าเอามาเล่นเป็นคนแก่ดีกว่า
แล้วชื่อ ‘แม่ติ๊ก’ มาจากไหน
จินตนาการว่าคาแรกเตอร์นี้ควรจะชื่ออะไร เราใส่ใจกับทุกคาแรกเตอร์มาก ไม่ว่าจะเป็นแม่ติ๊ก หรือช่องอื่นอย่างขนุน หรือแม้แต่ตัวละครในช่องหลัก ทุกตัวจะมีประวัติ มีโลกของตัวเอง รวมถึงในเกม Roblox ก็จะมีอวตารของแต่ละคน แต่ละตัวละครมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เราจะกำหนดเลยว่าคนนี้ต้องชื่อนี้เท่านั้น 
ทำไมแม่ติ๊กถึงดูน่าสงสาร จนหลายคนรู้สึกคิดถึงแม่ คิดถึงยายของตัวเอง
รู้สึกว่าความน่าสงสาร มันเป็นสิ่งที่เอามาเล่นได้ แต่ต้องเป็นความน่าสงสารที่ยังตลกอยู่ อันนี้เป็นสิ่งที่เราคิดไว้ เพื่อไม่ให้คนอินเกิน อย่างแม่ติ๊กลำบากมาก แต่คนจะเริ่มสังเกตว่าแม่ติ๊กสะพายกระเป๋าหลักแสน กินหมี่ไก่ฉีก Emily บอกว่าจน ลำบาก แต่กินของแพง มันจะมีจุดสังเกตให้คนรู้ว่าจริงๆ แล้วไม่ได้น่าสงสารขนาดนั้น มองออกว่านี่คือคอนเทนต์
ดูเหมือนว่าแม่ติ๊กจะเป็นคาแรกเตอร์ที่คนดูสนใจเป็นพิเศษ
ถ้าเป็นปีนี้ก็ใช่ แต่ปี 2025 จะเป็นพวกผลไม้กับคอนเทนต์ความรู้แนว Education ส่วนแม่ติ๊กเริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนั้นทำเป็นคลิปเล่าข่าวคดีอาชญากรรมเล่นๆ เริ่มจากใน Roblox จากมุกที่ว่า “คนนี้ขับรถชนคนตายใน Roblox” เราเลยเอามาทำเป็นคดีแม่ติ๊ก เหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มันเหมือนเป็นเรื่องจริง คนเลยอินจริง
มีโอกาสไหมที่วันหนึ่งจะรู้สึกว่าพอแล้ว ไม่เล่นคาแรกเตอร์นี้แล้ว
แน่นอน อย่างแม่ติ๊กก็คงมีวันจบเหมือนกัน ถึงจุดหนึ่งอาจจะเลิกเล่นแล้วเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น อีกอย่างเราไม่ค่อยยึดติดกับคาแรกเตอร์ว่าจะต้องอยู่กับเราตลอดไป เมื่อก่อนเรามีคาแรกเตอร์นักเรียน แต่เมื่อประมาณปีที่แล้ว เราออกมาประกาศว่าจะไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนให้เห็นบ่อยแล้ว เพราะตัวละครโตแล้ว 
ยังมีตัวตนอื่นอีกไหมบน TikTok
‘ขนุน’ อาจจะทำมาเพื่อโปรโมตเพลง หรือโปรโมตอะไรบางอย่างที่ต้องติดตามต่อไป
แล้วตำบลศรีเลิศคืออะไร
ศรีเลิศคือเมืองแถวบ้านที่จินตนาการขึ้นมา เพราะชอบดู Game of Thrones อยากมีอาณาจักรปกครองตัวเอง มันเหมือนเป็นเซฟโซนของเรา เป็นพื้นที่ที่เราเรียกว่า ‘ศรีเลิศโซน’
แล้วคำว่าศรีเลิศมาจากไหน
ตอนเด็กๆ อายุประมาณ 7-8 ขวบ ชอบเล่นเป็นที่ว่าการอำเภอกับพี่ เลยตั้งชื่อตำบลขึ้นมาเองว่าตำบลศรีเลิศ มีทั้งหมด 12 ตำบล ในตำบลก็ต้องมีประกาศเสียงตามสาย คนอื่นอาจจะซื้อโทรโข่งจากร้าน 20 บาทมาเล่น แต่ของเราเอาเครื่องเสียงงานบวชขึ้นไปติดข้างบนเสาจริงๆ เปิดเสียงดังไปทั้งหมู่บ้าน แล้วก็แกล้งเปิดเพลงธรณีกรรแสง ให้คนคิดว่ามีคนตายจริง ประกาศชื่อคนเล่นกันแบบนั้นเลย สุดท้ายก็โดนยายด่า อันนี้เหตุการณ์จริง
4
ประธานบริษัท (ตัวจริง)
กับสโลแกน ‘Toxic Company’
แล้วตัวตนที่แท้จริงของคนชื่อเจมส์เป็นอย่างไร
ไม่มีวันที่คนอื่นจะรู้ได้ แม้แต่ตัวเราเองยังไม่รู้เลยว่าเราเป็นคนยังไง ด้วยความที่เราอยู่บนอินเทอร์เน็ตเยอะ ทุกสิ่งที่แสดงออกมันก็อยู่บนอินเทอร์เน็ตหมด แต่เราไม่อยากให้ทุกคนรู้จักเราแค่บนอินเทอร์เน็ต เพราะถ้าเจอตัวจริง อาจจะเป็นคนจืดๆ นิ่งๆ เอาแต่ใจ หรืออาจจะเป็นอีกแบบก็ได้
สุดท้ายก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนยังไง รู้แค่ว่าเป็นคนธรรมดา ไม่ได้พิเศษอะไร สมมติวันหนึ่งดังมากๆ ก็ยังรู้สึกว่าอยากไปเดินตลาดได้ ยังไปนั่งร้านกาแฟในชุดมอมๆ ยังเป็นคนแบบนั้นอยู่ ไม่ได้เอาชื่อเสียงมาสร้างกำแพงหรืออีโก้ให้ตัวเอง
มีนิสัยอะไรไหมที่คนเห็นเราบนอินเทอร์เน็ต แต่ไม่เคยเห็นในชีวิตจริงเลย
หยิ่ง บอกทุกคนในไลฟ์ตลอดว่า จริงๆ เป็นคนหยิ่ง คนจะได้ไม่คาดหวัง แต่ถ้ามาขอถ่ายรูป ถ่ายได้หมด อันนี้เป็นสิ่งเดียวที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ถ้าเขาไม่ทักก่อน เราก็จะไม่ทัก ไม่ค่อยยิ้มให้ก่อน ถ้าเขายิ้มมา เราก็ยิ้มกลับ
คิดว่าทุกวันนี้ คนดูที่ติดตามเรา เห็นตัวตนจริงของเราสักกี่เปอร์เซ็นต์
2% ไม่ได้มีด้านมืดอะไรนะ แค่มันเป็นพาร์ตที่แสดง แต่จริงๆ เป็นคนธรรมดาทั่วไป เดินเล่นงานวัด แค่มุมนี้คนอาจจะไม่ได้เห็น แต่พอทำ Vlog เยอะขึ้น คนเริ่มเห็นมากขึ้น จากที่เคยเห็น 2% ตอนนี้อาจจะเป็น 4% เพิ่มขึ้นมานิดหนึ่ง
ถ้าให้นิยามตัวเองวันนี้ จะนิยามว่าอย่างไร
ชอบใช้คำว่า Creative Director ในบริษัทให้เรียกว่า Creative Director เพราะเราเป็นเจ้าของสตูดิโอด้วย จริงๆ ยังไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำนี้ทั้งหมด แต่รู้สึกว่าหน้าที่ของเราคือการกำหนดทิศทางทุกอย่างในสตูดิโอ เราชอบทำหน้าที่ตรงนี้มาก เลยรู้สึกว่าคำนี้น่าจะนิยามตัวเราได้ดีที่สุด
วันนี้เจมส์เป็นเจ้าของบริษัทแล้ว อยากรู้มุมมองเรื่องการบริหารคน
เราค่อนข้างปล่อยอิสระ แต่มีกรอบที่เขียนไว้ชัดเจนว่าทุกอย่างต้องเป็นประมาณไหน ถ้าหลุดจากกรอบนั้นก็จะมีการตักเตือน เราจะแบ่งทีมเป็นพนักงานประจำกับเด็กฝึกงาน เด็กฝึกงานจะไม่ได้รับความกดดันมาก แต่ทุกคนที่เข้ามาจะเจอคำพูดตั้งแต่วันสัมภาษณ์เลยว่า “เราเป็น Toxic Company นะ” แต่คำว่า Toxic ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสภาพแวดล้อมแย่หรือการกลั่นแกล้ง มันหมายถึงการพูดกันตรงไปตรงมา มีการด่า ฟีดแบ็ก หรือตักเตือนกันตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม แต่ไม่ใช่ด่าแบบดูถูก
ถ้าในฐานะหัวหน้า คุณเป็นหัวหน้าแบบไหน
รู้สึกว่าเวลาอยู่กับเรา ทุกคนไม่น่าจะเครียด เราเป็นคนวางทุกอย่างไว้ในหัวหมด เราเป็นคนทำงานดึก แต่นอกเวลางานทุกคนปิดแจ้งเตือนได้เลย ค่อยตอบเราในเวลางาน พอหลังจบงานแล้ว ถ่ายเสร็จ ทุกอย่างจบ ก็จะสบายๆ กินข้าวคุยกันปกติ เราแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันชัดมาก สามารถสลับโหมดได้เลย
แปลว่าทุกคนในบริษัทก็ต้องมีหลายโหมดเหมือนกัน
ใช่ เราไม่ค่อยยุ่งเรื่องชีวิตส่วนตัวของทีม ไม่ค่อยสนใจว่าเขาจะไปไหน ทำอะไร ถ้าจะไปคอนเสิร์ตหรือมีธุระ ก็แค่บอกกัน เดี๋ยวอนุมัติให้ งานของเรามันไม่มีเวลาตายตัวอยู่แล้ว บางอาทิตย์แทบไม่ได้ทำงานเลย เพราะบางครั้งเราอยากถ่ายเอง ก็ออกไปถ่ายเอง
ชีวิตมีเรื่องเครียดหรือกังวลบ้างไหม
เครียดนะ แต่เรามีวิธีจัดการความเครียดง่ายๆ ถ้ามีเพื่อน เราก็ด่ากับเพื่อนจนกว่าจะพอใจ (หัวเราะ) บางทีประชุมงานแล้วรู้สึกว่าโปรเจกต์นี้ไม่ใช่ หรือเข้ากันไม่ได้ เราก็จะบ่นด่าระบายกันจนพอใจ หรือเวลาไปกองถ่ายแล้วเกิดเรื่อง เช่น กล้องพัง ก็จะบ่นกันด่ากันไป แล้ววันรุ่งขึ้นก็ลืม สำหรับเรา เรื่องแย่ๆ ต้องพูดออกมา แต่ต้องพูดกับคนที่ไว้ใจ ถ้าไม่มีคนให้ระบายก็ไปเล่นเกม แล้วไปด่าคนในเกมแทน เขาก็ไม่รู้ว่าเราเป็นใคร เรียกว่าเป็น Toxic Person ก็ได้ เป็น Toxic Player ในเกมด้วย (หัวเราะ) 
5
ไม่ได้มีแค่เด็กที่ชอบ Babyjolystar
สังเกตว่าคนที่แชร์คอนเทนต์ไม่ใช่แค่กลุ่มเด็ก แต่เป็นผู้ใหญ่ด้วย แล้วความจริงผู้ติดตามส่วนใหญ่คือใคร
ช่วงแรกมันเป็นคอนเทนต์เด็ก พอเริ่มเป็น Flop Education เริ่มเป็นสตรอว์เบอร์รีมรกต ผู้ใหญ่ก็เริ่มเข้ามา ช่วงก่อนหน้านี้เป็นคอนเทนต์เพลง เหมือนเด็กกับผู้ใหญ่ยังเชื่อมต่อกันไม่ได้ เราเลยคิดว่าต้องหาคอนเทนต์ที่ทำให้คนทุกช่วงอายุเชื่อมกันได้ เลยเป็น Flop Education จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องเป็น Flop ด้วยซ้ำ จะเป็นคอนเทนต์อะไรก็ได้ แต่ Flop Education มันทำให้เด็ก วัยรุ่น แล้วก็ผู้ใหญ่อายุประมาณ 30 ต้นๆ มาเชื่อมกันได้แบบไร้รอยต่อ ตอนนี้มันเหมือนเป็นจักรวาลเดียวกัน ถ้าอยากดูคอนเทนต์เด็กหน่อยก็ไปดูช่องเกม ศรีเลิศเกมมิ่ง เพราะเกมก็ยังบ้าๆ บอๆ แบบเด็กอยู่ ถ้าอยากดูช่องหลัก Babyjolystar เดี๋ยวนี้ก็มี Vlog มีคอนเทนต์ความรู้ อาทิตย์หนึ่งลงสัก 2 คลิป ส่วนคอนเทนต์อื่นก็ลงเยอะ เพราะมีทีมช่วยด้วย
จริงๆ เราไม่ได้ทำคนเดียวใช่ไหม
ใช่ แต่ถ้าเป็นคลิปคอนเทนต์ของเราเอง ส่วนใหญ่จะคิดเอง ถ่ายเอง บางคลิปที่ตัดไม่ไหว อย่าง Vlog ก็ให้น้องฝึกงานช่วยตัด แต่ถ้าเป็น Flop Education ส่วนใหญ่เราตัดเอง
พอวันหนึ่งเริ่มมีคนที่เป็นวัยผู้ใหญ่เข้ามาติดตาม มาแชร์คอนเทนต์ของเรา เรารู้สึกอย่างไร
ไม่ได้ตื่นเต้นขนาดนั้น ก็รู้สึกว่า อ๋อ มีผู้ใหญ่ติดตามด้วย ดีใจที่เราขยายฐานอายุคนดูได้ แต่ถ้าถามว่าจะลดความเป็นตัวเองเพื่อปรับเข้าหาผู้ใหญ่ไหม คงไม่ รู้สึกว่าคนที่ติดตามเรา ควรติดตามเราในแบบที่เราเป็นจริงๆ ดีใจที่ผู้ใหญ่หรือคนโตหลายคนเริ่มสนใจในตัวเรามากขึ้น
เราคิดว่าผู้ใหญ่ที่มาติดตาม น่าจะยังมีมุมเด็กอยู่ แต่ด้วยหน้าที่การงานหรือการเติบโต ทำให้เขาย้อนกลับไปเล่นอะไรแบบเด็กไม่ได้แล้ว แต่เรายังเล่นอะไรแบบเด็กๆ อยู่ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น ยังอยากสั่งสไลม์มาเล่น แต่ไม่กล้าสั่ง เพราะกลัวเผลอกิน มันน่ากัด เหมือนในหัวเรายังไม่ได้ลบความเป็นเด็กตรงนั้นออกไป เลยเข้าใจเด็กทุกยุค โดยเฉพาะเด็กยุคนี้ รู้หมดว่าเขาเล่นอะไรกัน ใช้อะไรกัน แล้วเอาทุกอย่างมาลองเล่นได้หมด
แสดงว่าจริงๆ ไม่ได้ทำคอนเทนต์ไปเรื่อย
ไม่ได้ทำไปเรื่อย อย่างแม่ติ๊กก็คิดมาแล้วว่าจะปล่อยตอนไหน Flop Education วางไว้แล้วว่าจะปล่อยช่วงไหน ลิสต์คอนเทนต์ไว้เป็นปี ตอนนี้ปี 2026 แต่มีแพลนไปถึงกลางปี 2027 แล้วว่าจะทำอะไร แต่อันไหนน่าเล่นในปีนี้ ก็อาจหยิบขึ้นมาเล่นก่อน สลับกันได้ตลอด
6
ศิลปินที่กำลังจะมีคอนเสิร์ตเล็กๆ
จุดเริ่มต้นในการทำเพลงและอัลบั้มของเรา
ชอบฟังเพลงแรปอยู่แล้ว เลยอยากลองแรปเอง พอเริ่มทำก็ไปรู้จักเพลงแรปใต้ดิน ทั้งฝั่งอเมริกาและอังกฤษ ชอบฟังมาก เราจะเลื่อนหาบีต ซื้อบีตจากเว็บไซต์ แล้วเอามาลองทำเอง ตอนแรกไม่ได้หวังเรื่องกำไรเลย แค่รู้สึกว่ามันสนุก เพลงนี้เจ๊ง เพลงนี้ดัง ก็สนุกดี เหมือนเราเป็นศิลปินเล่นๆ มากกว่า ถ้าบีตพร้อม ทุกอย่างพร้อม ก็อัดเลย บางทีก็ร้องสดหน้าไมค์ ต่อให้เขียนเนื้อเพลงไว้ล่วงหน้า พอถึงวันอัดเสียง เปลี่ยนเนื้ออีกแล้ว เพราะเป็นคนไม่ชอบใช้เนื้อเดิมๆ
แล้วมันกลายมาเป็นอัลบั้มได้อย่างไร
ทำสะสมไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่มีค่าย ไม่มีใครคาดหวัง มันเป็นงานอดิเรกที่เรามีความสุข ไม่ได้กดดันตัวเอง เลยทำออกมาเรื่อยๆ
การทำเพลงมันเติมเต็มอะไรให้เราบ้าง
งานเพลงเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นสิ่งที่เราชอบจริงๆ ไม่มีความคาดหวังจากคนอื่น เวลามีคนจ้างให้แต่งเพลงให้แบรนด์ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรับ เพราะอยากทำเพลงของตัวเองมากกว่า เคยทำนะ แต่ไม่มีความสุขเลย สมมติให้แต่งเพลงโฆษณากาแฟ ต้องพูดประโยคนั้น ประโยคนี้ เรารู้สึกเหนื่อย
แต่ละเพลงได้รับแรงบันดาลใจมาจากไหน
ช่วงแรกพยายามแต่งเพลงรัก แต่รู้สึกว่าไม่ใช่แนวตัวเอง หลังๆ เลยหันมาแต่งจากชีวิตตัวเองมากขึ้น ทั้งปีนี้และปีหน้าก็น่าจะเป็นแบบนั้น
เพลงล่าสุดเพลง ‘ญาร์’ มาจากไหน
คำว่า ‘ญาร์’ มาจากตอนทำละคร Roblox ถ้าพูดคำว่ายาบ้าหรือยาม้า จะโดน TikTok จำกัดการมองเห็น เลยเรียกว่าญาร์ กลายเป็นคำที่ใช้แทนทุกอย่าง แล้วเราชอบบรรยากาศคลับอยู่แล้ว ถ้าพูดถึงคลับก็จะนึกถึงยา แต่เราไม่ได้เล่นยา เราทำเพลงญาร์ออกมาสะท้อนว่าเรื่องพวกนี้ไม่ดี ไม่จำเป็นต้องไปเสพจริง แค่สนุกกับเพลงก็พอ อย่าไปถลำลึก เพราะชีวิตพังได้
ถ้าเด็กฟังเพลงญาร์แล้วมองว่าสิ่งเสพติดเป็นเรื่องสนุก
ชีวิตมันเป็นของเขา เราพูดมาตลอดว่าเชื่อในแฟนคลับตัวเอง แฟนคลับประมาณ 2.9 ล้านคน รวมทุกแพลตฟอร์มก็หลายล้าน เด็กที่ติดตามเราส่วนใหญ่เป็นเด็กที่เรียนใช้ได้ อาจไม่ได้เก่งมาก อาจมีติดศูนย์บ้าง แต่ไม่ใช่เด็กเกเรหรือเสเพล เราเชื่อว่าฐานคนดูของเราไม่น่าจะไปถึงขั้นนั้น เราเองสะท้อนเรื่องพวกนี้ผ่าน Roblox มานานแล้ว
เพลงไหนที่ชอบที่สุด
หลายเพลงเลย ถ้าเป็นเพลงที่สร้างชื่อคงเป็น สตอร์เบอรี่มรกต แต่ถ้าเป็นเพลงที่ชอบส่วนตัวมีหลายเพลง เช่น มูแกลล์ (Mugler), Discord และฝนตกเปาะแปะ (Rainy Baddie) ชอบหลายเพลง เพราะมันรู้สึกพังดี สนุกดี คำว่าพังคือไม่ได้สนว่ากระแสจะเป็นยังไง เนื้อหาจะออกมายังไง เพลงเจ๊งบ้าง แต่แค่ได้ลองบีตใหม่ๆ ดนตรีใหม่ๆ ก็มีความสุขแล้ว
นิยามคำว่า ‘เพลงเจ๊ง’ ในมุมของคุณ คืออะไร
เพลงเจ๊งคือเพลงที่เราคาดหวังว่ามันจะดัง แต่สุดท้ายมันไม่ดัง ไม่ได้มีคนสตรีมหรือฟังเยอะขนาดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงแนว Underground ที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ซึ่งจริงๆ เราชอบเพลงแบบนี้ เลยเรียกว่าเป็นเพลงเจ๊ง อย่างเพลง ฮาวาย ฮาวาย (เปาะแปะซัมเมอร์) หรือเพลงแนวนี้ เรามองว่าเป็นเพลงเจ๊งทั้งหมด แต่เรากลับรู้สึกว่ามันตลกดี เพราะการที่เรามีทั้งเพลงดังและเพลงเจ๊ง ทำให้รู้สึกว่า เออ เราเป็นศิลปินแล้ว มันมีทั้งวันที่สำเร็จ วันที่ไม่สำเร็จ เดี๋ยววันหน้าอาจจะดังอีก เป็นสเต็ปของมัน
คอนเสิร์ตที่กำลังจะเกิดขึ้น มีความเป็นมาอย่างไร
จริงๆ มันไม่ใช่คอนเสิร์ตใหญ่ ถ้ามีคนมาสัก 200-300 คน ก็ดีใจแล้ว จะเป็นเหมือนปาร์ตี้พบปะสังสรรค์มากกว่า มีความเป็น Babyjolystar มากๆ เราอยากให้ทุกคนมาเสพความเป็นเรา เพื่อนๆ ในเครือเรา วัฒนธรรมที่เราเสพ เรื่องศรีเลิศ ทุกอย่างที่เป็นจักรวาลของเรา อีกอย่างเวลาจัดคอนเสิร์ตใน Roblox คนเข้ามาเป็นพันคนตลอด เลยรู้สึกว่าอยากทำให้มันเกิดขึ้นจริงสักครั้ง บัตรจะไม่ได้แพงมาก แล้วจะมีของหลายอย่างที่เคยมีอยู่ในเกม เอามาทำเป็นของจริง เช่น น้ำยาล้างจานแม่ติ๊ก สบู่สตรอว์เบอร์รีมรกต, สกุชชี่นาเดีย และเยลลี่นาเดีย พวกนี้เป็นของที่อยู่ในโลกที่เราจินตนาการไว้ในเกม อยากเอามาทำให้มีอยู่จริง
สำหรับคอนเสิร์ตของ Babyjolystar จะจัดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ที่ Such a Small World เจริญกรุง กรุงเทพฯ และเปิดขายบัตรในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Instagram: Babyjolystar![]()
Tags: เบบี้โจลี่สตาร์, เจมส์ ฤกษ์รัตน์ รุ่งแจ้ง, แม่ติ๊ก, ชาวศรีเลิศ, ฤกษ์รัตน์ รุ่งแจ้ง, ศรีเลิศ, The Frame, Babyjolystar