จาก ‘ความยุติธรรมที่มองเห็นมนุษย์’ สู่ Bangkok Rules: คำรำลึกถึงเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ณ Cornell Law School
“พระองค์เสด็จมายัง Cornell เพื่อทรงศึกษาความยุติธรรม แต่เมื่อเสด็จจาก Cornell ไป พระองค์ทรงทำให้ขอบเขตของความยุติธรรมกว้างไกลยิ่งขึ้น”
- จากคำถามเรื่องกฎหมาย สู่คำถามเรื่องมนุษย์
- Cornell ไม่ได้สร้างพระเมตตา แต่ทำให้พระเมตตามีพลังทางกฎหมาย
- จุดเริ่มต้นจาก ‘นม ผ้าอ้อม และห้องเล็กๆ’
- จาก ‘นมและผ้าอ้อม’ สู่ Bangkok Rules
- นักกฎหมาย ‘ในความหมายที่ดีที่สุด’
ถ้อยคำทิ้งท้ายของ ศ. พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice: TIJ) ในคำกล่าวรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สะท้อนเส้นทางจากนักศึกษากฎหมายที่ตั้งคำถามถึงความหมายของความยุติธรรม สู่พระกรณียกิจที่นำความคิดนั้นไปสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตผู้คน และต่อยอดจนกลายเป็นมาตรฐานด้านกระบวนการยุติธรรมในระดับโลก
คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นในงานรำลึกถึงพระองค์ซึ่ง Cornell Law School จัดขึ้น ณ Myron Taylor Hall เมืองอิทากา รัฐนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และตัวแทนจากแวดวงกฎหมายไทยและสหรัฐฯ เข้าร่วม ภายหลังการลงนามต่ออายุความร่วมมือระหว่าง Cornell Law School, เนติบัณฑิตยสภา และ TIJ เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านการศึกษาและกระบวนการยุติธรรม
สำหรับ ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ การกลับมายัง Cornell ครั้งนี้มีความหมายเป็นพิเศษ เพราะเมื่อกว่า 25 ปีก่อน เขาเคยเดินทางมายังสถานที่แห่งเดียวกันพร้อมกับพระองค์ ในการเสด็จเยือนเมืองอิทากาเป็นครั้งแรก
“ผมไม่เคยคาดคิดเลยว่า วันหนึ่งผมจะกลับมายังสถานที่แห่งเดิมนี้ ไม่ได้กลับมาพร้อมกับพระองค์ แต่กลับมาเพื่อกล่าวรำลึกถึงพระชนมชีพของพระองค์”
เมื่อครั้งนั้น พระองค์กำลังเริ่มต้นการเดินทางทางปัญญาครั้งสำคัญ พร้อมคำถามเกี่ยวกับกฎหมายและความยุติธรรมที่ Cornell จะช่วยให้พระองค์ทรงสำรวจลงไปอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

จากคำถามเรื่องกฎหมาย สู่คำถามเรื่องมนุษย์
ศ. พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ เล่าว่า มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์ท่านเป็นครั้งแรกในช่วงปี 2001 ก่อนที่พระองค์จะเสด็จมาศึกษาต่อด้านกฎหมายในสหรัฐอเมริกา ขณะนั้นเขาเป็นหนึ่งในอาจารย์กฎหมายไทยที่ได้รับเชิญให้ถวายความรู้เกี่ยวกับนิติศาสตร์และระบบกฎหมายอเมริกัน
ทุกสัปดาห์มีการสนทนาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของสหรัฐฯ หลักกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย (Due Process) สิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ตลอดจนปัญหาและความท้าทายของกระบวนการยุติธรรมไทย
ในช่วงแรก คำถามส่วนใหญ่มุ่งไปที่ ‘ความเป็นธรรมภายในกฎหมาย’ ตั้งแต่กระบวนการทางกฎหมายมีความถูกต้องหรือไม่ อำนาจถูกจำกัดอย่างเหมาะสมเพียงใด ไปจนถึงสิทธิของบุคคลได้รับการคุ้มครองเพียงพอหรือยัง
แต่เมื่อเสด็จมาถึง Cornell คำถามเหล่านั้นเริ่มขยายกว้างออกไป
พระดุษฎีนิพนธ์เรื่อง Towards Equal Justice ซึ่ง ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ เป็นหนึ่งในกรรมการอยู่ด้วย ศึกษาเปรียบเทียบการคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาในประเทศไทย ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา แม้หัวข้อหลักจะว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่สิ่งที่ ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ สังเกตเห็นอย่างชัดเจนคือ พระองค์มิได้ทรงมองเพียงหลักกฎหมาย หากทรงมองไปถึงชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมาย
พระองค์มิได้ทรงถามเพียงว่า สิทธิต่างๆ มีบัญญัติอยู่ในกฎหมายหรือไม่ แต่ทรงถามต่อไปว่า
คนที่อยู่ท่ามกลางความยากจน ความเสียเปรียบ หรือความเปราะบาง สามารถใช้สิทธิเหล่านั้นได้จริงหรือไม่
ระบบกฎหมายสามารถปฏิบัติตามกฎทุกข้อ แต่ยังนำไปสู่ความอยุติธรรมได้หรือไม่
กระบวนการหนึ่งสามารถดำเนินไปอย่างถูกต้องตามขั้นตอนทุกประการ แต่กลับมองไม่เห็นมนุษย์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าได้หรือไม่
นี่คือจุดที่ความหมายของ ‘ความยุติธรรม’ ในพระทัศนะก้าวพ้นจากตัวบทกฎหมาย
สำหรับพระองค์ ความยุติธรรมไม่อาจแยกออกจากเงื่อนไขชีวิตของมนุษย์ได้
ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ อธิบายว่า สิ่งที่พระองค์ทรงค้นหาโดยแท้จริงคือ “ความยุติธรรมที่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์” — ความยุติธรรมที่สามารถมองเห็น ‘คน’ ซึ่งอยู่เบื้องหลังทุกคดี
และวิธีคิดนี้เองได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของพระกรณียกิจในเวลาต่อมา

Cornell ไม่ได้สร้างพระเมตตา แต่ทำให้พระเมตตามีพลังทางกฎหมาย
หลายปีต่อมา เมื่อเสด็จกลับมายัง Myron Taylor Hall ในปี 2012 พระองค์ทรงกล่าวถึงประสบการณ์ที่ Cornell ว่าได้ช่วยเปิดมุมมองของพระองค์ให้กว้างขึ้น
พระองค์ทรงกล่าวว่า “กฎหมายมีหลายมิติอยู่ภายในตัวของมันเอง” การศึกษากฎหมายจึงมิใช่เพียงการเรียนรู้ตัวบท แต่ยังรวมถึงการทำความเข้าใจมิติทางสังคม ปรัชญา และความเป็นมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลัง
ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ สะท้อนว่า Cornell ไม่ได้เป็นผู้สร้างพระเมตตาในพระองค์ เพราะพระเมตตามีอยู่ในพระองค์อย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่ Cornell ได้เสริมคือ กรอบคิดทางกฎหมายที่เป็นระบบ มุมมองเชิงเปรียบเทียบ และพื้นที่สำหรับการตั้งคำถามที่ใหญ่ขึ้นเกี่ยวกับกฎหมายและความยุติธรรม
เมื่อเสด็จกลับจาก Cornell คำถามเหล่านั้นจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงในโลกวิชาการ แต่กลายเป็นหนทางของการรับใช้สังคม
ไม่ว่าจะในบทบาทอัยการ นักการทูต หรือการทรงงานร่วมกับองค์การสหประชาชาติ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับคนที่ระบบมักมองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ผู้ที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมถึงผู้ที่เคยกระทำผิดแต่สมควรได้รับโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่
จุดเริ่มต้นจาก ‘นม ผ้าอ้อม และห้องเล็กๆ’
เรื่องราวหนึ่งในคำกล่าวรำลึกสะท้อนวิธีการทรงงานของพระองค์ได้อย่างชัดเจน
ศ.ดร.กิตติพงษ์ เล่าว่าเมื่อพระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง ผู้เกี่ยวข้องในกระทรวงยุติธรรมในเวลานั้นเตรียมที่จะออกแบบโครงการขนาดใหญ่ให้สมกับการเป็นโครงการในพระอุปถัมภ์
แต่เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้า พระองค์ได้ทรงส่งกระดาษที่พิมพ์ออกมาจากคอมพิวเตอร์ที่ทรงสืบค้นด้วยพระองค์เอง
บนกระดาษนั้นมีรายการค่าใช้จ่ายสำหรับ นม ผ้าอ้อม และอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับพื้นที่เล็กๆ ที่แม่ซึ่งอยู่ในเรือนจำจะสามารถใช้ดูแลลูกของตนได้
และทรงมีพระประสงค์ให้เริ่มต้นจากตรงนั้น โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
พระองค์มิได้ทรงเริ่มต้นจากสถาบันขนาดใหญ่ หรือแผนงานอันซับซ้อน
แต่ทรงเริ่มต้นจาก ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่คนอื่นอาจมองไม่เห็น
จุดเริ่มต้นเล็กๆ ดังกล่าวเติบโตขึ้นเป็น โครงการกำลังใจ ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง สนับสนุนแม่และเด็ก เตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตอีกครั้ง
แต่พระองค์ทรงมองเห็นด้วยว่า ปัญหานี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย
มาตรฐานเรือนจำระหว่างประเทศในเวลานั้นถูกพัฒนาขึ้นโดยมีประสบการณ์ของผู้ต้องขังชายเป็นหลัก จึงยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้หญิงได้อย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครรภ์ การดูแลสุขภาพ ประวัติการถูกกระทำด้วยความรุนแรง ภาระในการดูแลบุตร การฟื้นฟูชีวิต หรือมาตรการอื่นแทนการจำคุก

จาก ‘นมและผ้าอ้อม’ สู่ Bangkok Rules
ด้วยการผลักดันอย่างต่อเนื่องของพระองค์ ประเทศไทยได้นำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่เวทีองค์การสหประชาชาติ
เดือนธันวาคม 2010 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรอง ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือที่รู้จักกันในชื่อ Bangkok Rules
ข้อกำหนดทั้ง 70 ข้อนับเป็นมาตรฐานของสหประชาชาติชุดแรกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังหญิงและผู้กระทำผิดหญิง
ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ สรุปเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงนี้ไว้อย่างทรงพลังว่า
สิ่งที่เริ่มต้นจาก นม ผ้าอ้อม และห้องเล็กๆ ภายในเรือนจำแห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้เติบโตกลายเป็น มาตรฐานระดับโลกว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
แต่พระองค์ทรงตระหนักด้วยว่า การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่อาจอาศัยเพียงโครงการใดโครงการหนึ่ง หากจำเป็นต้องมีสถาบันที่จะสานต่องานในระยะยาว
พระวิสัยทัศน์ของพระองค์จึงมีส่วนสำคัญต่อการก่อตั้ง TIJ เพื่อขับเคลื่อนงานผ่านการวิจัย การพัฒนานโยบาย ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการแสวงหาความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
สำหรับ ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ สิ่งที่โดดเด่นจึงมิใช่เพียงพระเมตตา
แต่คือ ความสามารถในการเปลี่ยนความเมตตาให้เป็นการลงมือทำ เปลี่ยนการลงมือทำให้เป็นนโยบาย และเปลี่ยนนโยบายให้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
นักกฎหมาย ‘ในความหมายที่ดีที่สุด’
Andrew Dickson White ผู้ร่วมก่อตั้ง Cornell เคยวาดภาพของนักกฎหมายที่สถาบันแห่งนี้ควรสร้างขึ้นว่า ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดี มีความคิดที่เปิดกว้าง และมีรากฐานทางศีลธรรม — เป็น ‘นักกฎหมายในความหมายที่ดีที่สุด’ (A Lawyer in the Best Sense)
สำหรับ ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ พระองค์ทรงทำให้ถ้อยคำนั้นมีความหมายขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม
เพราะนักกฎหมายในความหมายที่ดีที่สุด มิใช่เพียงผู้ที่รู้กฎหมาย
แต่คือผู้ที่ มองเห็นสิ่งที่กฎหมายยังมองไม่เห็น
ผู้ที่นำจินตนาการทางศีลธรรมมาประกอบเข้ากับความรู้ทางกฎหมาย และใช้ความรู้นั้นเพื่อขยายขอบเขตของความยุติธรรมให้ไปถึงผู้คนได้มากยิ่งขึ้น
กว่า 25 ปีก่อน ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ เดินทางมายัง Cornell Law School ในช่วงที่พระองค์กำลังเริ่มต้นบทสำคัญบทหนึ่งของพระชนมชีพ
ครั้งนี้เขากลับมายังสถานที่เดิม เพื่อกล่าวรำลึกถึงพระองค์
แต่สิ่งที่พระองค์ทรงทิ้งไว้ยังคงดำรงอยู่
อยู่ในชีวิตของผู้คนที่พระองค์ทรงช่วยเหลือ
อยู่ในโอกาสครั้งที่สองที่พระองค์ทรงทำให้เกิดขึ้น
อยู่ในมาตรฐานสากลที่พระองค์ทรงมีส่วนผลักดัน
อยู่ในสถาบันที่ถือกำเนิดขึ้นจากพระวิสัยทัศน์
และอยู่ในนักเรียน นักศึกษา และนักวิชาการที่ได้รับโอกาสผ่านกองทุนที่ดำเนินงานในพระนามของพระองค์
ก่อนจบคำกล่าวรำลึก ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กลับมาที่ความหมายของ ‘นักกฎหมายในความหมายที่ดีที่สุด’ ด้วยถ้อยคำสั้นๆ ว่า
“Her Royal Highness came to Cornell to study justice. She left Cornell to enlarge it.”
“พระองค์เสด็จมายัง Cornell เพื่อทรงศึกษาความยุติธรรม แต่เมื่อเสด็จจาก Cornell ไป พระองค์ทรงทำให้ขอบเขตของความยุติธรรมกว้างไกลยิ่งขึ้น”
และสำหรับเขา นั่นคือความหมายของการเป็น ‘นักกฎหมายในความหมายที่ดีที่สุด’