มองมุมต่าง: เมื่อ โบรกเกอร์ ไม่ใช่ ธนาคาร การถอนสินทรัพย์จึงไม่ใช่ Bank

กรณีที่มีข้อถกเถียงในอุตสาหกรรมทางการเงินเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจที่อาจรายงานข้อมูลไม่ครบถ้วนหรืออ้างเหตุผลการปกปิดข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานกำกับดูแล ได้จุดประกายคำถามสำคัญทางกฎหมายและการเงินตามมาว่า ในยามที่ธุรกิจเผชิญวิกฤติ ผู้ประกอบการสามารถอ้างเหตุผลเรื่อง ความจำเป็นในการป้องกัน Bank Run หรือการตื่นตระหนกของตลาด เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงได้หรือไม่?

คำตอบในเชิงหลักการของระบบการเงินคือ ไม่ได้

ในกรณีที่ผู้ให้บริการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ตามกฎหมาย การรับฝากทรัพย์สินลูกค้า มีหลักการสำคัญ กล่าวคือ ผู้ให้บริการเป็นเพียง ผู้รับฝาก (Custodian) หรือผู้ดูแลสินทรัพย์ของลูกค้า ไม่ใช่เจ้าของสินทรัพย์นั้น

กรรมสิทธิ์ใน Bitcoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงเป็นของลูกค้า ผู้ให้บริการมีหน้าที่เก็บรักษาและส่งมอบคืนเมื่อเจ้าของมีคำสั่งถอนหรือโอน

เพื่อเข้าใจประเด็นนี้ จำเป็นต้องแยกแยะโครงสร้างทางกฎหมายระหว่าง ธนาคารพาณิชย์ กับ ศูนย์ซื้อขาย/นายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล ให้ชัดเจนเสียก่อน

ธนาคาร ดำเนินธุรกิจโดยรับฝากเงินจากประชาชน แล้วนำเงินฝากเหล่านั้นไปปล่อยสินเชื่อ ลงทุน หรือทำธุรกรรมอื่น ๆ กล่าวคือ เงินที่ลูกค้าฝากไว้ไม่ได้ถูกเก็บไว้นิ่ง ๆ ทั้งหมด แต่ถูกนำไปสร้างผลตอบแทนต่อผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Maturity Transformation หรือการนำหนี้สินระยะสั้น (เงินฝาก) ไปลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ หากผู้ฝากเงินจำนวนมากต้องการถอนเงินพร้อมกัน ธนาคารอาจประสบปัญหาสภาพคล่อง แม้ว่าสินทรัพย์รวมของธนาคารจะยังมากกว่าหนี้สินก็ตาม นี่คือเหตุผลที่ Bank Run สามารถเกิดขึ้นกับธุรกิจธนาคารได้

แต่ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หรือผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล มีหลักการที่แตกต่างออกไป หน้าที่หลักของธุรกิจเหล่านี้คือเป็น ตัวกลาง และ ผู้รับฝาก เท่านั้น

หัวใจสำคัญของระบบนี้ คือ หลักการที่เรียกว่า Segregated Account หรือ การแยกทรัพย์สินของลูกค้าออกจากทรัพย์สินของบริษัทอย่างเด็ดขาด

Segregated Account ไม่ใช่เพียงการแยกบัญชีทางบัญชีเท่านั้น แต่เป็นหลักการคุ้มครองผู้ลงทุนที่ใช้กันในตลาดทุนทั่วโลก โดยกำหนดให้เงินสด หุ้น หรือสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า ต้องถูกเก็บรักษาแยกจากทรัพย์สินของบริษัทอย่างชัดเจน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง บริษัทเป็นเพียง ผู้ดูแล (Custodian) ไม่ใช่ เจ้าของ ของทรัพย์สินเหล่านั้น

บริษัทจึงไม่มีสิทธินำทรัพย์สินของลูกค้าไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ชำระหนี้ของบริษัท หรือใช้เพื่อประโยชน์ของกิจการ เว้นแต่กฎหมายหรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้องจะอนุญาตไว้อย่างชัดแจ้ง

หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหมายความว่า แม้บริษัทจะขาดทุน สูญเสียลูกค้า ประสบปัญหาทางการเงิน หรือแม้แต่ต้องเลิกกิจการ ทรัพย์สินของลูกค้าก็ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกค้า ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ของบริษัทสามารถเข้ามาเรียกร้องได้

สมมติว่า Broker A มีทรัพย์สินของลูกค้าอยู่ภายใต้การดูแล 100,000 ล้านบาท

แต่บริษัทมีเงินทุนของตัวเองเพียง 2,000 ล้านบาท

วันหนึ่ง ลูกค้าทุกรายหมดความเชื่อมั่นและต้องการย้ายบัญชีไปยัง Broker B

สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือ หุ้นทุกตัวถูกโอนไปยัง Broker B เงินสดทุกบาทถูกโอนคืนลูกค้า สินทรัพย์ทุกประเภทถูกส่งมอบให้เจ้าของตามสิทธิ ลูกค้าไม่ได้สูญเสียทรัพย์สินแม้แต่บาทเดียว

สิ่งที่เสียหายคือบริษัท คือ ต้องสูญเสียฐานลูกค้า รายได้จากค่าคอมมิชชันหายไป มูลค่ากิจการลดลง ผู้ถือหุ้นอาจขาดทุน หรืออาจถึงขั้นต้องเลิกกิจการ แต่ทรัพย์สินของลูกค้าจะต้องไม่หายไปพร้อมกับบริษัท

ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างอีกหนึ่งตัวอย่างง่ายๆ ลองเปรียบเทียบกับธุรกิจให้เช่าตู้นิรภัย

หากบริษัทที่ให้บริการตู้นิรภัย ล้มละลาย เงินสด ทองคำ หรือเอกสารสำคัญที่อยู่ภายในตู้นิรภัยยังคงเป็นทรัพย์สินของเจ้าของ ไม่ใช่ทรัพย์สินของบริษัท เจ้าหนี้ของบริษัทไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินเหล่านั้นไปชำระหนี้ เพราะบริษัทเป็นเพียงผู้ให้บริการรับฝากเท่านั้น

ดังนั้น หากผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติตามหลัก Segregated Account อย่างครบถ้วน การที่ลูกค้าจำนวนมากพร้อมใจกันถอนหรือโอนสินทรัพย์ออกไปพร้อมกัน ก็เป็นเพียงการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของเจ้าของจากผู้รับฝากรายหนึ่งไปยังอีกรายหนึ่ง

ไม่ใช่การที่บริษัทต้องหาเงินมาคืนลูกค้าเหมือนธนาคาร และไม่ใช่การที่สินทรัพย์จะหายไปจากระบบ รวมถึง ไม่ใช่การนำไปสู่การล้มละลายของทรัพย์สินลูกค้า เพราะหากระบบการแยกทรัพย์สินถูกบริหารอย่างถูกต้อง การถอนสินทรัพย์จำนวนมากย่อมเป็นเพียงการเปลี่ยนผู้รับฝากสินทรัพย์เท่านั้น

ในทางกลับกัน หากการเปิดเผยข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวสามารถทำให้ระบบล้มได้ ก็ย่อมสะท้อนว่าปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่ การเปิดเผยข้อมูล

ที่สำคัญ หน่วยงานกำกับดูแล ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด แต่มีหน้าที่ประเมินความเสี่ยงจากข้อเท็จจริง เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนและรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน

หากผู้ประกอบธุรกิจปกปิดหรือรายงานข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง แม้จะอ้างว่าทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงความตื่นตระหนก แต่ผลที่เกิดขึ้นคือหน่วยงานกำกับดูแลจะไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และอาจสูญเสียโอกาสในการดำเนินมาตรการแก้ไขได้ทันท่วงที

ในระยะสั้น การเปิดเผยความจริงอาจทำให้ลูกค้าบางส่วนตัดสินใจถอนหรือย้ายสินทรัพย์ไปยังผู้ให้บริการรายอื่น แต่หากทรัพย์สินของลูกค้าถูกแยกไปเก็บรักษาไว้อย่างถูกต้อง การเคลื่อนย้ายก็ไม่ควรสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของลูกค้า

ตรงกันข้าม หากการรักษาความเชื่อมั่นให้กับบริษัทต้องแจ้งข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมรุนแรงกว่ามาก เพราะสิ่งที่ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยืนอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่มีวิกฤติ แต่เพราะทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าหน่วยงานกำกับดูแลได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถตัดสินใจบนข้อเท็จจริง

แต่การทำให้ทั้งผู้ลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลตัดสินใจบนข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่กระทบต่อความเชื่อมั่นของทั้งอุตสาหกรรม และความเชื่อมั่นนั้นมักใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่ามาก

โดย ธิติ ภัทรยลรดี