ถอดบทเรียนภารกิจ นักวิจัยไบโอเทค กับการใช้นวัตกรรม “เห็ดครบวงจร”

ในวันที่โลกเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change และปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนภาวะการสูญเสีย “ความหลากหลายทางชีวภาพ” หรือ Biodiversity ทุกคนต่างมองหา “พืชพันธุ์” ที่จะมาเป็นความหวังใหม่ของเกษตรกรและโลกใบนี้ ซึ่ง “เห็ด” ก็เป็นหนึ่งในพืชมหัศจรรย์ลำดับต้นๆ ที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์ทุกความท้าทายที่กล่าวมา

“เพราะ เห็ด ไม่ใช่แค่อาหารรสเลิศ แต่คือพืชพันธุ์ที่เป็น “กลไกอัจฉริยะ” สร้างทั้งความมั่นคงทางอาหารให้กับชาวโลกและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพด้วยวิถีชีวิตของคนที่พึ่งพาอาศัยอยู่กับผืนป่าอย่างเกื้อกูล”

 ดร.อัมพวา ปินเรือน นักวิจัยไบโอเทค ผู้เป็นหัวหน้า “โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเห็ดบริโภคได้เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเกษตรที่ยั่งยืนระหว่างประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง” ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพิเศษความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง (LMCSF Funded Project) โดยรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้กล่าวข้อเท็จจริงข้างต้นก่อนจะบอกเล่าให้ฟังว่า “เห็ด” มีความแตกต่างจากพืชพันธุ์อื่นและจะมาช่วยเรา “กู้โลก” ได้อย่างไร

เห็ด…พืชแห่งความหวัง สร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนทั้งโลก

ดร.อัมพวา นักวิจัยจากไบโอเทค เริ่มอธิบายว่า “เห็ด” คือจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้าง ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยเฉพาะในชุมชนและครัวเรือนในชนบท

“เพราะในแง่ของคุณค่าทางโภชนาการ เห็ด เป็นแหล่งอาหารที่มี โปรตีนสูง ซึ่งหากเทียบน้ำหนักต่อหน่วยจะมีโปรตีนสูงกว่าผักใบเขียว แถมมีสารอาหารครบถ้วน ทั้งกรดอะมิโนที่จำเป็น คาร์โบไฮเดรต และไขมันต่ำ นอกจากนั้นยังย่อยง่าย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีระบบการย่อยไม่ดีและไม่สามารถย่อยเนื้อสัตว์หรือถั่วได้ดีนัก ทำให้เห็ดเป็นทางเลือกที่ดีในการรับโปรตีนเข้าสู่ร่างกาย”

ดร.อัมพวา ปินเรือน

“ส่วนในแง่ของอุตสาหกรรม เห็ด ยังมีคุณสมบัติสำคัญคือสามารถปลูกและนำไปเป็นอาหารได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะ “เห็ดโรงเรือน (เห็ดเศรษฐกิจ)” เกษตรกรสามารถเพาะและมีอาหารบริโภคได้ทุกฤดูกาล ไม่จำกัดแค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยใช้พื้นที่ปลูกน้อยแต่ได้ผลมากเมื่อเทียบกับการทำเกษตรชนิดอื่น จึงใช้เงินลงทุนต่ำ ทำให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารนี้ได้ง่าย”

“และเห็ดยังมีศักยภาพในเป็น “คลังอาหารธรรมชาติ” ในชุมชน โดยเฉพาะ เห็ดป่าที่กินได้ ซึ่งจากการทำโครงการวิจัยถ่ายทอดเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเห็ดบริโภคได้ฯ เราได้รับรู้ว่าชาวบ้าน เห็ดไม่ใช่เพียงแค่อาหาร แต่เป็น “โอกาส” และ “ที่พึ่งสุดท้าย” ในการเลี้ยงดูครอบครัว”

“บางครอบครัว หากลูกไม่มีเงินไปโรงเรียนในวันจันทร์ พ่อแม่จะเข้าป่าในวันอาทิตย์เพื่อหาเห็ดป่ามาขาย แม้จะไปนั่งตลาดเพียง 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้ได้เงิน 70-100 บาท แต่นั่นคือเงินประทังชีวิตที่สำคัญมาก ซึ่งความจริงนี้สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าเห็ดป่าเป็นแหล่งรายได้ที่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับชาวบ้านที่มีรายได้น้อยได้อย่างแท้จริง”

“หรือหลังจากสิ้นสุดฤดูกาลทำนา ชาวบ้านมักขาดรายได้เสริมและต้องเจอกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น เห็ดป่า รวมถึงของป่าอื่น ๆ เช่น ยอดผักหวาน หรือหัวเผือกหัวมัน กลายเป็นทางเลือกหลักในการสร้างรายได้หมุนเวียนในครอบครัว และนี่ก็เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมที่หล่อเลี้ยงชุมชนมาอย่างยาวนาน”

“จากความสำคัญของเห็ดกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในชนบทภาคอีสานนี้ ทำให้ทีม นักวิจัยไบโอเทค มีแนวคิดในการใส่เชื้อเห็ดป่ากินได้ (เช่น เห็ดระโงก เห็ดเผาะ) ลงในกล้าไม้วงศ์ยาง เพื่อแปรเปลี่ยนป่าชุมชนให้เป็น คลังอาหารธรรมชาติ ที่ชาวบ้านสามารถเข้าไปเก็บกินหรือนำมาจำหน่ายได้ เพราะเมื่อครัวเรือนสามารถเพาะเห็ดไว้กินเองได้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหาร และหากมีเหลือจากการบริโภคก็สามารถนำไปสร้างรายได้เสริมได้ทันที”

“ขณะเดียวกัน การปลูกเห็ดยังตอบโจทย์ในด้านการเป็น “นวัตกรรมหมุนเวียน (Zero Waste) เพื่อความยั่งยืน” ด้วย เพราะวัสดุเหลือใช้จากการเพาะเห็ด (ก้อนเห็ดที่หมดสภาพ) ไม่ได้เป็นขยะ แต่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อความมั่นคงทางอาหารในด้านอื่นได้ เช่น นำไปเป็นวัสดุเพาะเห็ดฟางต่อ หรือนำไปทำเป็น ปุ๋ยหมักคุณภาพดี เพื่อใช้ปลูกพืชผักสวนครัวอื่น ๆ ในครัวเรือน ทำให้เกิดระบบการผลิตอาหารที่หมุนเวียนและลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก”

“นอกจากนั้น บทบาทของ นักวิจัยไบโอเทค คือการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาช่วยจำแนกเห็ดที่กินได้และเห็ดพิษ เพื่อให้ชาวบ้านมีความมั่นใจและปลอดภัยในการนำเห็ดจากป่ามาบริโภค ซึ่งเป็นการรักษาฐานทรัพยากรอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย”

เห็ด…ตัวชี้วัดความหลากหลายทางชีวภาพและความสมบูรณ์ของป่า

ส่วนในแง่ของการฟื้นฟู ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity เห็ด ก็มีบทบาทอย่างมากในหลายแง่มุมที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง โดย ดร.อัมพวา ขยายความว่า

“เห็ด นอกจากจะเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าแล้ว เห็ดยังเป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่เป็นตัวบ่งชี้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศที่สมบูรณ์ หากป่าไม่สมบูรณ์หรือระบบนิเวศพังทลาย เราจะไม่พบเห็ดที่มีความหลากหลายทั้งชนิดและปริมาณ”

“และเห็ด ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้ต้นไม้ผ่านระบบ “ไมคอร์ไรซา” เนื่องจากเห็ดป่ากินได้หลายชนิด (เช่น เห็ดระโงก เห็ดเผาะ) มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกับรากไม้วงศ์ยาง เส้นใยของเห็ดจะเข้าไปหุ้มรากพืช ช่วยหาอาหารและดูดน้ำจากระยะไกลที่รากปกติไปไม่ถึง ทำให้ต้นกล้าเจริญเติบโตได้ดี ทนต่อภาวะแห้งแล้ง และต้านทานโรคในดินได้ดีขึ้น”

“นอกจากนั้น การนำเห็ดไปใส่ในป่าช่วยกระตุ้นให้เกิดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศตามลำดับชั้น เช่น เมื่อต้นไม้เติบโตจากการเกื้อกูลของเห็ดไมคอร์ไรซา จะเริ่มดึงดูดสัตว์และแมลง เช่น ปลวก ซึ่งจะนำไปสู่การเกิด “เห็ดโคน” และเห็ดชนิดอื่นๆ ตามมา เป็นการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นด้วย”

“แล้วเห็ดยังช่วยในการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sequestration) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการที่เห็ดช่วยให้ต้นไม้ในป่าชุมชนหรือในพื้นที่เกษตรเติบโตแข็งแรงและมีจำนวนเพิ่มขึ้น ป่าจึงทำหน้าที่ดึงออกซิเจนเข้าสู่ระบบและ กักเก็บคาร์บอนไว้ในเนื้อไม้และระบบดิน มีส่วนช่วยลดผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกให้กับโลกได้”

ที่สุดแล้ว ดร.อัมพวา มองว่า เห็ด ยังเป็นกุศโลบายการอนุรักษ์ป่าผ่าน “ปากท้อง” เพราะเมื่อชาวบ้านได้รับประโยชน์จากป่าในรูปของเห็ดที่เป็นทั้งอาหารและแหล่งรายได้ (ซึ่งบางช่วงมีราคาสูงกว่าเนื้อสัตว์) ชาวบ้านจะเกิดความตระหนักและไม่ทำลายป่า แต่จะหันมาช่วยกันปลูกต้นไม้และดูแลป่าชุมชนให้เป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ที่ยั่งยืนด้วย

เปิดภารกิจ นักวิจัยไบโอเทค ใช้โครงการวิจัย ส่งเสริมการปลูกเห็ดป่า สร้างรายได้ให้เกษตรกร & คลังอาหารของชุมชน

ดังที่ได้เกริ่นว่า ในการดำเนินโครงการวิจัยที่ ดร.อัมพวา ได้รับการสนับสนุนทุนจากประเทศจีน มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะเห็ดป่ากินได้ ซึ่งภารกิจนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก สวนเห็ดตระการ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ที่พร้อมให้พื้นที่และความรู้ในการอบรมเกษตรกร รวมทั้ง ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ กรมป่าไม้ ที่ส่งวิทยากรผู้มีความรู้มาอบรมเกษตรกรในเรื่องการปลูกต้นไม้วงศ์ยางกับการเพาะเห็ดป่า

“เพราะป่าคือ “ที่พึ่งสุดท้าย” และแหล่งรายได้ที่สำคัญมากสำหรับเกษตรกรในชนบท ดังนั้น เราจึงต้องการใช้ “เห็ดป่า” เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างรายได้และเป็นกุศโลบายเพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่ง เห็ดป่า นั้น มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะเห็ดป่าบางชนิด อย่าง เห็ดระโงกหรือเห็ดเผาะ ในช่วงต้นฤดูกาลจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 400-600 บาท ซึ่งถือว่าแพงกว่าเนื้อสัตว์อย่างเนื้อหมูเสียอีก”

“ในขณะเดียวกัน เราต้องการเชื่อมโยง “ปากท้อง” กับ “การอนุรักษ์” มาเป็นกุศโลบายสำคัญในการรักษาป่าชุมชน เพราะเมื่อป่าให้ประโยชน์ คนจะรักป่า ซึ่งถ้าทำให้ประชาชนตระหนักว่าพวกเขาได้รับประโยชน์จากป่า ทั้งในรูปของรายได้และอาหาร (เห็ด ผักป่า ผลไม้ป่า) พวกเขาก็จะไม่ทำลายป่า แต่จะหันมาช่วยกันดูแลรักษาเพราะป่าเปรียบเสมือน “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของตนเอง”

“นี่เองเป็นสาเหตุหลักให้โครงการวิจัยของเราได้ส่งเสริมการใส่เชื้อเห็ดป่า (เช่น เห็ดระโงก เห็ดเผาะ) ลงในกล้าไม้วงศ์ยางก่อนนำไปปลูก วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ต้นไม้รอดชีวิตและเจริญเติบโตได้ดีขึ้นจากความสัมพันธ์แบบพึ่งพา (Mycorrhiza) แต่ยังทำให้พื้นที่ป่าหรือแม้แต่คันนาของชาวบ้านกลายเป็น “คลังอาหารธรรมชาติ” ที่ยั่งยืน ซึ่งถ้าทำได้ ย่อมเป็นการสร้างสมดุลระบบนิเวศ เพราะเมื่อมีต้นไม้ใหญ่และระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เห็ดชนิดอื่น ๆ เช่น เห็ดโคน ก็จะเริ่มตามมาเองตามธรรมชาติ”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ดร.อัมพวา  ยังมีการบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่ออุดช่องว่างในภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น การตรวจสอบว่าเชื้อเห็ดเข้าสู่รากไม้จริงหรือไม่ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอย่างกรมป่าไม้ เพื่อให้มีการกระจายกล้าไม้ติดเชื้อเห็ดไปสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้ป่าชุมชนกลายเป็นแหล่งทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนในพื้นที่ได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาทุนจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

มากกว่าโครงการวิจัยถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกเห็ด คือ ความร่วมมือกับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและผลลัพธ์ในการพัฒนา “นวัตกรรมเห็ดครบวงจร” ที่จับต้องได้จริง

ดร.อัมพวา ยังได้ให้ข้อมูลในประเด็นความร่วมมือภายใต้ “โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเห็ดบริโภคได้เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเกษตรที่ยั่งยืนระหว่างประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนพิเศษความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง (LMCSF) และจากการดำเนินโครงการนี้เองที่ทำให้เห็นถึงพลังของ 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน เวียดนาม และลาว ในการร่วมพัฒนานวัตกรรม “เห็ดครบวงจร”

โดย ดร.อัมพวา เน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่มีประเทศใดเป็นผู้นำหรือผู้ตาม แต่ใช้หลักการ “ร่วมมือกัน” เพื่อแลกเปลี่ยนเทคนิคและจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

“ในโครงการนี้แต่ละประเทศมีบทบาทและความโดดเด่นแตกต่างกันไป อย่าง ประเทศไทย โดย ไบโอเทค สวทช. ก็มีความเชี่ยวชาญด้าน การศึกษาความหลากหลายชีวภาพของเห็ด โดยเฉพาะเห็ดกินได้ในธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีบทบาทเป็นผู้ผลิตหัวเชื้อเห็ดที่มีคุณภาพสูงและถ่ายทอดเทคนิคการเพาะเห็ดให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน”

“ส่วน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถือว่าเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีเห็ด มีความโดดเด่นในเรื่อง การปรับปรุงพันธุ์เห็ด เทคโนโลยีการเพาะเห็ดที่หลากหลาย และการแปรรูปเห็ดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขณะที่ เวียดนาม ก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในเรื่อง เห็ดถั่งเช่า และเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากถั่งเช่าเพื่อการส่งออก แต่ยังต้องการความรู้จากไทยในเรื่องการคัดเลือกสายพันธุ์เห็ดป่าเพื่อนำมาต่อยอดประโยชน์”

“และ สปป. ลาว ก็เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติและชุมชนที่พร้อมเรียนรู้ แต่ยังขาดเทคโนโลยีและต้องนำเข้าหัวเชื้อเห็ดจากไทย ความร่วมมือนี้จึงมีส่วนช่วยให้ลาวสามารถลดต้นทุนโดยการผลิตหัวเชื้อเอง และใช้วัสดุในท้องถิ่น เช่น ฟางข้าว มาทดแทนขี้เลื่อยในการเพาะเห็ดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“สำหรับการเชื่อมโยงและผลลัพธ์ของโครงการ สามารถสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล งานวิจัย และการฝึกอบรมร่วมกัน เช่น เกษตรกรจากลาวข้ามแดนมาอบรมที่ไทย ทำให้เกิดสายสัมพันธ์อันดีและการหมุนเวียนของอุปกรณ์และหัวเชื้อเห็ดภายในภูมิภาค”

“นอกจากนั้น โครงการนี้ยังก่อให้เกิดผลการดำเนินงานที่เกินคาด จากที่โครงการตั้งเป้าผู้เข้ารับการอบรมรวม 4 ประเทศไว้ที่ 180 คน แต่ปัจจุบันมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 600 คน สะท้อนถึงความต้องการและความสำเร็จที่จับต้องได้จริงในระดับชุมชน ส่วนนักวิจัยไทยก็ได้นำวิทยาศาสตร์เข้าไปช่วยประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การแนะนำการใช้เครื่องมือดิจิทัล (Hygrometer) วัดความชื้นในโรงเรือนให้เกษตรกรลาว เพื่อให้การเพาะเห็ดแม่นยำและลดการใช้น้ำโดยไม่จำเป็นด้วย”

จากความสำเร็จร่วมกันของ 4 ประเทศ ในการพัฒนานวัตกรรมเห็ดครบวงจรร่วมกันนี้เอง ที่ ดร.อัมพวามองว่าสามารถต่อยอดและขยายผลไปสู่เรื่อง พันธุกรรมเห็ดและการเชื่อมโยงการค้า เช่น การพัฒนาสายพันธุ์เห็ดที่ทนร้อนเพื่อรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวน และยังทำให้เกิดความร่วมมือกันเป็น “พันธมิตรทางการค้า” แทนการแข่งขันกันเอง เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศในช่วงที่บางประเทศขาดแคลนผลผลิตได้อีกด้วย

นวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทยที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

SERS-TB เครื่องมือตรวจเลือดพกพา ย่นเวลาคัดกรอง วัณโรคแฝง

“H-FAME ไบโอดีเซลคุณภาพสูง” นวัตกรรมสู้ วิกฤตพลังงานโลก

ปลดล็อคก้าวแรกของการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ AI การแพทย์ ของไทย

Post Views: 15