“อนุทิน” เปิด BOI เฉิงตู ดึงทุนจีนปักฐานไทย ชูประตูสู่อาเซียน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 ก.ค.69) เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครเฉิงตู ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand–China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 ณ ห้อง Sichuan Hall C ชั้น 2 ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวปาฐกถาพิเศษและร่วมพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู หรือ BOI Chengdu Office โดยมีผู้ว่าการมณฑลเสฉวน ผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองประเทศ นักลงทุน และผู้แทนภาคเอกชนไทย–จีนเข้าร่วมงาน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการกล่าวปาฐกถาว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลจีน รัฐบาลมณฑลเสฉวน และสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งประเทศจีน สาขามณฑลเสฉวน หรือ CCPIT Sichuan ที่สนับสนุนการจัดงานและการเปิดสำนักงาน BOI เฉิงตู

การเปิดสำนักงานดังกล่าวถือเป็นการปักหมุดและส่งสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนกับจีน โดยมุ่งขยายความร่วมมือในระดับท้องถิ่นมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มณฑลเสฉวนมีประชากรราว 80 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 6 ของจีน จึงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ

ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน มีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง บุคลากรที่มีคุณภาพ และความพร้อมด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลและสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI

นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างผลักดันการปฏิรูประบบราชการและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการเติบโตและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ New S-Curve ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับความสนใจด้านการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในปีที่ผ่านมา คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ 3.8 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การค้าระหว่างมณฑลเสฉวนกับประเทศไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก จากการพัฒนาเส้นทาง New International Land-Sea Trade Corridor และนโยบาย Chengdu–Chongqing Economic Circle ซึ่งกำลังทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญของเส้นทางสายไหมทางบก เชื่อมจีนตะวันตกกับเอเชียใต้ เอเชียกลาง และอาเซียน โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง

การนำคณะผู้แทนจากภาครัฐและภาคเอกชนของไทยมาเยือนมณฑลเสฉวนครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยใช้จุดแข็งของไทยและเสฉวนมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน

นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่า รัฐบาลมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบใน 3 มิติ ได้แก่ มิติแรก การเพิ่มความรวดเร็วและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นกลไกช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ารวมกว่า 7 แสนล้านบาท

มิติที่สอง การยกระดับผู้ประกอบการและบุคลากรไทย ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ BOI และโครงการ Skill Bridge และมิติที่สาม การสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ผ่านมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงานและการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวได้รับการยอมรับจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ทั้ง Moody’s และ S&P Global Ratings ที่ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้น ขณะที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยจาก IMD ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลและช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั่วโลก

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเชิญชวนนักลงทุนจีนใช้โอกาสในช่วงเวลานี้ขยายการลงทุนเข้ามายังประเทศไทย โดยยืนยันว่า ไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุนที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าที่เชื่อถือได้ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและความสำเร็จร่วมกันของทั้งสองประเทศในระยะยาว

ภายหลังเสร็จสิ้นการกล่าวปาฐกถา นายกรัฐมนตรีได้ร่วมพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู หรือ BOI Chengdu Office และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจระหว่างภาคเอกชนของไทยและจีน เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

“อนุทิน” ผนึกเอกชนไทย ดันสินค้าบุกตลาดจีน ลั่นรัฐบาลพร้อมเป็น “ลู่ทาง” สร้างโอกาสใหม่