“Bubu & Dudu” หมีสองตัวที่ดูไม่มีอะไร ทำไมถึงกลายเป็น “ที่พักใจ” ของคนวัยทำงาน - Marketeer Online


ทุกวันนี้หากลองเปิดหน้าฟีดหรือวิดีโอแบบสั้นทางโซเชียลมีเดีย จะพบว่ามีตัวละครหมีสองตัวโผล่มาให้เห็นบ่อยครั้ง

ไม่มีบทพูด ไม่มีเนื้อเรื่องให้ต้องติดตาม มีเพียงภาษากาย ท่าทางง่ายๆ อย่างเดินเล่น ทำงาน นอน เต้น หรืออ้อนกันไปมา

แต่กลับเป็นสิ่งที่คนส่งต่อให้กันในข้อความส่วนตัวอยู่เสมอ

ตัวละครนี้มีชื่อว่า “Bubu และ Dudu”

Bubu เป็นตัวแพนด้าสีขาว และ Dudu เป็นตัวหมีสีน้ำตาล

ที่มาที่ไปของตัวละครคู่นี้ เป็นผลงานของศิลปินชาวจีนชื่อ Huang Xiao B เริ่มต้นจากเป็นชุดสติ๊กเกอร์ลงในโซเชียลมีเดียของจีนของเมื่อปี 2018

แต่ด้วยคาแรคเตอร์ที่น่ารักปนกวนทำให้เริ่มแพร่หลาย มีแฟนคลับ และขยายไปถึงแพลตฟอร์มอื่นๆ

มีทั้งคนแชร์ต่อ และนำไปทำใหม่เป็นคลิปสั้น ใส่ท่าทางที่เข้าใจง่าย เช่น เต้น ทำกับข้าว นอนเล่น อ้อนกันไปมา หรือทำท่ากวนๆ ตามอิริยาบถในชีวิตประจำวัน

จนในที่สุด ตัวละครคู่นี้ก็มาปรากฏอยู่ในโซเชียลมีเดียของคนไทยเช่นกัน และมีกลุ่มแฟนคลับในไทยอยู่ไม่น้อย

ส่วนเรื่องการทำเงินและการต่อยอด IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) ของตัวละครนี้ มีความเป็นไปได้ว่า ลิขสิทธิ์ยังคงเป็นของ Huang Xiao B เจ้าของผลงานเองโดยตรง

ยังไม่พบว่ามีบริษัทใหญ่เข้ามาถือลิขสิทธิ์ในการผลิตและจัดจำหน่ายเป็นสินค้า

แต่พบว่ามีร้านตัวแทนจัดจำหน่ายที่ระบุว่าตัวเองเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ และกระจายสินค้าไปแล้วกว่า 100,000 ชิ้น 

เป็นไปได้ว่า อาจมีการปล่อยสิทธิ์การผลิตให้คู่สัญญาไปทำตลาดต่อ

คล้ายกับโมเดลของ Labubu ที่เป็นของ Kasing Lung ศิลปินฮ่องกง แต่ทำข้อตกลงให้ Pop Mart เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายในรูปแบบอาร์ตทอย จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

ส่วนในไทย มีเพจที่เป็นชุมชนรวมแฟนคลับอยู่ มีสมาชิกราว 4.7 หมื่นคน และพบว่ามีสินค้า Bubu & Dudu วางขายอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์อยู่บ้างแล้ว

แต่ยังไม่มีร้าน Official Store อย่างเป็นทางการ และยังไม่มีการยืนยันว่าใครเป็นผู้ได้สิทธิ์นำเข้ามาขายในประเทศ

คำถามคือ ทำไมตัวการ์ตูนที่ดูไม่มีอะไร ทำไมถึงกลายเป็นแมสได้ขนาดนี้?

เหตุผลแรกคือ “ไม่มีบทตายตัว” ตั้งแต่แรก เป็นเพียงสติ๊กเกอร์ที่เกิดจากความตั้งใจของผู้ออกแบบว่าจะทำไว้สำหรับถ่ายทอดอารมณ์และเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เป็นเหมือนตัวแทนการสื่อสารความรู้สึกให้กัน

ใครจะนำไปแชร์ต่อ ทำมีมใหม่ หรือใช้ AI มาดัดแปลงท่าทางและเรื่องสั้นเพิ่มก็ได้ทั้งนั้น

ด้วยความที่ไม่มีเงื่อนไขตายตัว Bubu & Dudu จึงแมสง่าย และแชร์ต่อได้เร็วกว่าคาแรคเตอร์ที่มีสตอรี่ซับซ้อน

แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ Bubu Dudu เป็นคอนเทนต์ประเภท “ใช้พลังในการประมวลผลต่ำ” (Low Cognitive Load)

หรือให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ เนื้อหา “เบาสมอง” ไม่มีบทพูดให้ต้องตีความ ไม่มีดราม่าให้ต้องลุ้น ส่วนใหญ่เป็นเพียงท่าทางง่ายๆ อย่างเดิน ทำงาน นอน กิน หรือกอด

ทำให้ Bubu Dudu โดนใจคนได้หลายกลุ่ม โดยเฉพาะวัยทำงาน ซึ่งต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้า และตัดสินใจเรื่องยากๆ มาตลอดทั้งวัน

การได้เห็นหมีสองตัวทำท่าทางน่ารักๆ ไม่ต้องใช้สมองตีความหรือประมวลผลเพิ่มอีก จึงกลายเป็น “พื้นที่พักสมอง” ชั้นดีหลังเลิกงาน

ขณะเดียวกัน คอนเทนต์เบาสมองแนวนี้ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทย

ข้อมูลจาก Instagram ในไทยพบว่า Reels หรือวิดีโอสั้นกำลังเป็นแพลตฟอร์มที่มาแรง มีตัวเลขว่าคนใช้เวลาไถฟีดเพื่อดูคลิปสั้นเพิ่มขึ้นถึง 30%

และที่สำคัญคือ 85% ของเนื้อหาที่คนส่งต่อกันใน DM (ข้อความส่วนตัว) คือการแชร์ Reels

ส่วนใหญ่ที่แชร์ให้กันก็เป็นเนื้อหาเบาๆ เช่น คลิปตลก มีมสั้น สถานที่ท่องเที่ยว หรือร้านอาหารที่น่าสนใจ เป็นเหมือนการส่งให้กันแทนคำว่า “คิดถึง”

Bubu & Dudu ที่เป็นเนื้อหาเบาสมอง จึงเข้ากับพฤติกรรมการส่งต่อของคนไทยได้อย่างดี

กลายเป็นคาแรคเตอร์ที่ครองใจคนทั่วไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีเรื่องราวหรือดราม่าให้ติดตาม

กรณีของ Bubu & Dudu สะท้อนให้เห็นว่า คอนเทนต์ที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หรือทำอะไรให้ยุ่งยากเลย

แค่ทำออกมาให้มีความเรียบง่ายที่ตรงกับชีวิต และตรงจังหวะพฤติกรรมของคน ก็เพียงพอที่จะสร้างฐานผู้ติดตามได้อย่างเหนียวแน่น โดยไม่จำเป็นต้องมีเรื่องราวดราม่าหรือบทพูดอะไรมากมาย