‘Carenation’ โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่เปลี่ยนการจากลาให้เป็น ‘โอกาส’ ส่งต่อคุณค่าให้สังคม [PR NEWS]

โจทย์แรกไม่ใช่ “พวงหรีดกระดาษ” แต่คือ “จะทำให้การบริจาคยั่งยืนได้อย่างไร”

อาร์ท เมธินท์ ภาสพานทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Carenation ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่ตั้งเป้าแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้นวัตกรรม ความรู้ และหลักในการทำธุรกิจโดยมี ‘พวงหรีดกระดาษ’ เป็นตัวกลาง เล่าถึงจุดตั้งต้นของการทำธุรกิจ 

‘Carenation’ โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่เปลี่ยนการจากลาให้เป็น ‘โอกาส’ ส่งต่อคุณค่าให้สังคม [PR NEWS] 1

“เราอยากทำธุรกิจที่สามารถซัพพอร์ตมูลนิธิและบริจาคได้อย่างต่อเนื่อง” เขาเล่า ส่วนหนึ่งเพราะเขาเคยเป็นผู้ที่ได้รับโอกาสจากการเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง

ผมได้โอกาสในชีวิตมาค่อนข้างเยอะ เลยคิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำอะไรคืนสู่สังคมบ้าง”

ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกทำธุรกิจ ‘พวงหรีดกระดาษ’

ข้อแรก ‘ผู้ก่อตั้งทุกคนอยากสร้างความหมายให้การจากลามากขึ้น นอกจากจะเป็นการแสดงความเสียใจครั้งสุดท้าย เรายังอยากพาผู้ล่วงลับร่วมทำบุญครั้งสุดท้าย”

เขาอธิบายพร้อมบอกเหตุผลสำคัญที่ทำให้มั่นใจว่าโมเดลธุรกิจพวงหรีดกระดาษจะไปต่อได้

‘Carenation’ โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่เปลี่ยนการจากลาให้เป็น ‘โอกาส’ ส่งต่อคุณค่าให้สังคม [PR NEWS] 2

“หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์ จะพบว่าสถิติคนเสียชีวิตในประเทศไทยสูงขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นการที่จะทำธุรกิจที่มันยั่งยืนได้โดยทธุรกิจสามารถบริจาค 30-40% ของรายได้ ต้องเป็นตลาดที่มันเติบโตและมีคนซื้อมากขึ้น ซึ่งการที่ผู้เสียชีวิตมากขึ้นคือช่องว่างที่เรามองเห็น”

ปี 2567 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิต 571,646 ราย หรือเฉลี่ยประมาณ 1,566 รายต่อวัน และ 65 รายต่อชั่วโมง ตามข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

พวงหรีดถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่แทนความรู้สึกในช่วงเวลาของการจากลา แต่เมื่อพิธีสิ้นสุดลงหน้าที่ของมันก็มักจบลงตามไปด้วย

สำหรับพวงหรีดดอกไม้สด สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ได้มีแค่ดอกไม้ แต่ยังรวมถึงวัสดุประกอบอย่างพลาสติกและโฟมที่ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดการขยะ ทำให้เกิดคำถามถึงการใช้งานพวงหรีดในทุกวันนี้

เมื่อความอาลัยกลายเป็นภาระให้โลก

 
มีงานวิจัยพบว่า พวงหรีดในฌาปนสถานแต่ละแห่งกว่า 86.82% เป็นพวงหรีดดอกไม้สด ซึ่งหลังจบงานจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการจัดการขยะหรือแยกวัสดุเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อ กลายเป็นขยะจำนวนมหาศาลที่ถูกนำไปเผาทิ้ง ปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือ Carbon Footprint ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน

จะดีกว่ามั้ยถ้าการจากลาไม่ทิ้งภาระให้โลก?

จึงเป็นที่มาของ ‘พวงหรีดกระดาษ’ สีสันและหน้าตาคล้ายคลึงพวงหรีดดอกไม้สด ออกแบบให้เป็นตัวแทนแสดงความเสียใจตามพิธีกรรม แต่ทำจากกระดาษรีไซเคิลและกระดาษจากป่าปลูกซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเมื่อจบงานนำไปขายต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ สร้างรายได้ แต่ไม่สร้างขยะ

ทำให้ ‘การจากลาครั้งสุดท้าย’ ไม่จบลงที่กองขยะแต่สร้างคุณค่าให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อและได้ให้คนที่อยู่ได้ทำสิ่งดี ๆ ให้กับผู้วายชนม์

“เราเลือกใช้กระดาษปอนด์ปรู๊ฟรีไซเคิล 100% เป็นกระดาษจากป่าปลูก (FSC) ที่มีกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ในส่วนของหมึกบนพวงหรีดเราเลือกใช้หมึกพิมพ์จากถั่วเหลือง (Soy Ink) ซึ่งทำให้กระดาษกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่าย ไม่ทิ้งมลพิษ แถมปลอดภัยกว่าการใช้หมึกพิมพ์ทั่วไป”

โมเดลธุรกิจที่สร้างคุณค่าไม่สิ้นสุด

Carenation ถือเป็นตัวอย่างธุรกิจเพื่อสังคมที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น มิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน

ซึ่งเป็น 3 เสาหลักที่ Carenation ยึดถือมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำธุรกิจ

“เราอยากทำ 3 อย่าง คือ สิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อมก็คือเรื่องกระดาษที่เอาไปรีไซเคิล สังคมก็คือเรื่องการที่เราช่วยบริจาคให้มูลนิธิ แล้วก็ชุมชนก็คือให้พี่ ๆ ที่อยู่ในชุมชนมาช่วยประกอบพวงหรีด สร้างงาน สร้างรายได้”

‘Carenation’ โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่เปลี่ยนการจากลาให้เป็น ‘โอกาส’ ส่งต่อคุณค่าให้สังคม [PR NEWS] 3

เหนือสิ่งอื่นใดคือการสร้างระบบที่ทำให้ ‘การทำดีเป็นเรื่องง่าย’ ทำได้อย่างต่อเนื่องผ่านกลไกทางธุรกิจที่ยั่งยืน

สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการทำธุรกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise สร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจและสร้างผลกระทบที่ดีให้กับสังคมได้จริง คือตลอด 8 ปี ของการดำเนินธุรกิจ Carenation บริจาครายได้ 40-45% ให้มูลนิธิกว่า 40 แห่งอย่างต่อเนื่อง และยังคงสร้างกำไรส่วนหนึ่งเพื่อหล่อเลี้ยงบริษัท

เอิง-สรวิชญ์ ฮวง หัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมและกลยุทธ์ Carenation บอกว่า “เราตั้งใจทำให้การทำดีเป็นเรื่องง่ายจึงออกแบบโมเดลธุรกิจให้ทุกการสั่งซื้อสร้างประโยชน์คืนสู่สังคมโดยตรง ลูกค้าซื้อพวงหรีด ชุมชนมีรายได้จากการประกอบ เน้นการกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรงแทนการผลิตในโรงงานขนาดใหญ่ เมื่อมียอดบริจาคเข้ามา Carenation ก็จัดสรรรายได้ส่วนหนึ่งให้กับมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลตามที่ลูกค้าเลือก ในสัดส่วน 10-40% ของราคาพวงหรีด เมื่อเสร็จสิ้นงานศพแล้ว พวงหรีดจะถูกนำกลับเข้ามาสู่ระบบรีไซเคิล สำหรับรายได้ที่เหลือก็นำมาบริหารจัดการให้ธุรกิจของเราดำเนินต่อได้”

เมธินท์มองว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้โมเดลธุรกิจของ Carenation อยู่ได้ เป็นเพราะทีมงานเบื้องหลังทำงานสายเทคกันมา ทำให้สามารถสร้างระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ

‘Carenation’ โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่เปลี่ยนการจากลาให้เป็น ‘โอกาส’ ส่งต่อคุณค่าให้สังคม [PR NEWS] 4

ความโปร่งใสเริ่มต้นจากระบบหลังบ้าน

ปัจจุบัน Carenation เป็นพันธมิตรกับมูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศลกว่า 40 แห่ง ครอบคลุม 5 กลุ่มหลัก คือ เด็กและเยาวชน การแพทย์และสาธารณสุข วัฒนธรรมและศาสนา พัฒนาสังคม และสัตว์กับสิ่งแวดล้อม อาทิ ศิริราชมูลนิธิ, มูลนิธิรามาธิบดี, ยูนิเซฟ, มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับ ทำให้ผู้บริจาคมั่นใจว่าเงินบริจาคจะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

และเพื่อสร้างความโปร่งใสให้กับเส้นทางการบริจาค Carenation วางระบบการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ให้ผู้บริจาคเลือกได้เองว่าจะต้องการบริจาคให้กับองค์กรไหน และเปิดเผยยอดบริจาคแบบ Real-time บนเว็บไซต์ www.care-nation.com มีการอัปเดตยอดเงินบริจาครวม รวมถึงยอดเงินที่แต่ละมูลนิธิได้รับทุกวัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา ไปจนถึงการออกใบเสร็จรับเงินและใบอนุโมทนาบัตรในชื่อของผู้ซื้อจากมูลนิธิหรือโรงพยาบาลส่งให้กับผู้บริจาคทุกครั้ง

‘Carenation’ โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่เปลี่ยนการจากลาให้เป็น ‘โอกาส’ ส่งต่อคุณค่าให้สังคม [PR NEWS] 5

บทพิสูจน์โมเดลการส่งต่อที่สร้างผลกระทบได้จริง

เมธินท์บอกว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของมูลนิธิในเมืองไทยคือ ต้องพึ่งกองทุน พึ่งเงินบริจาค พึ่งการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ หรือจากทุนต่างประเทศ แล้วก็ใช้วิธีการเขียนโครงการ

วีราภรณ์ ประสพรัตนสุข หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรและระดมทุน มูลนิธิกระจกเงา พาร์ทเนอร์ที่ร่วมทางกับ Carenation ตั้งแต่ปีแรก มองว่า Carenation เป็นธุรกิจเพื่อสังคม จึงสามารถดูแลตัวเอง และจัดสรรรายรับมาดูแลองค์กรที่ทำงานขับเคลื่อนทางสังคมอีกทอดหนึ่ง ไม่ได้เป็นการช่วยแบบเตี้ยอุ้มค่อม ช่วยครั้งหนึ่งแล้วไม่ยั่งยืน

“ตั้งแต่ปีแรก จนถึงตอนนี้เกือบ 9 ปี เงินบริจาคจากโมเดลของ Carenation ก็ยังสามารถสนับสนุนมูลนิธิกระจกเงา รวมถึงมูลนิธิอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง มันจึงเป็นการช่วยที่ยั่งยืน มันไม่ได้เป็นการช่วยที่หมดไป แค่บางโปรเจกต์

เธอยกตัวอย่าง ‘โครงการอาสามาเยี่ยม’ ซึ่งเป็นโครงการที่มูลนิธิกระจกเงาเลือกให้รับเงินบริจาคผ่านพวงหรีดของ Carenation

“ย้อนกลับไปเมื่อ 7-8 ปีก่อน สปสช. ยังไม่มีนโยบายแจกผ้าอ้อมให้ผู้ป่วยติดเตียงยากไร้เหมือนในปัจจุบัน ขณะที่ยอดบริจาคเข้ามาแทบจะเป็นศูนย์เพราะผ้าอ้อมมีราคาสูง ทั้งที่สิ่งนี้จำเป็นอย่างมากสำหรับครอบครัวผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะสุดท้าย Carenation จึงเข้ามาตอบโจทย์ได้ตรงจุด ทำให้เรามีผ้าอ้อมส่งต่อให้ผู้ป่วยที่เราดูแลทั่วประเทศ”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของโครงการแรกที่ทำต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ นอกเหนือจากเงินบริจาคโดยตรง Carenation ยังจับมือกับมูลนิธิฯ ช่วยเหลือสังคมในอีกหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ขอนแก่น ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี เมื่อปี 2562 รวมถึงการส่งมอบความช่วยเหลือในช่วงวิกฤตโควิด-19

เมธินท์บอกว่าปัญหาของมูลนิธิส่วนใหญ่คือเรื่องกระแสเงินสด (Cash Flow)

“เราเคยได้ยินว่าบางแห่งไม่มีแม้แต่เงินจะให้น้องๆ ได้กินข้าว แต่พอมีโมเดลธุรกิจแบบนี้เข้ามา มันช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและสม่ำเสมอ ทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องมื้ออาหารวันต่อวัน แต่สามารถมองไปถึงการสร้างอนาคต ทั้งการฝึกทักษะ สร้างงาน และสร้างอาชีพให้น้องๆ ได้”

สรวิชญ์ยกตัวอย่าง ‘มูลนิธิลูกเหรียง’ ซึ่งดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“ตอนแรกเรามองว่าเขาเป็นเพียงหนึ่งในมูลนิธิที่เราเข้าไปช่วยเหลือ แต่ทุกครั้งที่ลงไปเยี่ยมเยียนและพูดคุยกับคนทำงานหน้างาน ได้ฟังเรื่องราวว่าเงินบริจาคเข้าไปเปลี่ยนชีวิตเด็กๆ ที่เคยลำบากให้ดีขึ้นอย่างไรบ้าง มันน่าประทับใจมาก เรื่องราวเหล่านี้ยิ่งทำให้เราอยากขับเคลื่อนสิ่งนี้ให้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือให้ถึงมือผู้คนอีกมากมาย”

‘Carenation’ โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่เปลี่ยนการจากลาให้เป็น ‘โอกาส’ ส่งต่อคุณค่าให้สังคม [PR NEWS] 6

เป้าบริจาค 100 ล้าน และวันที่พวงหรีดอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

Carenation ตั้งเป้าระดมเงินบริจาคให้ได้ 100 ล้านบาทภายในปี 2030

“ตอนนี้อยู่ที่ 35-36 ล้าน ก็เติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น แล้วเราก็แฮปปี้ที่เห็นคนได้เลือกทางเลือกอื่น ๆ มากขึ้น”

ปัจจุบันนอกจากพวงหรีดกระดาษ ขยายผลิตภัณฑ์ไปสู่ ผลิตภัณฑ์ ‘สานบุญ’ อีกหลายรูปแบบ ทั้งหมดยึดหลักการเดียวกันคือ ลดขยะ สร้างอาชีพ และบริจาครายได้ให้มูลนิธิอย่างโปร่งใส

ไม่ว่าจะเป็น การ์ดสานบุญ ของชำร่วยแนวคิดใหม่ ขนาดเท่าที่คั่นหนังสือ ใช้ทดแทนของชำร่วยแบบเดิมที่มักถูกทิ้งเป็นขยะ, การ์ดเชิญงานศพออนไลน์ ให้เจ้าภาพสร้างการ์ดเชิญแขกร่วมงานแบบสำเร็จรูป ส่งต่อได้สะดวกรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์, ของชำร่วย และล่าสุด พวงหรีดหัวใจ แคมเปญพิเศษที่ทำร่วมกับสภากาชาด เพื่อสื่อสารเรื่องบริจาคอวัยวะเข้ากับพวงหรีด

เมื่อถามว่า ถ้าวันหนึ่งพวงหรีดหายไปจริงๆ Carenation จะทำอย่างไรต่อ?

เมธินท์บอกว่าในฐานะธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่หยุดอินโนเวต เรากำลังพัฒนาแพลตฟอร์มอนุสรณ์ออนไลน์ (Online Memorial Platform) ให้ญาติมิตรเก็บข้อความและความทรงจำไว้ถาวร แทนที่จะจมหายไปในไทม์ไลน์โซเชียลมีเดีย พร้อมเปิดทางให้ผู้ที่ไม่สะดวกมาร่วมงานสามารถบริจาคแทนการให้เงินสดโดยตรง

สรวิชญ์ขยายความว่าผลิตภัณฑ์ของ Carenation จะย้อนกลับมาตอบโจทย์เดิมคือ ‘Doing Good Made Simple ทำให้การทำดีเป็นเรื่องง่าย’

“ตอนนี้เรื่องการจากลาเราก็สำเร็จมาระดับหนึ่ง แต่ในชีวิตคนๆ หนึ่งมีอีกตั้ง 80-90% เราจึงมองหาโอกาสที่จะเข้าไปร่วมทำความดีในชีวิตประจำวันของผู้คน แม้เราจะเชื่อว่าในอีก 20–30 ปีข้างหน้าพวงหรีดอาจหายไป เราเชื่ออยู่แล้วว่าวันหนึ่งพวงหรีดมันหายไปแน่นอน แต่อาจจะ 20-30 ปี ระหว่างนั้นเราก็พยายามหาสิ่งใหม่ๆ มาเรื่อย มันอาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้คนทำดีได้ง่ายขึ้น”

เมธินท์ทิ้งท้ายว่า “การทำดีไม่ใช่เรื่องของคนมีเงินเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องวัดด้วยการบริจาคเงินจำนวนมาก คนที่มีกำลังบริจาคเยอะได้ก็เป็นเรื่องดี แต่สำหรับคนที่ไม่มีต้นทุนตรงนั้น เรายังมีวิธีทำดีอีกมากมายในชีวิตประจำวัน เช่น การช่วยคุณป้าข้ามถนน หรือช่วยอุดหนุนหมูปิ้งแม่ค้าที่อยากกลับบ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการทำดีทั้งสิ้น เพราะความดีเป็นเรื่องง่ายๆ และอยู่รอบตัวเราเสมอ”

อ้างอิง