CGSI มองบวก CPF ปักธงเวียดนามโตยาว ดัน CP Vietnam เข้า IPO


บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เผยประเด็นสำคัญจากการประชุมนักวิเคราะห์ (Conference Call) ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ชี้ภาพรวมธุรกิจในเวียดนามยังเติบโตแข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจสุกรและสัตว์ปีก ขณะที่เตรียมเสนอขายหุ้น IPO ของ CP Vietnam สัดส่วนราว 10% ของทุนจดทะเบียน โดยอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์แห่งรัฐเวียดนาม (SSC) พร้อมยืนยัน CPF จะยังคงถือหุ้นในสัดส่วนข้างมาก

สำหรับธุรกิจในเวียดนาม ธุรกิจสุกรยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลกำไร โดยบริษัทจะยังใช้ระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) เป็นโมเดลหลักในการขยายธุรกิจ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ ขณะที่สถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ยังคงจำกัดปริมาณอุปทานในตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาสุกรและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ

ด้านธุรกิจไก่เนื้อในเวียดนามยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยการส่งออกไก่ไปยังญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ขยายตัวดี จากจุดแข็งด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและสุขอนามัย ขณะที่ฝ่ายบริหารอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขยายการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรป (EU) พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตฟาร์มสัตว์ปีก โดยคาดว่าจะทยอยรับรู้กำลังการผลิตใหม่ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ เวียดนามมีภาษีนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์หลัก ได้แก่ ข้าวโพดและถั่วเหลือง ในอัตรา 0% ส่งผลให้ต้นทุนอาหารสัตว์อยู่ในระดับต่ำกว่าไทย และช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอัตรากำไร ขณะที่แนวโน้มการบริโภคไส้กรอก อาหารแปรรูป และอาหารจานด่วนที่เพิ่มขึ้น มีโอกาสสนับสนุนการเติบโตของอุปสงค์ในระยะยาว

ส่วนธุรกิจในจีน ซึ่ง CTI เป็นบริษัทร่วมทุนที่ CPF ถือหุ้น 35% ยังคงเผชิญแรงกดดันจากตลาดสุกรที่อ่อนแอ โดยปัจจัยหลักมาจากด้านอุปสงค์ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ส่งผลให้ในไตรมาส 2/2569 CTI มีส่วนแบ่งขาดทุนต่อ CPF ประมาณ 2,000 ล้านบาท ขณะที่ภาวะอุปทานส่วนเกินเกิดจากการขยายฝูงแม่พันธุ์ก่อนหน้านี้เพื่อรองรับการฟื้นตัวของอุปสงค์

ปัจจุบันต้นทุนการผลิตสุกรในจีนอยู่ที่ประมาณ 12-13 หยวนต่อกิโลกรัม โดย CPF ได้ปรับลดกำลังการผลิตฟาร์มสุกรในจีนลงประมาณ 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน และผู้ประกอบการรายอื่นอยู่ระหว่างการปรับลดอุปทานเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารประเมินว่าการปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 ปี ก่อนที่ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจจะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับกลยุทธ์ในช่วง 3 ปีข้างหน้า CPF มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศธุรกิจครบวงจร “Feed-Farm-Food” โดยตั้งเป้าการเติบโตของปริมาณธุรกิจอาหารประมาณ 10% ต่อปี พร้อมขยายธุรกิจอาหารสัตว์ให้สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจฟาร์ม โดยเน้นการใช้ฟาร์มระบบปิดที่ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศ

นอกจากนี้ มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของ CPF เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่ความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปจะช่วยสนับสนุนความต้องการส่งออกเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปและแปรรูปขั้นสูง ซึ่งออกแบบตามความต้องการของลูกค้า ช่วยเพิ่มมาร์จิ้นและสร้างความเหนียวแน่นของฐานลูกค้า

ด้านการส่งออกไก่จากไทยไปจีน คาดว่ายังมีข้อจำกัดในระยะสั้น โดยขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ขณะที่ต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนเพียงระดับเลขหลักเดียวต้นๆ ของต้นทุนขาย (COGS) โดยฟาร์มสุกรของ CPF ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% จากก๊าซชีวภาพและพลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนฟาร์มสัตว์ปีกใช้ก๊าซชีวภาพประมาณ 50% ของการใช้พลังงานทั้งหมด

การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนดังกล่าวจึงไม่เพียงช่วยลดความผันผวนของต้นทุนการดำเนินงาน แต่ยังสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของ CPF ในระยะยาว