CGSI ชี้ CRC ระยะกลางดีขึ้น ปรับเป้าเน้นมาร์จิ้น ธุรกิจอาหารดันกำไร

บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ประเมินแนวโน้มผลประกอบการของ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ในระยะกลางมีทิศทางดีขึ้น หลังการประชุมนักวิเคราะห์ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 สะท้อนการปรับโครงสร้างธุรกิจ การบริหารจัดการต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเฉพาะในธุรกิจอาหาร
ทั้งนี้ CRC ปรับเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 2569 ลงเหลือ 2-3% จากเดิม 4-5% ขณะที่ปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของ EBITDA เป็น 6-8% จากเดิม 5-7% พร้อมตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ขยายตัว 60-70 จุดพื้นฐาน (bps) สะท้อนการให้ความสำคัญกับการเติบโตของกำไรผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าการพึ่งพาการฟื้นตัวของกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว
โดยทางฝ่ายวิจัยระบุว่า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน การบริหาร Product Mix และการควบคุมการใช้เงินทุนที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยภาวะการบริโภคที่ยังอ่อนตัว อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำไรในระยะต่อไปมีแนวโน้มพึ่งพาการขยายตัวของอัตรากำไรมากกว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ CRC มีอัตรากำไรขั้นต้นขยายตัว 170% โดยได้รับแรงหนุนจากกำไรจากสต๊อกสินค้า (Inventory Gains) ของธุรกิจไทวัสดุ ซึ่งฝ่ายบริหารมองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราวและมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ส่งผลให้ CGSI เตือนว่าไม่ควรนำระดับ Gross Margin ในไตรมาส 2/2569 ไปใช้เป็นฐานปกติใหม่ (New Run Rate)
เมื่อพิจารณาการขยายตัวของ Gross Margin ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่ 110% เทียบกับเป้าหมายทั้งปีที่ 60-70% CGSI ประเมินว่า การขยายตัวของอัตรากำไรในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อาจอยู่ในระดับเพียง 10-30% สะท้อนว่าการขยายตัวของมาร์จิ้นในไตรมาส 2/2569 มีส่วนมาจากปัจจัยชั่วคราวในระดับหนึ่ง
ด้านธุรกิจอาหารยังเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนกำไรที่สำคัญ โดยยอดขายธุรกิจอาหารในประเทศไทยเติบโต 10% ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เพิ่มขึ้น 5% และ EBITDA ของธุรกิจอาหารเติบโต 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 2/2569 โดย Tops ได้รับประโยชน์จาก Economies of Scale ในด้านการจัดซื้อและการเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์
ขณะที่ GO Wholesale ยังคงมุ่งเน้นการปรับปรุงอัตรากำไรและลดผลขาดทุนในระดับสาขาเดิม มากกว่าการเร่งขยายจำนวนสาขา ซึ่ง CGSI มองว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนคุณภาพกำไรในระยะต่อไป
สำหรับการเข้าซื้อกิจการ MaxValu CRC ตั้งเป้าหมายปิดดีลภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569 และคาดว่าจะรวมงบการเงินเต็มไตรมาสในไตรมาส 4/2569 โดยเบื้องต้น CGSI ประเมินว่า MaxValu อาจสร้างผลขาดทุนประมาณ 65 ล้านบาทในไตรมาส 4/2569 ก่อนตั้งเป้าหมายให้ EBIT กลับมาเป็นบวกในปี 2570
อย่างไรก็ตาม CGSI มองว่าดีลดังกล่าวมีประโยชน์เชิงกลยุทธ์ในระยะยาว จากการเข้าถึงเครือข่ายสาขา 30 แห่ง ฐานลูกค้าราว 900,000 ราย และศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) ผ่านแพลตฟอร์มการจัดซื้อและระบบโลจิสติกส์ของ Tops
ส่วนแนวโน้มปี 2570 คาดว่าการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรจะมีความสมดุลมากขึ้น หลังโครงการเปิดสาขาที่ล่าช้าในไทยและเวียดนามทยอยแล้วเสร็จ ขณะที่ CRC ปรับลดงบลงทุน (CAPEX) ปี 2569 เหลือ 12-14 พันล้านบาท จากเดิม 16-18 พันล้านบาท ซึ่งสะท้อนการเลื่อนช่วงเวลาของโครงการและการคัดเลือกโครงการลงทุนอย่างเข้มงวดขึ้น มากกว่าจะเป็นการลดแผนขยายธุรกิจในระยะยาว
โดยสรุปมองว่าพื้นฐานของ CRC มีแนวโน้มดีขึ้นจากการปรับโครงสร้างธุรกิจที่มุ่งเน้นการเพิ่มอัตรากำไร การบริหารกระแสเงินสด และการยกระดับผลตอบแทนต่อเงินทุน โดยมีธุรกิจอาหาร เวียดนาม และ GO Wholesale เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น CRC ที่ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 13.6% สู่ระดับ 29.25 บาท สะท้อนการปรับประมาณการกำไรในเชิงบวกไปพอสมควรแล้ว โดยจึงแนะนำผู้ลงทุนที่มีหุ้นอยู่สามารถถือต่อเพื่อรับโอกาสการเติบโตในระยะยาว ขณะที่ผู้ลงทุนใหม่ควรรอจังหวะเข้าลงทุนที่เหมาะสม หรือรอหลักฐานเพิ่มเติมว่าการขยายตัวของอัตรากำไรสามารถรักษาระดับได้อย่างยั่งยืนหลังผ่านไตรมาส 2/2569