เสถียร หัวเรือใหญ่ CJ MORE รับยังจำเป็นต้องลดราคาสินค้า ต้องยอมเฉือนกำไร เน้นขายปริมาณมาก รับมือกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยต้องรับแรงกดดัน ตั้งแต่ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ไปจนถึงการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี แน่นอนว่าผู้ประกอบการแต่ละรายจึงต้องเร่งพลิกกลยุทธ์เพื่อช่วงชิงเงินในกระเป๋าผู้บริโภค ที่มีอยู่อย่างจำกัดมากขึ้นทุกวัน

เช่นเดียวกับ CJ MORE หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของตลาด ที่ออกมาประกาศความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ แม้เศรษฐกิจยังชะลอแต่ยังเดินหน้าลงทุนไม่ยั้ง

เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว เปิดเผยว่า ปัจจุบันทุกคนคงสัมผัสได้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ดีนัก เห็นได้ชัดจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลงอย่างมาก และในฐานะที่กลุ่มคาราบาวมีธุรกิจเบียร์ ได้มีการประเมินว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีนั้น จะสังเกตได้จากบรรยากาศร้านอาหารในช่วงกลางคืน ซึ่งปัจจุบันยอมรับว่ามีลูกค้าเข้าใช้บริการน้อยลง สะท้อนได้ว่าผู้คนมีเงินจับจ่ายใช้สอยอย่างจำกัด

นอกจากความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจแล้ว นโยบายรัฐบาลอย่าง ‘โครงการไทยช่วยไทยพลัส’ ยังทำให้ยอดขายลดลงในบางช่วง อาจเป็นไปได้ว่าผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าในร้านท้องถิ่นที่สามารถรับจ่ายผ่านโครงการดังกล่าวได้ ซึ่งร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าร่วมได้

แต่ถึงอย่างไรแล้ว ยังมีผู้มาใช้บริการในร้าน CJ มากกว่า 1.1 ล้านคนต่อวัน โดยมีสัดส่วนเป็นสมาชิกสูงถึง 80-90% หรือคิดเป็นฐานสมาชิกราว 12-13 ล้านคน โดยรวมแล้วธุรกิจในเครือยังคงเติบโตได้ดี ถ้าเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทมีความระมัดระวังในการลงทุน และ บริหารจัดการธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป

และอีกหนึ่งหน้าที่ของธุรกิจต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า โดยธุรกิจของ ซีเจ มอร์ ยังจำเป็นต้องจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และ ลดราคาสินค้า ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการดึงลูกค้าเข้าร้าน อาจต้องยอมเฉือนกำไรตนเองลง แล้วเน้นขายปริมาณมากขึ้นแทน

เดินหน้าเปิดสาขาให้ครบ 5,000 แห่ง

เสถียร กล่าวต่อว่า วันนี้แบรนด์ดิ้งของ CJ MORE ค่อนข้างแข็งแรงแล้ว หากเทียบกับ 5-6 ปีที่ผ่านมา หลังจากใช้เวลาลองผิดลองถูก พร้อมทดลอง และ ปรับเปลี่ยนโมเดลจนลงตัว ปัจจุบันมีสาขารวมกว่า 2,000 แห่ง แต่ละสาขามียอดใช้จ่ายประมาณ 600 บิลต่อวัน และ แต่ละบิลมียอดการซื้อสินค้า 4-5 รายการ

สำหรับทิศทางต่อจากนี้ได้ขยับแผนขยายสาขาเพิ่มขึ้นทุกปี ในปีนี้ใช้งบลงทุนราว 5,000 ล้านบาท วางแผนขยายร้านอีก 500 สาขา เน้นเข้าไปตั้งสาขาอยู่ในแหล่งชุมชนมากกว่าฝั่งถนนใหญ่ เนื่องจากธุรกิจเติบโตมาจากการสนับสนุนของคนในชุมชน

ส่วนเป้าหมายระยะยาว ในปี 2572 ตั้งใจเปิดสาขาให้เกือบครบ 5,000 สาขา ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ส่วนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ระหว่างพิจารณาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม โดยปัจจุบันบริษัทมีความพร้อมในการกระจายสินค้า จากศูนย์กระจายสินค้าที่มีอยู่ 5 แห่ง ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นอันดับ 2 ในแง่จำนวนสาขาของธุรกิจค้าปลีกในไทยได้

คาดได้เห็น CJ เดินหน้า IPO ภายในปี 2572

ในช่วงเวลาเดียวกัน หัวเรือใหญ่ คาราบาว กรุ๊ป เล่าต่อไปว่า ขณะนี้มีตัวแทนจากตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ทั้งฮ่องกง และ สิงคโปร์ เข้ามานำเสนอข้อมูลและหารือถึงแนวทางการเข้าจดทะเบียน ส่วนมูลค่าการเสนอขายหุ้นยังต้องพิจารณาตามจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง

เสถียร อธิบายว่า บริษัทมีกระแสเงินสดและผลประกอบการที่แข็งแกร่ง จึงไม่มีแรงกดดันเรื่องหนี้สินหรือการต้องรีบระดมทุน แต่ถ้าหากเข้าตลาดก็จะโฟกัส ไปที่ผลประโยชน์ระยะยาว และความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย และต้องพิจารณาความคุ้มค่า เช่น ในตลาดต่างประเทศ แม้เงื่อนไขดี แต่นักลงทุนอาจยังไม่รู้จักแบรนด์ CJ มากนัก

ถึงอย่างนั้นบริษัทมั่นใจว่า CJ มีโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง สามารถแข่งขันในตลาดได้ โดยเชื่อว่ามีโอกาสในการขยายโมเดลนี้ไปสู่ภูมิภาคอาเซียนตามรอยธุรกิจเบียร์ได้ในอนาคต

ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนของแผนเข้าตลาดในปี 2572 โดยจะพิจารณาจากระดับกำไรและความเชื่อมั่นของตลาดในช่วงเวลานั้น พร้อมยอมรับตรงๆ ว่าตนเองไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องตลาดหุ้นมากนัก

เปิดตัวโครงการ ‘CJ STAR ของดีติดดาว’ หนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น

ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ผ่านโครงการ ‘CJ STAR ของดี ติดดาว’ ซึ่งเป็นโครงการที่ค้นหาสินค้าขึ้นชื่อในจังหวัดต่างๆ โดย CJ MORE จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและเป็นช่องทางขาย เพื่อให้สินค้า

เป็นที่รู้จักในตลาดในวงกว้าง

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้รับการติดดาวทั้งสิ้น 14 ราย รวม 21 รายการสินค้า ซึ่งถือเป็นตัวแทนของดีจากชุมชนต่างๆ ที่มีความหลากหลายทั้งอาหาร ขนม เครื่องปรุง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ความพิเศษคือสินค้าเหล่านี้จะได้วางขายในบริเวณพื้นที่หัวชั้น CJ STAR ของดีติดดาวในร้าน CJ MORE หลังจากนำสินค้าเข้าไปวางขาย

ภายใน 3 วันที่ผ่านมา ทำยอดขายได้ 1.8 แสนบาท ขายได้กว่า 5,000 ชิ้น

เสถียร ยังทิ้งท้ายอีกว่า ถึงวันนี้บริษัทมีภาระหนี้สินน้อย ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง จึงสามารถรับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ หรือแม้แต่ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูผลประกอบการในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้อยู่ที่ 5.8 หมื่นล้านบาท โดยยอดขายของธุรกิจค้าปลีก CJ เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น หรืออยู่ที่ประมาณ 8.2 หมื่นล้าน ถึง 1 แสนล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายเติบโตประมาณ 30% หรือทำรายได้อยู่ที่ 8-9 หมื่นล้านบาท