CKP รายได้น้ำงึม 2 ลด-ขาดทุน Fx ฉุดกำไร Q2 หด 84% เหลือ 99 ล้านบาท

บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 98.87 ล้านบาท ลดลง 83.80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 610.15 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 278.48 ล้านบาท ลดลง 59.08% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 680.62 ล้านบาท โดยตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับงบที่บริษัทชี้แจง ซึ่งปัดเศษเป็น 98.9 ล้านบาท และ 278.5 ล้านบาท ตามลำดับ
ทั้งนี้ ไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้รวม 2,368.2 ล้านบาท ลดลง 11.1% จาก 2,663.3 ล้านบาทในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำงึม 2 (NN2) ที่ลดลงตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำซึ่งต่ำกว่าปีก่อน ส่งผลให้รายได้จาก NN2 ลดลง 25.1% เหลือ 751.4 ล้านบาท จาก 1,003.4 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณขายไฟฟ้าลดลง 25%
ปัจจัยกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นหลังปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ NN2 ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 466.0 ล้านลูกบาศก์เมตร ลดลงจาก 1,013.7 ล้านลูกบาศก์เมตรในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือประมาณ 54% โดยบริษัทระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 3 ซึ่งอยู่ตอนเหนือของอ่างเก็บน้ำ NN2 เริ่มกักเก็บน้ำเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา
ด้านโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น (BIC) มีรายได้จากการขายไฟฟ้าและไอน้ำในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าในส่วน Energy Payment ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณขายไฟฟ้าลดลงจากการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในเดือนเมษายนและมิถุนายน ขณะที่ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงของ BIC เพิ่มขึ้น 6.6% ตามราคาก๊าซธรรมชาติ
นอกจากนี้ กำไรสุทธิยังได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยไตรมาส 2/2569 บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่กระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 111.3 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 257.2 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิบนงบการเงินลดลงแรงกว่ากำไรจากการดำเนินงาน
ผลกระทบหลักด้านอัตราแลกเปลี่ยนมาจาก บริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด (LPCL) ซึ่ง CKP รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนจำนวน 156.0 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 305.3 ล้านบาท เนื่องจากหนี้สินระยะยาวสกุลดอลลาร์สหรัฐของ LPCL มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท จากเงินบาทที่อ่อนค่า อย่างไรก็ตาม หากตัดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนออก LPCL มีส่วนแบ่งขาดทุนจากการดำเนินงานเพียง 17.7 ล้านบาท
ขณะที่ปัจจัยบวกสำคัญมาจาก บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (XPCL) โดย CKP รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนใน XPCL จำนวน 344.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 130.8% จาก 149.1 ล้านบาทในปีก่อน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานของ XPCL อยู่ที่ 318.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.4% เนื่องจากปริมาณน้ำไหลผ่านโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 15% ส่งผลให้ปริมาณขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 6.8% รวมถึงต้นทุนทางการเงินลดลงจากการทยอยชำระคืนเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
ส่งผลให้ CKP มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน หรือ Core Net Profit ในไตรมาส 2/2569 จำนวน 210.2 ล้านบาท ลดลง 40.5% จาก 353.0 ล้านบาทในปีก่อน โดยการเติบโตของกำไรจาก XPCL ช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนจากรายได้ NN2 ที่ลดลง ต้นทุนเชื้อเพลิง BIC ที่เพิ่มขึ้น และผลการดำเนินงานของ LPCL
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 4,325.8 ล้านบาท ลดลง 14.8% จากปีก่อน ขณะที่ Core Net Profit อยู่ที่ 326.1 ล้านบาท ลดลง 21.7% โดยรายได้จาก BIC ลดลงจากปริมาณขายไฟฟ้าที่ลดลงตามการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า และค่า Ft ขายปลีกเฉลี่ยที่ลดลง ประกอบกับรายได้ NN2 ที่ลดลง ขณะที่ XPCL ยังคงเป็นปัจจัยช่วยพยุงผลประกอบการ