หลุดไปได้ไง! แชตส่วนตัวคุยกับ Claude โผล่บนผลการค้นหาของ 'กูเกิล'

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากบนโลกออนไลน์ หลังจากมีข่าวว่า บทสนทนากับ คล็อด (Claude) ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ จากแอนโทรปิก ไปปรากฏอยู่บนหน้าค้นหาของ “กูเกิล” และ “บิง”

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าว ถูกเผยแพร่โดยผู้ใช้ Reddit เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยผู้ใช้รายดังกล่าว ระบุว่า บทสนทนาส่วนตัวของผู้ใช้คล็อด ซึ่งบางส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการแพทย์ และหมายเลขโทรศัพท์ของเด็กๆ ถูกค้นพบในการผลการค้นหาของเสิร์ชเอ็นจิ้น นับร้อยรายการ เพียงแค่พิมพ์ “site:claude.ai/share” ลงในช่องค้นหาของกูเกิล

reddit

โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้คล็อด สามารถสร้างลิงก์สาธารณะที่แชร์ได้ สำหรับแชตของคล็อด (คล้ายกับที่ทำได้ใน กูเกิล ด็อก) เพื่อให้เพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานเข้ามาดูได้ แต่ขณะที่กูเกิล ด็อก จะไม่ถูกจัดเก็บเข้าดัชนีสำหรับการค้นหา แต่สิ่งที่สร้างขึ้นในคล็อด กลับถูกดึงไปแสดงในเสิร์ชเอ็นจิ้น

แอนโทรปิก ผู้สร้างคล็อด เผยกับ เทคครันช์ ว่า ลิงก์เหล่านี้จะกลายเป็นสาธารณะก็ต่อเมื่อมันถูกนำไปโพสต์ในจุดที่ตัวเก็บข้อมูลเว็บ (web crawlers) สามารถค้นพบได้ เช่น บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และว่า “เราให้ผู้ใช้ควบคุมการแชร์บทสนทนาคล็อดของตนเองต่อสาธารณะ และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการความเป็นส่วนตัวของเรา เราจึงไม่แชร์ไดเร็กทอรีแชต หรือ แผนผังเว็บไซต์กับเครื่องมือค้นหาอย่างกูเกิล”

และว่า “ลิงก์ที่แชร์ได้เหล่านี้ไม่สามารถคาดเดาหรือค้นพบได้ เว้นแต่ว่าผู้คนจะเลือกแชร์ด้วยตนเอง เมื่อมีคนแชร์บทสนทนา พวกเขากำลังทำให้เนื้อหานั้นเข้าถึงได้โดยสาธารณะ และเช่นเดียวกับเนื้อหาเว็บสาธารณะอื่นๆ เนื้อหานั้นอาจถูกเก็บถาวรโดยบริการของบุคคลที่ 3”

อย่างไรก็ตาม ทางกูเกิล ได้ชี้แจง กับ Wired ว่า บริษัทได้มอบ ระบบควบคุมที่ชัดเจน ให้กับทางแอนโทรปิก รวมถึงเจ้าของเว็บไซต์ทุกราย ในการเลือกได้ว่า จะให้หน้าเว็บถูกจัดเก็บดัชนีหรือรวบรวมข้อมูลหรือไม่

นอกจากนี้ กูเกิล ยังได้แจ้ง PCMag ว่า การจัดดัชนีน่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ใช้ได้โพสต์แชตคล็อดที่แชร์ไว้บนเว็บสาธารณะ “ทั้งกูเกิลและเครื่องมือค้นหาอื่นๆ ไม่สามารถควบคุมได้ว่าหน้าใดบ้างที่จะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะบนเว็บ และหน้าเว็บเหล่านี้ถูกจัดทำดัชนีในเครื่องมือค้นหาหลายแห่ง” และว่า “เราให้การควบคุมที่ชัดเจนแก่เจ้าของเว็บไซต์ในการตัดสินใจว่า หน้าเว็บสามารถถูกรวบรวมหรือจัดทำดัชนีได้หรือไม่ และเราเคารพคำสั่งนั้นเสมอ” โดยเว็บไซต์ยังสามารถใส่ “noindex meta tag” เพื่อปิดกั้นไม่ให้หน้าเว็บปรากฏในผลการค้นหาของกูเกิลได้ด้วย

ขณะที่ บิง เสิร์ชเอ็นจิ้น ของไมโครซอฟท์ ระบุว่า นักพัฒนาสามารถใช้แท็กเพื่อบล็อกการจัดเก็บดัชนีได้ แต่เมื่อ Wired เข้าไปตรวจสอบแชตคล็อดที่หลุดออกมา ก็ไม่พบแท็ก “noindex” ตามที่แนะนำไว้บนหน้าเว็บเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เมื่อพิมพ์ “site:claude.ai/share” บนกูเกิลแล้ว ไม่มีการแสดงผลลัพธ์ใดๆอีกต่อไป

แต่หากยังกังวลว่า แชตจะไปปรากฏบนกูเกิลอีก สามารถเข้าไปตั้งค่าที่คล็อด โดยไปที่ การตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัว > ข้อมูลของคุณ ซึ่งสามารถดูได้ว่าแชตและสิ่งประดิษฐ์ใดบ้างที่ถูกแชร์ ออกไป และยกเลิกการเข้าถึง หากผู้ใช้มีการแชร์การสนทนาของ คล็อด ผ่านแพลตฟอร์มการส่งข้อความส่วนตัว โปรแกรมรวบรวมข้อมูลเว็บของกูเกิลจะไม่สามารถจัดทำดัชนีได้