CLP Group เปิด 3 โมเดลนวัตกรรมธุรกิจปลดล็อกเกษตรกรไทย ส่งแบรนด์ “SISOD” แปรรูปข้าวลุยตลาดนมทางเลือก พร้อมดันสู่ตลาดโลก

                     <ol>
  • หน้าหลัก 
  • เศรษฐกิจ-ธุรกิจ 
  • ข่าวธุรกิจการตลาด 
  • CLP Group เปิด 3 โมเดลนวัตกรรมธุรกิจปลดล็อกเกษตรกรไทย ส่งแบรนด์ “SISOD” แปรรูปข้าวลุยตลาดนมทางเลือก พร้อมดันสู่ตลาดโลก

    เผยแพร่: 29 ก.ย. 2569 18:53   ปรับปรุง: 29 ก.ย. 2569 18:53   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



    กรุงเทพฯ — CLP GROUP ผู้นำนวัตกรรมเครื่องจักรการเกษตรชั้นนำของไทย ปรับทิศทางนโยบายองค์กรครั้งสำคัญ จากเดิมเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรเกี่ยวเก็บอย่างเดียว สู่การสร้าง Ecosystem ทางการเกษตรแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “From the Fields to Your Everyday” จากผืนนา...สู่ทุกวันของคุณ” เพื่อยกระดับ Value Chain ของภาคการเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ในการนำผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ “ข้าวไทย” มาสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ (Business Model Innovation) พร้อมแปรรูปสินค้าเพื่อนำกลับเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น อาทิ น้ำนมข้าวสูตรใหม่ ภายใต้แบรนด์ SISOD (สีสด) วางเป้ารายได้รวมทั้งกลุ่มบริษัทปีนี้แตะ 800 ล้านบาท

    จากเรื่องนี้ คุณวัชรา ลี้โกมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท CLP เปิดเผยถึง นโยบายที่ทำให้บริษัทต้องหันมาปรับเปลี่ยนสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ (Business Model Innovation) ขึ้นมา เพราะจากสถิติพบว่าบริโภคมีแนวโน้มทานข้าวน้อยลงอย่างต่อเนื่องทุกปี จากเดิมคนไทยบริโภคข้าวเฉลี่ยประมาณ 3–5 วันต่อสัปดาห์ ปัจจุบันปริมาณการบริโภคลดลงไปราว 30% เนื่องจากมีทางเลือกด้านอาหารหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่กลุ่ม Gen Z มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปในลักษณะที่จะมีการแบ่งมื้ออาหารเพื่อไปทานขนม เบเกอรี่ หรืออาหารประเภทอื่นมากขึ้น

    ขณะเดียวกันเด็กและคนรุ่นใหม่หุงข้าวไม่ค่อยเป็น ทำให้หันไปพึ่งพาอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat) มากขึ้น หรือ บางคนกังวลเรื่องน้ำหนักสุขภาพมองว่าข้าวขาวเป็นเพียงแป้ง (Carbs) ที่ทำให้อ้วน จึงลดปริมาณข้าวลงแล้วไปเน้นทาน “กับข้าว” แทน ทั้งหมดกลายเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นของการบริโภคข้าวลดลงมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 5 ปี แล้ว และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็น “เทรนด์ทั่วโลก” (เช่น ประเทศญี่ปุ่น ก็เผชิญปัญหาคนทานข้าวน้อยลงอย่างมากเช่นกัน)

    จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นโจทย์หลักของ CLP ว่า จะทำอย่างไรให้ข้าวธรรมดากลับมามีความน่าสนใจและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ประกอบกับทางด้านฝั่งเกษตรกรก็มีปัญหาเรื่องสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ตลาดเครื่องจักรการเกษตรปีนี้มีความท้าทายสูงและซบเซามากกว่าปกติ รวมถึงมีอุปสรรคด้านเงินลงทุน เกษตรกรและผู้สนใจกลุ่ม SME รุ่นใหม่ที่อยากพัฒนาผลผลิตเพื่อต้องการสร้างรายได้เพิ่ม มักติดปัญหาเครื่องจักรมีราคาสูง (หลักแสนถึงหลักล้านบาท) ทำให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้ยากขาดกำลังทุนในการซื้อเครื่องจักรขนาดใหญ่

    ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาข้างต้น CLP จึงได้วางกลยุทธ์ไปสู่การสร้าง Ecosystem ทางการเกษตรแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “From the Fields to Your Everyday” จากผืนนา...สู่ทุกวันของคุณ” ทั้งในมุมของ “นวัตกรรมผลิตภัณฑ์” และ “โมเดลธุรกิจใหม่” ทั้งหมด 3 รูปแบบ มาตั้งแต่ต้นปี 2569 เพื่อทำให้เทคโนโลยีการเกษตรเข้าถึงผู้ใช้งานได้จริงมากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ต้องบริหารทั้งต้นทุนและกระแสเงินสด ได้แก่
    1.โมเดล Rice-for-Machine หรือ “ข้าวแลกเครื่อง” เปิดโอกาสให้เกษตรกร ศูนย์ข้าวชุมชน และ Young Smart Farmers เข้าถึงเครื่องจักรได้ทุกรุ่น โดยโมเดลนี้ ผู้เข้าร่วมสามารถชำระด้วยข้าวเปลือกประมาณ 13 ตัน ตามระยะเวลาที่กำหนด หรือเลือกชำระด้วยข้าวสารประมาณ 8 ตัน ในรูปแบบที่สอดคล้องกับรอบการดำเนินงาน ขณะที่ CLP จะดูแลด้านบริการหลังการขาย การซ่อมบำรุง และการจัดส่งเครื่องจักรตามเงื่อนไขของโครงการ

    2. โมเดล CLP Profit Sharing ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มต้นหรือขยายธุรกิจด้านการอบลดความชื้นข้าว โดยมีเครื่องอบขนาด 3.5, 6 และ 12 ตันต่อรอบ และไม่ต้องมีค่าเครื่องจักรล่วงหน้า แต่ใช้รูปแบบการแบ่งรายได้จากการบริการอบข้าว ทำให้การลงทุนสัมพันธ์กับรายได้ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ CLP รับผิดชอบตั้งแต่การติดตั้งเครื่องจักร การฝึกอบรม การบำรุงรักษา ไปจนถึงการสนับสนุนด้านการดำเนินงาน

    3. โมเดลคือ CLP Subscription: Post Harvest Solution ที่เปลี่ยนการเข้าถึงเครื่องจักรหลังการเก็บเกี่ยวจากการลงทุนก้อนใหญ่ มาเป็นรูปแบบ Subscription รายเดือน ช่วยลดภาระเงินลงทุนเริ่มต้น และทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนต้นทุนให้สัมพันธ์กับการดำเนินธุรกิจจริง

    นอกจากนี้ CLP ยังพัฒนา Farmer Partner Network หรือ “Sale ชาวบ้าน” โดยนำประสบการณ์จากเกษตรกรที่ใช้งานจริงมาสร้างเป็นเครือข่ายแนะนำและสาธิตผลิตภัณฑ์ในชุมชน เปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในระบบการขายและได้รับผลตอบแทนจากการแนะนำลูกค้า และแนวทางทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า CLP ไม่ได้มองเครื่องจักรเป็นเพียง “สินค้า” แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ใช้งาน และทำให้เทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในระบบธุรกิจจริงได้มากขึ้น

    ประกอบกับ CLP ยังเดินหน้าพัฒนาโซลูชันด้านเครื่องสีข้าว Umami Rice Innovation นวัตกรรมที่จะทำให้ข้าวอร่อยมากยิ่งขึ้นด้วยการขัดสีที่แม่นยำ ช่วยรักษาสมดุลระหว่างความสวยงามของเมล็ดข้าว และรสชาติดูเอามิติตามธรรมชาติ โดยไม่ทำลายคุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่า (Value Added) ให้กับผลผลิตของเกษตรกรโดยตรง

    อย่างไรก็ดี จากโมเดลธุรกิจข้างต้น (Business Model Innovation) คุณวัชรา กล่าวเสริมว่า CLP ไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้ใช้เครื่องจักร แต่เป็นการ สร้างเครือข่ายเกษตรกรที่แข็งแกร่ง เพื่อนำผลผลิตคุณภาพสูงเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคภายใต้แบรนด์ SISOD ซึ่งจะนำข้าวไทย หนึ่งในผลผลิตสำคัญของประเทศ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องสุขภาพ รสนิยม และวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด “From the Fields to Your Everyday – จากผืนนา... สู่ทุกวันของคุณ”

    โดย CLP มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ Everyday Product ที่สามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของมื้ออาหาร เครื่องดื่ม หรือไลฟ์สไตล์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ตัวแรกของแบรนด์ SISOD คือ “เครื่องดื่มน้ำนมข้าวสูตรใหม่ “ เนื่องจากปัจจุบันตลาดนมทางเลือกมีมูลค่าสูงถึง 13,000 – 14,000 ล้านบาท และส่วนแบ่งตลาดกว่า 95% – 97% เป็นเครื่องดื่มประเภท “นมถั่วเหลือง”

    ขณะที่กลุ่มนมทางเลือกอื่นๆ (Non-Soy Alternative Milk) เช่น นมโอ๊ต, นมอัลมอนด์ และนมพิสตาชิโอ ที่เป็นเซกเมนต์ใหม่ แม้มีส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่า แต่กลับมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่องมาตลอด 3–4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณยืนยันว่า ผู้บริโภคให้ความสนใจกับเครื่องดื่มที่เป็น Non-Soy Alternative Milk มากขึ้น

    ดังนั้น CLP จึงมองว่านี้คือโอกาสทางธุรกิจที่จะเข้าไปสร้างความแตกต่างด้วยผลิตภัณฑ์ “เครื่องดื่มน้ำนมข้าวสูตรใหม่” ในยุคที่ผู้บริโภค Gen ใหม่กำลังมองหานมทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ไม่ใช่แค่ “นมถั่วเหลือง” อย่างเดียว แต่ต้องการมุ่งเน้นเรื่องของ “Lifestyle & Wellness” ที่ให้รสสัมผัสของการดื่มที่มีรสชาติ “เบา”ย่อยง่าย สบายท้อง ให้ความรู้สึก คลีน (Clean) และสดชื่นเหมือนกับ”เครื่องดื่มน้ำนมข้าวสูตรใหม่” แบรนด์ SISOD

    เรียกได้ว่าการขยายตัวของ SISOD จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CLP ในการเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรให้กลายเป็น Value-added Product ที่มีแบรนด์ มี Positioning และมีศักยภาพในการเดินทางไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น โดย CLP ตั้งเป้าว่าในปี 2569 นี้ “เครื่องดื่มน้ำนมข้าวสูตรใหม่ “ แบรนด์ SISOD จะสามารถครองส่วนแบ่งตลาด Non-Soy Alternative Milk ได้ไม่ต่ำกว่า 5% หลังจากก่อนหน้านี้คว้าศิลปินระดับโกลบอลอย่าง NCT DREAM มาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อถ่ายทอดพลังงานบวกและความสดใส นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพลักษณ์ความสนุกสนาน มีพลัง และความอินเตอร์ให้กับแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    อีกทั้งยังช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภค ให้เห็นว่าข้าวไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป แต่ข้าวสามารถนำมาแปรรูปให้กลายเป็นสินค้าที่มีความหลากหลายได้ซึ่งมีทั้งมิติของรสชาติ และมีความอร่อยได้มากกว่าที่เคยสัมผัส ประกอบกับ CLP มีแผนผลักดัน”เครื่องดื่มน้ำนมข้าวสูตรใหม่” แบรนด์ SISOD ไปสู่ตลาดโลกในฐานะ Soft Power และความภาคภูมิใจของข้าวไทย โดยจะส่งออกไปขายยังประเทศฮ่องกง, ฟิลิปปินส์, เกาหลีใต้ และตะวันออกกลาง คือ บาห์เรน, ดูไบ, ซาอุดีอาระเบีย

    ​ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ส่งออกผลิตภัณฑ์แบรนด์ SISOD ทาง CLP ยังมีแผนส่งออกเครื่องจักรการเกษตรด้วย โดยปัจจุบันเริ่มต้นทำโปรเจกต์ที่ ประเทศฟิลิปปินส์ และกำลังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมจัดตั้งเป็นบริษัทลูก เพื่อขยายตลาดเครื่องจักรการเกษตรในฟิลิปปินส์อย่างเต็มตัว

    สุดท้ายนี้ คุณวัชรา กล่าวเสริมว่า SISOD ยังเดินหน้าขยาย Portfolio อย่างต่อเนื่องด้วยโครงการ Rice Bar ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆนี้ ในการนำผลิตภัณฑ์ข้าว ทั้งหมดไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า มิตซูโคชิ เพื่อสะท้อนทิศทางการยกระดับผลิตภัณฑ์จากข้าวไทย เข้าสู่ตลาดพรีเมี่ยม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อื่นๆ อีก เช่น สาโท นอกเหนือจากน้ำนมข้าวสูตรใหม่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CLP ในการเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรให้กลายเป็น Value address product ที่มีแบรนด์ มี Positioning และมีศักยภาพในการขยายไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น โดยสิ้นปีนี้ CLP Group ตั้งเป้ายอดขายทั้งหมดอยู่ที่ 800 ล้านบาท
    ​